the king never smile

ข้อมูลของหนังสือ The King Never Smile ล้วนแต่อาศัยข่าวลือ และเรื่องแต่งขึ้นใหม่ในการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และที่เหนือไปกว่านั้นคือการโจมตี ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธด้วย ประเด็นเรื่องศาสนาที่ถูกปิดเปือนไปถูกนำมาพูดถึงน้อยกว่า ทว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะศาสนาครอบคลุมวีถีชีวิตที่กว้างขวาง ของประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์
ในมุมมองของผมหนังสือเรื่องนี้ เป็นการปิดเบื้อน ทั้งศาสนา ความเป็นชาติ ของประชาชนคนไทย คนเขียนหนังสือ Pual Handley มีอายุเท่าไหร่กัน มีความรู้เท่าไหร่กัน ถึงด่าประเทศไทย ย้อนหลังไปถึงยุคสุโขทัยเลยที่เดียว ผมไม่รู้ว่าคุณ พอล คนนี้มีความเก่งมากแค่ไหน แต่เขาเองก็ให้สัมภาษณ์ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียง ข่าวลือ ที่เอามาเรียบเรียงเท่านั้น และเขาก็เถียงว่า ข่าวลือบางข่าวก็มีประโยชน์ต่อสถาบัน เช่น ทรงขับรถเอง แต่กลับไม่มีใครเคยเห็น ซึ่งแค่นี้มันก็ตอบในตัวเองว่า เขาไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ที่ดี ไม่ใช่นักเขียนที่ดีด้วยซ้ำ ในหนังสือบางบทของเขาใช้กระดาษเพียง 2 หน้า และสรุปว่าข่าวลือจริง เขาเหมือนฝรั่งคึกคะนองคนหนึ่งที่ชอบทำอะไรประหลาดๆ ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการแก้ผ้าเดินถนน รณรงค์ว่าตัวเองเป็นมังสะวิรัสทั้งที่กินเนื้อทุกวันทำนองนั้น แต่หนังสือเล่มนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จากหลายกลุ่มที่น่าจะแยกได้ดังนี้
1. กลุ่มสื่อสารมวลชนและนักวิชาการ ที่อยากจะเขียนอะไรได้ทุกอย่าง โดยอ้างสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร หรือความเป็นสือ / ซึ่งจริงๆ แล้ว หลายประเทศมีกฏหมายความคุมข้อมูลโดยธรรมชาติ เช่น เยอรมันห้ามเผยแพร่สนับสนุนนาซี ในประเทศบอลติกก็ต่อต้านโซเวียต ในประเทศกลุ่มอิสลามก็ห้ามการวิจารณ์พระเจ้า ถ้าเรายอมให้มีการวิภาควิจารณ์สิ่งที่กระทบความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม นั้นย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้ง และสงคราม เพราะทัศนคติที่พยายามเอาชนะและหลุดข้อจำกัดนั้นแหละที่ทำให้สังคมวุ่นวาย
2. กลุ่มคอมมิวนิสต์ คนกลุ่มแปลก ทั้งที่เห็นความล้มเหลวของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั่วโลก ทั้งในจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ แต่ก็ยังไม่ยอมรับความจริงสักที่ และมักอ้างปัญหาเรื่องชนชั้นถูกกฏขี่ ระบบศักดินา ซึ่งไม่มีแล้ว / แต่ความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ ก็มีจริง ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีทางอื่นไม่จำเป็นต้องทำลายคนรวยกว่า ทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนคือ การทำให้เขามีรายได้เท่ากับค่าใช้จ่าย เป็ฯเบื้องต้น แต่ไปก็ทำให้เขามีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดการออม ซึ่งหลังจากนั้นก็จะเริ่มเกิดเป้นการลงทุน ถ้าการออมมากขึ้น ดังนั้นการหลุดพ้นจากระบบไพร่่ที่แท้จริง คือ การมีเส้นการออมเกิดขึ้นกับคนทุกคน แต่ไม่ใช่การทำให้ทุกคนมีรายได้เท่ากันอย่างที่คาล มาร์ก คาดการ เพราะแม้แต่มาร์กเขาก็ตายก่อนที่จะเห็นความล้มเหลวของเลนิน คนรัสเซียเองน้อยมากที่ยอมรับเลนิน ส่วนใหญ๋จะชื่นชม สตาลินมากกว่า (แม้ว่าจะยอมรับว่าสตาลินโหตร้าย แต่ก็ยอมรับความสามารถในการบริหารของสตาลิน เรียกสตาลินว่า The Great Manager กันทีเดียว) แต่อย่างที่ ปธน. ดิมิทรี เมดเวเดฟ บอก ว่า เราต้องจำทั้งสองด้านของสตาลิน

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann