Western Climate Initiative (Carbon Market)

Western Climate Initiative








รัฐที่เข้าร่วมโปรแกรม WCI
Partner and Observer 
เป็นตลาดคาร์บอน แบบ Cap-and-Trade ก่อตั้งในปี 2007
เว็บไซด์ http://www.westernclimateinitiative.org/
มีสมาชิกสองรูปแบบคือ  ผู้เข้าร่วมและผู้สังเกตุการณ์


สมาชิกเต็มตัว(Partner) แคลิฟอร์เนีย มอนทานา นิวเมกซิโก โอริกอน ยูทาห์ วอชิงตัน และสองรัฐของแคนนาดาคือ บริติชโคลัมเบียและควีเบค {California, Montana, New Mexico, Oregon, Utah, and Washington,   British Columbia(Canada), Manitoba, Ontario,  Quebec(Canada)}
รัฐสังเกตุการณ์(Observer) อลาสก้า โคโลราโด้ ไอดาโฮ แคนซัส เนวาด้า ไวโอมิ่ง จังหวัด ซัสก้าเชวัน รัฐในประเทศเม็กซิโก ได้แก่ บาจาแคลิฟอร์เนีย ชิฮัวฮัว นูโวเรโอน ทามาลิปัส Alaska, Colorado, Idaho, Kansas, Nevada, Wyoming, the province of Saskatchewan , and the Mexican states of Baja California, Chihuahua, Coahuila, Nuevo Leon, Sonora and Tamaulipas.

FAQ
ทำไมต้องเป็น Cap-and-Trade
เพราะ Cap-and-Trade ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการที่ดีในการต่อต้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยจำกัดการปล่อยก๊าย แต่ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้กลไกตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในการหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดต้นทุน รัฐต่างๆ และจังหวัดที่เข้าร่วมจะต้องกำจัดประมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยออกมาได้ (การ "cap") จากนั้นจึงสร้าง  อัลโลวานซ์ขึ้นมาตามจำนวนที่ Cap ตั้งไว้ เพื่อสามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งสามารถทำการแบ่งอัลโลวานซ์ได้ทั้งการซื้อขาย การประมูล หรือการแจกให้ฟรีโดยไม่มีต้นทุน
cap-and-trade คือ การลดปริมาณมลพิษลง แล้วก็เปลี่ยนมันเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ โดยปริมาณก๊าซที่ลดลงก็จะมีมูลค่าโดยกลไกของตลาด

อะไรคือ "วัตถุ"  ของระบบ Cap-and-Trade
การประกาศว่าจะลดการปล่อยก๊าซ เท่ากับทำให้การปล่อยก๊าซมีจำนวนจำกัด การจำกัดนี้จะกำหนดจำนวนของก๊าซที่จะปล่อยออกมาได้เป็นตัน นี่เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป และนำจำนวนเหล่านี้ไปซื้อขาย/แลกกันในตลาด ถ้าไม่มีการจำกัดปริมาณก๊าซที่อนุญาติให้ปล่อยได้ (cap) อย่างจริงจัง การลดมลพิษก็จะไม่มีค่าอะไรเลย
จำนวนของอัลโลวานซ์จะเท่ากับจำนวน cap รัฐบาลจะแจกจ่ายอัลโลวานซ์ให้กับอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษ ในจำนวนที่จำเป็นต่อธุรกิจนั้น แต่จำนวนรวมจะต้องไปเกินจำนวนที่จำกัดไว้ (Cap) จึงจะทำให้ระบบนี้ได้ผล อุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษเหล่านั้น สามารถ ซื้อ หรือขาย อัลโลวานซ์ที่เกินหรือน้อยกว่าความต้องการได้ อย่างไรก็ตามพวกเขาต้องเก็บอัลโลวานซ์ไว้ในจำนวนที่เท่ากับที่เขาปล่อยมลพิษออกมาเพื่อให้รัฐบาลเข้าไปตรวจสอง ในตลาดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 อัลโลวานซ์ เท่ากับ อนุญาติให้คุณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ต่อปี
การวัดและการรายงานผล ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ (เช่น ทุก 3 ปี) อุตสาหกรรมจะต้องถืออัลโลวานซ์ในจำนวนที่เท่ากับก๊าซที่ปล่อยออกมา การวัดและตรวจสอบต้องโปร่งใส ถูกต้อง
เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าคาร์บอนนั้นมีมูลค่าและทำให้เกิดนวัตกรรมในการลดการปล่อยคาร์บอนออกมา การบังคับ cap สำคัญมาก จะเกินกว่าปริมาณ cap  ไม่ได้เลย ต้องมีกลไกการตรวจสอบที่ถูกต้องและสามารถย้อนหลังดูได้
Cap-and-Trade ทำงานได้จริงหรือ
ตั้งแต่เกิดขึ้นจากกฏหมาย Clean Air Act แก้ไขเมื่อปี 1990 วึ่ง ระบบ cap-and-trade ถูกออกแบบขึ้นเพื่อทดสอบ ถูกยืนยันแล้วว่าระบบสามารถช่วยลดการเกิดฝนกรด (ควบคุมการปล่อยก๊าซ ซัลเฟอร์)
หนังสือ economist 6 July 2002 เขียนไว้ว่า  “probably the greatest green success story of the past decade” (น่าจะความสำเร็จที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่เกียวกับสิ่งแวดล้อม)
ผลของ cap-and-trade ตอนที่ใช้ต่อสู้กับภาวะฝนกรด
ราคาอัลโลวานซ์ของซัลเฟอร์ ตอนนั้นคาดว่าจะมีราคา 579-1935 ต่อตันซัลเฟอร์ แต่ราคาตลาดเดือนมกราคม 2003 อยู่ที่ 150 เหรียญ (แสดงว่าการปล่อยก๊าซลงมีต้นทุนที่ต่ำลง จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือประสิทธิภาพในการจัดการอุตสาหกรรม ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ)
ตอนนั้นสหรัฐอเมริการประสบความสำหรับกับโปรแกรม acid-rain cap-and-trade นี้มาก 100% สามารถลดการปล่อยก๊าซลงได้ 22% หรือ 7.3 ล้านตัน  ก่อนที่จะมีโปรแกรมนี้ ต้นทุนคาดว่าจะประมาณ 3-25 พันล้านเหรียญต่อปี แต่ว่าหลังจากสองปีแรกผ่านไปแล้ว ปรากฏว่าต้นทุนลดลงเหลือ 0.8 พันล้านเหรียญต่อปี  และในระยะยาวกว่านั้น ต้นทุนน่าจะอยู่ที่ 1-1.4 พันล้านเหรียญ ซึ่งตำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้ามาก

Cap-and-Trade  ต่างจากการใช้มาตรการภาษี(Tax)อย่างไร
Cap-and-Trade ช่วยจำกัดปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมากและปล่อยให้กลไลตลาดทำหน้าที่ในการชี้วัดต้นทุนในการจำกัดมลพิษ แต่ถ้าเป็นการใช้มาตรการภาษี จะตรงข้าม คือเท่ากับไปกำหนดราคาให้กับการลดมลพิษล่วงหน้า ซึ่งทั้งสองระบบสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันมาก แต่ว่าความท้าทายก็แตกต่างกัน มาตรการภาษีทำให้ต้นทุนคงที่สำหรับคนที่มีหน้าที่ต้องจ่าย แต่ว่าสำหรับสิ่งแวดล้อมแล้วการใช้ภาษีมาเป็นตัวนำ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าการปล่อยมลพิษจะลดลงตราบเท่าที่มนุษย์ยังสามารถจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นได้ ถ้าใช้มาตรการภาษีอาจจะต้องกำหนดอัตราที่เหมาะสม(สูง)ระดับหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นให้เกิดความจริงจังในการลดมลพิษ และต้องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทำให้ยากให้การนำมาใช้ และอาจจะต้องมีการปรับปรุงอัตราภาษีกันบ่อยๆ  Cap-and-Trade จีงมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า โดยทำให้ราคาไม่แน่นอน (เป็นไปตามตลาด) แต่ว่าปริมาณมลพิษที่ลดได้แน่นอน และง่ายในการจัดการ

อะไรเกี่ยวกับ WCI cap-and-trade ที่ควรรู้
WCI ช่วยจำกัดปริมาณก๊าซที่ปลดปล่อยออกมาจากทุกอุตสาหกรรมหลักๆ ที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
อุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าของสมาชิก จะตกอยู่ภายใต้ cap  ของ WCI ทั้งหมด รวมถึงผู้นำเข้าไฟฟ้าจากนอกสมาชิกของ WCI ด้วย
รับรองว่าการจัดทำรายงานมีความถูกต้องและเป็นขันเป็น
ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อผู้บริโภค และอุตสาหกรรมที่เข้ามาอยู่ในระบบได้ระดับหนึ่ง เพราะมีความยืดหยุ่น ทำให้ทราบได้ว่าเมื่อไหร่ และอย่างไร ที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซ


WCI ถูกออกแบบมาได้อย่างไร
โครงการ WCI เริ่มเปิดตัวในปี 2010 วันที่ 27 กรกฏาคม โดยมีระยะเวลา 2 ปี จากความร่วมมือของรัฐต่างๆ 7   แห่ง และจังหวัดของแคนนาดาอีก 4 แห่ง โดยร่วมกันลงทุน และส่งนักผู้เชี่ยวชาญมาร่วม
เอกสารเกี่ยวกับการสร้าง WCI Design Recommendations for the WCI Regional Cap-and-Trade Program
เล่มนี้เผยแพร่ออกมาเมื่อ 23 กันยายน 2008

ระยะเวลาของ WCI
โปรแกรมมีแผนที่จะเริ่มต้นโครงการในปี 2012 ขณะนี้สมาชิกต้องเตรียมความพร้อมของขั้่นตอนต่างๆ ที่จำเป็นที่จำเป็นที่ยังไม่เรียบร้อยและความพร้อมสำหรับระบบการซื้อขาย รวมถึงการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี 2011 ซี่งรายงานปริมาณก๊าซที่ปล่อยมาในปี 2010
เฟส แรกของโปรแกรม WCI นี้จะเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม 2012 โดยมีระยะเวลา 3 ปี
เฟส 2 จะเริ่มในปี 2015 ซึ่งเฟสนี้จะรวมเอาอุตสาหกรรม ขนส่ง (พลังงานและคน) การพาณิชย์ และอุตสาหกรรมพลังงานที่ยังไม่ได้ถูกรวมในเฟสแรกเพิ่มเข้าไปด้วย


รื่องที่เกี่ยวข้อง

ตลาดคาร์บอน (Knol) >>>
RGGI (Carbon Market) >>>
Western Climate Initiative (WCI) >>>
UN-REDD >>>
Carbon Mapping 
>>>
Climategate >>>





Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann