1812 : Napoleon and Holy See (1)

1812.Napoleon and the Holy See. Part Two

17.12.2010, 12:10
However ironic Napoleon may have been about “religions for all”, he was nonetheless a believer, he believed in what he called “my star”. He once told Cardinal Fesch that he could actually see his star, which was leading the way. That was his personal form of religion. Perhaps, it was a sort of star fever, but how could a man avoid it if in 1790 he was an ordinary Lieutenant, empty as a pocket, but a mere 15 years later he had already conquered almost the whole of Europe and planned to conquer the world. During the years of his triumph, Napoleon got used to taking what his unknown superior patrons gave him, hence his famous “inaction” in the Battle of Borodino and in other battles, for example, the Battle of Waterloo. By then Napoleon had come to realize that everything would work out as predestined, and if he were destined to win, he would get some sort of sign at proper time. But when in Russia in 1812 and afterwards, he seemed to have a run of bad luck, with no one giving him any signs any more. This might have led him to his deathbed in the long run... But let’s get back to relations between Bonaparte and the Holy See. Although Napoleon abolished the “Constitutional” Church, but the Concordat that he signed with the then Head of the Catholic Church Pope Pius VII had largely circumscribed the powers of the Church in France. The Roman Catholic Church did obtain the legal basis for its activities, but had to trade off its lands. Papal legates were not allowed to leave France without official government permission. Pius VII must have eventually got used to the loss of France, but Napoleon wouldn’t content himself with that. – He also confiscated the Church property in Germany, and abolished the institution of Prince-Bishops there. He impoverished German seminaries, Cathedrals and monasteries, and left vacant no end of Bishop’s thrones.
หลังจากการปราชัยของนโปเลียนต่อทั้งอังกฤษ เสปนและรัสเซีย แต่ทว่าเขายังมีสงครามที่ยังเหลืออยู่อีก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบหรือใส่ใจนัก นั้นคือ สงครามในการต่อสู้กับสันตะปาปา ซึ่งตัวนโปเลียนเองต่อต้านแคธอลิก ผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับพระเป็นเจ้า ผู้ซึ่งนโปเลียนมองว่าเป็นคู่แข่งของเขา เช่นเดียวกับเผด็จการทั้งหลาย นโปเลียนต้องการเป็นเจ้าของมนุษย์ทั้งมวล ในกองทัพของเขาไม่มีนักบวชที่คอยประกอบพิธีให้ ซึ่งแนวความคิดต่อต้านพระเจ้าเขาได้รับมาจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ของฝรั่งเศสที่กระอักกระอวนใจ ทีี่พระคัมภีร์เขียนว่าอำนาจของผู้นำเป้นอำนาจที่พระเป็นเจ้าประทานมาให้ ซึ่งในยุคนั้นมันอาจทำให้ง่ายในการสั่งการผู้ที่ระดับตำ่กว่าโดยเฉพาะชาวนา

ปลายศตวรรษที่ 18 ผู้นำแห่งนิกายโีรมันแคธอลิกคือ สันตะปาปา ปิอุส ที่ 6 (Pope Pius VI)  ตอนนั้นแคธอริกถูกโจมตีจากทุกสารทิศ และอำนาจหน้าที่ก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน โบสถ์ถูกกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 รัฐบาลขณะนั้น (National Constituent Assembly) ออกกฏหมายยึดที่ดินของโบสถ์เพื่อนำออกมาขายในปี 1790  และบีบบังคับให้นักบวชประกาศตัวให้ชัดเจนว่าจะจงรักภักดีและรับใช้สาธารณะรัฐฝรั่งเศส มากกว่าพระเป็นเจ้า ซึ่งมีนักบวชบางรูปปฏิบัติตาม ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นเหมือนรับราชการ แต่ว่านักบวชบางรูปต่อต่านคำสั่งการเมืองนี้ และปี 1971 สันตะปาปาปิอุส ที่ 6 ทรงประกาศประณามคำสั่งของนักปฏิวัตินี้ และได้ประกาศ สิทธิของความเป็นมนุษย์และพลเมือง ว่าเหนืออื่นใด

ซึ่งศัตรูของอาณาจักรใหม่อย่างฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนอย่างเหนี่ยวแน่นต่อสันตะปาปา ทำให้คณะผู้ปฏิวัติฝรั่งเศสต้องวางมือจากสันตะปาปาลงบ้าน และอ้างว่ามีภาระกิจอื่นที่สำคัญกว่าต้องดูแล้ว 
หลุย์ ที่ 16  (Louis XVI) ถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินในวันที่ 21 มกราคา 1793  พระราชินีแมรี อันตัวเนต์ต (Marie Antoinette) ก็ถูกบั่นพระเศียรตามมาในวันที่ 16 ตุลาคม ในปีเดียวกัน 
นโปเลียนเอาชนะกองทัพของพระสันตะปาปาได้ในปี 1979  จนทำให้วาติกันต้องลงนาม ทำสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างกัน ที่เรียกว่าสนธิสัญญาโตเลนติโน่ (Tolentino treaty) ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ อิตาลีต้องเสียดินแดนหลายส่วนให้ฝรั่งเศส เช่น โบโลกน่า (ฺBologna), เฟอร์รารา (Ferrara)และ แอนโคน่า (Ancona) และจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้กับฝรั่่งเศส ส่วนนโปเลียนเองก็ตระหนักว่าคงไม่สามารถลดสถานะความเป็นผู้นำทางจิตใจของสันตะปาปาลงได้ ทำให้เขาเองต้องยอมรับในพระเจ้า อย่างน้อยมารดาของเขา เลติเซีย (Letizia) ครั้งหนึ่งก็เคยสวดมนต์ และยังเคยพาเขาเข้าไปในโบสถ์

แต่ว่าอิทธิพลของนโปเลียนในอิตาลีมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่มีการใช้การบุกยึดอิตาลีเพื่อเป็นฐานคะแนนนิยมให้กับตัวเขา ทหารฝรั่งเศสเดินไปเดินมาในโรม ด้วยเครื่องแบบทหาร ที่มีสามสีแสดงถึงการปฏิวัติ (น้ำเงิน ขาว และแดง) ประชาชนโรมันบางส่วนก็เปลี่ยนไป ต่างตระโกนเรียกหา "เสรีภาพ เสรีภาพ" และต้องการสร้างการปกครองแบบสาธารณรัฐ 
ในคืน 19 กุมภาพันธ์ ชายสองคนชื่อ นายพล เคอโวนิ (General Cervoni ) และพลทหาร ฮอลเลอร์ (Haller) บุกเข้าไปยังห้องพักของสันตะปาปา พิอุส ที่ 6 ที่ตั้งอยู่ในราชวัง ไคร์นัล (Quirinal Palace) และพยายามบังคับให้พระองค์ประกาศสละอำนาจ แม้ว่าสันตะปาปาตอนนั้นจะทรงชรา 82 พระชนพรรษา ทั้งร่างการก็มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง แต่ได้ทรงปฏิเสธ 
ภายหลังนายพลเบอร์ไธเออร์ (Gerneral Berthier) จีงได้จับตัวโป๊ปจากวาติกันไปยังเซียน่า (Siena) และต่อไปยังเมืองวาเลนซ์ (Valence) วึ่งพระสันตะปาปาทางเสียชีวิตในปีถัดมา









Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann