Maria Farantouri

photo :: http://www.farantouri.gr


มาเรีย ฟารันตูริ  (กรีก ,Μαρία Φαραντούρη)
เธอเกิดในเอเธน ประเทศกรีซ วันที่ 28 พฤศจิกายน 1947 เป็นช่วงเวลาที่ค้นแค้นสำหรับประเทศกรีวเช่นเดียวกับในยุโรปอื่น ซึ่งเพิ่งจะผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 มาไม่ได้นาน พ่อและแม่ของเธอเป็นชาวเกาะ ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก บิดามาจากเคฟาโลเนีย (Kefalonia) ส่วนมารดามาจากกีไธร่า (Kythira) ตอนที่เธอเกิดทั้งคู่ทำงานอยู่เป็นแรงงานอยู่ในเมืองเนียไอโอเนีย (Nea Ionia) ซึ่งในตอนนัั้นมีชนอพยพพวกเอเชียไมเนอร์มาตั้งถิ่นฐานในค่ายอพยพเป็นจำนวนมาก ตอนอายุได้สองควบเกิดการระบาดของโรคโปลิโอ ทำให้ตัวเธอต้องแยกกับครอบครัว
มาเรียได้ศึกษาการร้องเพลงที่สถาบันดนตรีของกรีก (The society of Greek Music) โดยสถาบันแห่งนี้ส่งเสริมรณรงค์ในการเผยแพร่วัฒนธรรมกริกและขนบธรรมเนียมแบบพื้นเมือง มีนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายคนของกรีซที่เรียนที่นี้ ตอนแรกมาเรีย ร้องเพลงประสานเสียง แต่เพราะว่าเธอมีเสียงคอนทราลโต้ (Contralto) ไม่นานเธอก็ได้เป็นผู้ขับร้องเดียว
ระหว่าที่เธออยู่ที่สถาบันแห่งนี้ในปี 1963 จึงได้พบกับ มิกิ ธีโอโดรากิส (Mikis Theodorakis) ซึ่งเขาได้ยินเธอร้องเพลงชื่อ กิฟ ( Grief) 
ธีโอโดรากิส ซึ่งเป็นคอมโพเซอร์ ได้เข้าไปพบเธอและชักชวนให้ทำเพลงด้วยกัน ขณะนั้นมาเรีย มีอายุเพียง 16 ปี เขาถามเธอตอนแรกที่คุยกันว่า เธอรู้ไหมว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นนักร้อง ซึ่ง มาเรีย ตอบทันทีว่า รู้ค่ะ
ในฤดูร้อนตอนที่โรงเรียนปิดเทอมของปีนั้น มาเรียกจึงได้ร่วมทำงานกับธีโอโดรากิส นั้นทำให้เธอโด่งดังขึ้นมาในฐานะนักร้องทันที นักการเมืองหลายคนในเวลานั้นรู้จักเธอ
งานของธีโอโดรากิส The Hostage  ส่งผลให้มาเรีย ซึ่งร้องเพลง The Laughing Boy โด่งดังไปทั่วโลก
ปี 1965 มาเรีย บันทึกเสียงเพลง Someone is Celebrating 
ปี 1966 เธอร้องเพลงประกอบหนังเรื่อง Island of Aphrodite (เกาะของอโพรไดท์) ซึ่งทำงานร่วมกับธีโอโดรากิส เธอร้องเพลงชื่อ Blood Stained Moon
ซี่งหลังจากนี้ไม่นานมาเรียก็ถูกชวนให้ไปอาศัยอยู่กับธีโอโดรากิสที่บ้าน และเธอก็ได้รับเงินค่าตอบแทนจากการร้องเพลงเป็นครั้งแรก
ปีนี้เพลง The Ballad of Mauthausen แต่งโดยอิโกวอส (Iakovos Kambanellis) ส่งให้เธอดังไปทั่วโลกอีกครั้ง
จากนั้นมาเรียได้ร้องเพลงอีกหกเพลง รวมกันเรียกว่า Farandouri's Cycle

มาเรีย เดินทางไปยังสหภาพโซเวียตครั้งแรกในปี 1966  นักประพันธ์เพลงของโซเวียต เอราม คาชาตูเรียน (Aram IIIych Khachaturian)  ได้ยินเสียงร้องของเธอ ขอร้องให้เธออยู่ในโซเวียตและร้องเพลงที่นี่ แต่ว่ามาเรียปฏิเสธ และยังคงเดินสายทัวคอนเสิร์ต กับธีโอโดรากิสต่อไป แต่ว่าการได้แสดงคอนเสิร์ตในสหภาพโซเวียตครั้งนั้นเป็นสิ่งยิ่งใหญ่สำหรับนักร้องต่างชาติและนักร้องกรีซมาก
มาเรีย รู้จักกับกวีและนักเขียนคนสำคัญหลายคนของกรีซ อย่าง นักเขียนรางวัลโนเบลอย่า จอร์ เซเฟริส (George Seferis) , โอดิสซี อีไลติส (Odysseas Elytis) ระหว่างนี้ในประเทศกรีซเกิดความวุ่นวายทางการเมื่อง ก่อนปี 1967  เกิดการเดินขบวนต่อสู้กันระหว่างพวกฝ่ายคอมมิวนิสต์และฝ่ายขวา ทำให้จบลงด้วยการปฏิวัติของทหาร 
มาเรีย ฟารันตูริ ไม่ใช่เพียงเป็นที่รู้จักในฐานะของนักร้อง แต่บทบาทอีกอย่างหนี่งของเธอ คือ การร้องเพลง ต่อต้านการปกครองอันยาวนานของกองทัพ กว่า 7 ปีในกรีซ โดยร่วมกับนักเขียนและกวีหลายคน วงดนตรีของธีโอโดโรกิส ทำงานอยู่ใต้ดินกว่า 4 เดือนหลังการปฏิวัติ ก่อนที่ธีโอโดโรกิสจะถูกจับ แต่ก่อนนั้นเขาเขียนข้อความใส่กระดาษหมากฝรั่ง บอกให้มาเรียหนีออกจากกรีซไปซะ 
มาเรีย วัย 20 ปี จึงหนีออกมาอยู่ในต่างประเทศ โดยเดินทางไปกรุงปารีส เธอแสดงคอนเสิร์ตอย่างไม่เป็นทางการหลายครั้ง เพื่อหาเงินส่งกลับไปให้ผู้เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านและความหวัง ของการโค่นล้ม เผด็จการทหารของกรีซ 
นอกจากนั้นเธอยังสนับสนุนบทบาทของสตรีในการเคลื่อนไหวทางการเมือง การแก้ปัญหาสังคมและยาเสพติด
อย่าง
เดลี่เทเรกราฟ (The Daily Telegraph) จากอังกฤษ เรียกเธอว่า a people's pillas (เสาหลักของประชาชน) 
กาเดียน (The Guardian) , a gift from the gods of Olympus (ของขวัญจากทวยเทพแห่งโอลิมปุส)
เลอ มอนเด (Le Monde), the Joan Baez of the Mediterranean (จวน เบียส แห่งเมดิเตอร์เรเนียน)
เธอเริ่มทำงานใหม่กับคอมโพเซอร์ชื่อ มาโนส ฮาดซิดากิส (Manos Hadizidakis) และมีผลงานใน The Age of Melissanthi โดยใช้ประสบการณ์ของการถูกยึดครองโดยเยอรมันและความเจ็บปวดจากเผด็จการทหาร แต่ว่างานชื้นนี้กว่าจะเสร็จกินเวลากว่าปี
1970 ธีโอโดรากิส ซึ่งถูกรัฐบาลควบคุมตัวอยู่แต่ภายในบ้าน หรือเปลี่ยนที่คุกบ่อยๆ  มีสุขภาพแย่ลง แต่ว่าด้วยความร่วมมือจากนักเขียนและศิลปินส์ทั่วโลกกดดันให้รัฐบาลทหารปล่อยตัวเขาออกมา เขาเองก็เดินทางไปยังปารีสและเริ่มทำงานดนตรีกับมาเรียอีกครั้ง และพวกเขาก็จัดแสดงคอนเสิร์ตไปทั่วโลก ซึ่งช่วยเติมกำลังใจให้กับประชาชนกรีกด้วย แผ่นเสียงของเธอถูกลักลอบจำหน่ายในประเทศกรีซ 
ปี 1971 มาเรีย ไปอาศัยอยู่ในลอนดอน และได้ทำงานร่วมกับนักกีต้าร์อย่าง จอห์น วิลเลียม (John Williams) ในขณะที่ธีโอโดรากิส อาศัยอยู่ในปารีส เขาหลงไหลในตัวผู้นำพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส (French Socialist Party) ชื่อ ฟรังซ์ มิตเตอรอง (Francios Mitterrand) ซี่งต่อมาเขาได้กลายเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส และเขียนหนังสือชีวประวัติชื่อ The Bee and the Architect (ผี้งและสถาปัตยกรรม) ซึ่งในหนังสือ ปธน.มิตเตอรอง เปรียบมาเรีย ฟารันตูรี ว่าเป็นเทพีเฮร่า (Hera) ในเทพนิยายปรัมปรา
มาเรีย เดินทางกลับประเทศกริซในปี 1972 ช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อกล่าวคำลากับพ่อของเธอที่ใกล้เสียชีวิต โดยรัฐบาลทหารกรีซออกวีซ่าให้เธอ จากแรงกดดันของนานาชาติ เป็นวีซ่าแบบพิเศษให้เวลาเธอ 48 ชั่วโมง
สองวันนี้เธอไปเยือนโรงละครโบราณของกรีซ อิพิดัวรัส (Epidaurus) เพื่อเก็บหัวใจของกรีกที่เรียกร้องเสรีภาพ ก่อนที่่เธอจะเนรเทศตัวเองออกจากประเทศบ้านเกิดอีกครั้ง
 ตอนนั้นมีแผ่นเสียงของนักประพันธ์ชาวกรีซชื่อ เกเลนิ เกเรียนดรู(Geleni Karaindrou) ถูกลักลอบนำออกมาจากกรีก อัลบัม  The Great Insomnia ซึ่งเพลงของมาเรียได้ถูกนำเข้าไปใส่ไว้ในผลงานนี้ด้วยเท่ากับว่าเธอได้รับรองงานชิ้นนี้ และเธอก็ชื่นชอบเพลงของเกเลนิด้วย 
หลังจากการปกครองเผด็จการทหารในกรีกกว่า 7 ปี สิ้นสุดลงในปี 1974 , มิกิส ธีโอโดรากิส และมาเรีย ฟารันตูรี เดินทางกลับประเทศ และจัดคอนเสิร์ตซึึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 125,000 คน เพียงแค่ที่กาเรียสกากิส สเตเดียม แห่งเดียว (Karaiskakis Stadium)
จากนั้นมาเรียได้กลับไปปารีส เพื่อทำงานต่อร่วมกับ ปีโตรส ปานดิส (Petros Pandis) และ ปาโบล เนรุด้า (Pablo Neruda) ซึ่งก็มีผลงานที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน
ภาพคอนเสริ์ตครั้งแรกหลังเผด็จการทหารในกรีซหมดอำนาจ
เพลง The Laughing Boy

1981 เธอจัดแสดงคอนเสิร์ตพร้อมด้วยธีโอโดรากิส ในประเทศคิวบา ซึ่งประธานาธิบดี ฟิเดล คลาสโตร ก็ร่วมชมคอนเสิร์ตด้วย และปีต่อมาท่านก็ได้เชิญให้มาเรียไปจัดแสดงคอนเสิร์ตในคิวบาอีก

1985 มาเรีย ให้กำเนิด บุตรชาย ชื่อ สเตฟาโนส (Stefanos) 28 ตุลาคม  ซึ่งตรงกับวันฉลองอิสระภาพของประเทศกรีกพอดี นอกจากนั้นก็เกิดจันทรคลาสเต็มด้วงในวันนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญตรงกัน แต่ก็เป็นข่าวที่สร้างความดีใจ ให้กับมาเรีย และสามี เตเลมาโชส ไฮตีริส (Telemachos Hitiris) ซึ่งหลังจากบุตรชายเกิดมาเธอก็มีการแสดงบ้างแต่ไม่มากเท่าในอดีต
1989 มาเรีย ฟารันตูรี ให้การสนับสนุนพรรคสังคมนิยมของกรีก และนายก แอนเดรียส ปาปานดรู หัวหน้าพรรค ซึ่งตอนนั้นการเมืองค่อนข้างวิกฤต และหัวหน้าพรรคก็ถูกโจมตี มาเรีย จึงลงสมัตรรับเลือกตั้ง และทำงานในด้านวัฒนธรรม แต่ว่าก็ไม่ได้เล่นการเมืองนานนัก
1990 ได้ทำงานเพงอีกครั้งรวมกับนักประพันธ์ชาวคิวบา ลีโอ บรูเวอร์ (Leo Brouwer) ซึ่งมีผลงานร่วมกันสองอัลบัม 
จนกระทั้งปัจจุบัน เธอยังทำงานร่วมกับธีดีโดรากิส ในบางโอกาส แต่ว่าก็แสดงหานักประพันธ์และศิลปินเด็กๆ ในการร่วมงานด้วยอยู่เสมอ และผลงานจนปัจจุบันก็ทำงานกับหลากหลายศิลปิน เพลงของเธอหลากหลายมากขึ้นนอกจากจะร้องเพลงเป็นภาษาพื้นเมือง ก็ยังมีเพลงแบบบลู
2004 เธอได้รับรางวัล Gold Cross of the Order of the Phoenix จากรัฐบาลกรีซ เมื่อวันที่ 23 กันยายน สำหรับผลงานเพลงตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ทำให้โลกรู้จักเพลงกรีรกมากขึ้น
 
ΤΟ ΓΕΛΑΣΤΟ ΠΑΙΔΙ (Yelasto Pedi ,The Laughing Boy) Συθέτης - Μίκης Θεοδωράκης
Στιχουργός - Μπρένταν Μπήαν(Brendan Behan)
Μετάφραση -- Βασίλης Ρώτας

Ήταν πρωί τ' Αυγούστου κοντά στη ροδαυγή,
Βγήκα να πάρω αγέρα στην ανθισμένη γή.
Βλέπω μια κόρη σπαραχτικά θρηνεί,
Σπάσε καρδιά μου εχάθει το γελαστό παιδί.

Είχεν αντριά και θάρος κι αιωνια θα θρηνώ,
Το πηδηχτο του βήμα το γέλιο το ηλυκό.
Ανάθεμα την ώρα κατάρα τη στηγμή,
Σκοτώσαν οι εχθροί μας το γελαστό παιδί.

Ώ, να 'ταν σκοτωμένο στου αρχιγού το πλάϊ ,
Και μόνον από βόλι Εγγλέζου να 'χέ πάει.
Κι απ' απεργία πείνας μέσα στή φυλακή,
Θά 'ταν τιμή μου πού χασα το γελαστό παιδί.

Βασιλικιά μου αγάπη μ' αγάπη θα στο λέω,
Γιά το οτι έκανες αιώνια θά σέ κλαίω.
Γιατί όλους τους εχθρούς μας θά ξέκάνες εσύ,
Δόξα τιμή στ' αξέχαστο, το γελαστό παιδί.

Τώρα ξέρω ( TORA XERO (Now I know) )
I counted my years,
just to find 
the holy orbit of the earth

The truth passes us by
and who ever touches it, suffers
Now I know that I am chasing
smoke from a fire gone out

In the garden of the trees that died
I asked children sunday's

Now I know that it'll be heard
the music in the midst of night
A loud [and] insane music
reward of naked times
The city creeps like a/the snake
With eyes that cannot see
it looks at us

Now I know that it can't be
that our life returns

The truth passes us by
and who ever touches it, suffers
Now I know that I am chasing
smoke from a fire gone out










เพลง Asma Asmaton (song of songs)

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann