Stepan Bandera




สเตปาน อันเดรโนวิช บันเดร่า (ยูเครน : Степан Андрійович Бандера ,Stepan Bandera)

นักการเมืองชาวยูเครน เป็นแกนนำกลุ่มชาตินิยมชนชาติยูเครน  OUN (ยูเครนОрганізація Українських Націоналістів,Organization of Ukranian Nationalists)   หรือบางที่เรียกว่าเป็น Ukrainian National Movement ซึ่งเคลื่อนไหวในเขตยูเครนตะวันตก เขาถูกเคจีบีสังหารระหว่างอยู่ในเมืองมิวนิก เยอรมัน เมื่อ 15 ตุลาคม 1959 ขณะมีอายุได้ 50 ปี

ชื่่อของ บันเดร่า ได้กลับมาเป็นที่สนใจ เมื่ออดีตประธานาธิบดีของยูเครน วิเตอร์ ยูเชนโก (Viktor Yushchenko) ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการปฏิวัติสีส้ม ซึ่งเรียกให้ไพเราะกันตอนนั้นว่า Orange revolution ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ ในการสร้างการปฏิวัติสีต่างๆ ไปทั่วโลก 
 ปธน.ยูเชนโก มอบเกียรติยศ สูงสุดของประวัติศาสตร์ ฮีโร่แห่งยูเครน (hero of Ukraine) เป็นงานสั่งลาก่อนในเดือนมกราคม 2010 ไม่นานก่อนหมดวาระประธานาธิบดีและพ่ายแพ้การเลือกตั้งในที่สุด
11 มกราคม 2010 ศาลแห่งยูเครน ตัดสินให้ การมอบตำแหน่งวีรบุรุษแห่งชาวยูเครนให้กับบันเดร่า เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย
การแต่งตั้งบันเดร่า เป็นฮีโร่นั้น ถูกประนามไม่เพียงเฉพาะจากรัสเซีย แต่รวมทั้งโปแลนด์และชุมชนยิวทั่วโลก 

เพราะว่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กลุ่ม OUN เป็นแกนนำในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ชาวยิว และชาวโปแลนด์ที่อาศัยอยู่ในยูเครนตะวันตก  เขาเป็นนาซีชาวยูเครนที่ร่วมมือกับนาซีเยอรมันเพื่อแยกยูเครนออกจากโซเวียต แต่ว่าตอนหลังกลุ่มของเขาแตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งกลับเคลื่อนไหวต่อต้านเยอรมัน เพราะรู้ว่าจริงๆแล้วเยอรมันต้องการยึดยูเครนไม่ได้ตั้งใจจะช่วยปลดปล่อยเป็นรัฐอิสระ

ประวัติโดยสังเขป

บันเดร่า เกิดในพรหมแดนจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ในเขตกูลัช  ปี 1909 ในตะวันตกของยูเครนปัจจุบัน พ่อของเขาเป็นนักบวชในนิกายกรีกออโธด็อก ชื่อ อังเดรีย บันเดร่า (Andrai Bandera) ส่วนแม่ชื่อ มีโรสลาว่า(Myroslava) ซึ่งแม่ก็ทำงานในโบสถ์ อุชรีนิฟ สตารี (Uhryniv Staryi) ซึ่งพ่ออยู่ เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมลำดับที่ 4 ของเมือง เมื่ออายุได้ 14 ปี ก็สมัครเข้าไปสมาชิกขององค์การลูกเสืือแห่งชาติของยูเครน (Пласт, Ukrainian scout organization) 
ในปี 1928 สมัครเข้าศึกษาทางด้านเกษตร จากสถาบันโปลิเทคนิคลิฟ (Lviv) ซึ่งตอนนั้นเป็นไม่กี่สาขาที่เปิดสอนในประเทศยูเครน ซึ่งเดิมเขาเคยตั้งใจจะไปศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยีในโปแลนด์แต่ว่าโปแลนด์ไม่ออกใบอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งระหว่างศึกษาในมหาวิทยาลัยเขามีความสนใจการเคลื่อนไหวและเข้าร่วมกับกลุ่มการเมือง ซึ่งทำให้เขาได้เข้าร่วมกับ OUN
ด้วยนิสัยที่เป็นคนแน่วแน่ เด็ดขาด มีความเป็นผู้นำ ในปี 1931 เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกโฆษณาชวนเชื่อ (Chief of propaganda) ของ OUN ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สองของ OUN ในเขตกาลิเซีย (Galicia) และในปี 1933 ก็ได้เป็นผู้นำของ OUN ทั่วประเทศ
ซึ่งหลังได้รับหน้าที่หัวหน้าองค์กรแล้ว เขาพยายามอย่างหนักในการขยายเครือข่ายออกไปทั่วยูเครนทั้งตะวันตก จรดตะวันออก โดยนำ OUN  ให้กลายเป็นองค์กรที่ต่อต้านโปแลนด์ และสหภาพโซเวียต ซึ่งก็ขัดกับนโยบายของยูเครนเองในขณะนัั้น
เขาถูกจับตัวครั้งแรกในปี 1934 ตอนพยายามที่จะสังหารรัฐมนตรีกิจการภายในของยูเครน โบรนิสลาฟ เปียแรคกิ (Bronislaw Pieracki) และครั้งที่สองเขาถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อมีการดำเนินคดีกับ OUN ในฐานะองค์กรที่เคลื่อนไหวผิดกฏหมาย ซึ่งศาลได้ลดโทษให้เขาด้วยการจำคุกตลอดชีวิต เขาถูกควบคุมตัวในเรือนจำ วรอนกิ (Wronki prison) ในปี 1938 ซึ่งผู้สนับสนุนเขาพยายามช่วยเหลือให้เขาแหกคุกออกมาหลายครั้ง 
ซึ่งเขาสามารถหนีออกมาจากเรือนจำในในเดือนกันยายน ปี 1939 ซึ่งการออกมาจากคุกครั้งนี้ไม่แน่ชัดว่าเขาหลบหนีออกมาได้เอง จากการช่วยเหลือจากพรรคพวก หรือว่าจากการช่วยเหลือของเยอรมัน 
ในปีนั้นโปแลนด์ตะวันออกอยู่ภายในการครอบครองของกองทัพโซเวียต บันเดร่า มุ่งหน้าไปยังเมืองกราโกว (Krakow) ประเทศโปแลนด์ ซึ่งตอนนั้นถูกใช้เป็นเมืองหลวงของรัฐบาลที่ถูกตั้งขึ้นโดยนาซีเยอรมัน (เรียกว่า General Govenment) และใช้กราโกวเป็นเมืองหลวง
 บันดาเร่มาเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้นำ OUN อังเดร เมลนิค (Andriy Melnyk) แต่ทว่าความเห็นที่แตกต่างกันของทั้งสองคน ทำให้ OUN แตกออกเป้นสองฝ่ายที่เรียกกันว่า OUN-M , OUN-B คือ OUN-Melnyk ที่นำโดยเมลนิค และ OUN-Bandera ของบันเดร่า ซึ่ง OUN-B สนับสนุนนาซีเยอรมัน ต้องการให้เกิดการปฏิวัติในประเทศเพื่อการปลดปล่อยยูเครน ตามที่เขาเชื่อในตอนแรกว่านาซีจะช่วยเหลืออย่างนั้น OUN-B ดำเนินการฝึกนักรบกว่า 800 คน ในค่ายทหารอับเวชร์ (Abwehr camp) และเขาได้ส่งนักรบเหล่านี้ไปยังยังเมืองลีฟในเดือนธันวาคม เพื่อเตรียมใช้ปฏิบัติการลุกขึ้นต่อสู้ครั้งใหญ่ล้มรัฐบาล แต่ว่านักรบที่ถูกฝึกมาเหล่านี้สกัดไว้ได้ก่อนโดยตำรวจลับของโซเวียต ซึ่งสามารถจับผู้นำของ OUN ได้หลายคน ทำให้ปฏิบัติการนั้นถูกล้มลงในปี 1940 
แต่ว่าบันเดร่าซึ่งยังคงเป็นอิสระอยู่ และยังคงลักลอบเดินสายไปทั่วประเทศยูเครน โปแลนด์ โดยไปเป็นกลุ่มเล็กๆ เมื่อหาผู้สนับสนุน และพยายามตั้งรัฐบาลชุมชนโดยให้ผู้สนับสนุน UNO-B เป็นผู้นำ และมีการไล่สังหารชาวนาที่เป็น ชาวยิว โปแลนด์ และรัสเซียที่อยู่ในยูเครน
 30 มิถุนายน 1941 บันเดร่า,OUN-B ชักนำทหารนาซี ให้บุกเข้ามาในยูเครน พร้อมกับที่บันเดร่า ใช้วันนี้ขณะที่เขาอยู่ในเมืองลีฟ บ้านเกิด ประกาศเอกราชของยูเครน (Act of Proclamation of Ukrainian Statehood) โดยแต่งตั้งให้คนสนิทของเขา ยาโลสลาฟ สเตตสโก (Yaroslav Stetsko) เป็นประธานาธิบดีแห่งยูเครน แต่ว่าการประกาศเหล่านี้ไม่ได้มีผลอะไรอย่างเป็นทางการ และเลื่อนลอย
เมื่อเขาเดินทางเข้าไปยังกราโกว โดยไม่ได้แจ้งให้รัฐบาลนาซีโปแลนด์รับรู้ก่อน จีงทำให้ตัวเขาถูกจับ(อย่างทนุทนอม) เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม  และถูกส่งตัวไปยังเบอร์ลิน และ สเตตสโก ก็ถูกจับในวันที่ 12 กรกฏาคม 
แต่ว่าพอวันที่ 14 กรกฏา นาซีก็ปล่อยตัวเขาออก โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกไปจากเบอร์ลิน
กันยายน 1941 กองทหารนาซีซึ่งข้ามแม่น้ำดนิเปอร์ (Dnieper River) เข้าไปในยูเครนแถว ฮิตเลอร์ ซึ่งได้รับรายงานว่าบันเดล่า และสเตตสโก ถูกควบคุมตัวอยู่ในเยอรมัน ก็เลยตัดสินใจงดบุกยูเครนไว้ก่อน
12 มกราคม 1942 ถูกส่งตัวไปยังค่ายทหาร Sachenhausen ซึ่งใช้กักตัวนักโทษการเมืองรายสำคัญ
ระหว่างอยู่ในเยอรมันเขาเคยถูกถามว่าตัวเขานั้นสนับสนุน ฮิตเลอร์ หรือไม่ เขาเองตอบทันที่ว่า เยอรมันนั้นได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าแพ้ในสงคราม และไม่เหลือประโยชน์อะไรอีกสำหรับยูเครนที่จะถือข้างเยอรมันต่อไป
ระหว่างปี 1942-1944 นี้ OUN-B ยังมีการเคลื่อนไหวในยูเครน โดยเป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย เพราะความพยายามในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์อื่นที่ต่างจากตนเอง เช่นใน โวลไฮเนีย (Volhynia) ชาวโปลแลนด์กว่า 40,000 คนถูก OUN-B สังหาร และการไล่ล้างบางนี้กระจายไปบางจังหวัดในตะวันออกของยูเครนอย่างกาลิเซีย (Galicia) ด้วย
กันยายน 1944 เยอรมันปล่อยตัวบันเดร่าออกมา เพื่อหวังว่าเขาจะช่วยต่อต้านการรุกคืบของกองทัพโซเวียต เยอรมันตังสำนักงานใหญ่ให้บันเดร่าในเบอร์ลิน จัดหาอาวุธและช่วยฝึกผู้ก่อการร้ายให้ นอกจากนั้นยังสนับสนุนเงินทุนให้ OUN เป็นเงินกว่า 2.5 ล้านมาร์ก
แต่ความเสียหาย โหดร้ายทุกอย่างหยุดลงหลังเยอรมันและสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด
สเตปาน บันเดร่า มีชีวิต ต่อมาได้ถึงอายุ 50 ในปี 1959, 15 ตุลาคม เขาถูกสายลับเคจีบี ยิงระหว่างเดินอยู่บนถนนในมิวนิก ไม่ถึงกับตายคาที่ แต่ก็ทดพิษบาดแผลได้ไม่นานก็สิ้นลม ร่างของเขาถูกเขาในสุสานวอล์ดเฟนดอฟ  (Waldfriedhof) ในมิวนิก
17 พฤศจิกายน 1961 สองปีหลังการเสียชีวิตของบันเดร่า ศาลของเยอรมันตัดสินว่าผู้ที่สังหารบันเดล่า เป็นสายลับเคจีบี ชื่อ โบชดาน สตาชินสกี (Bohdan Stashynsky) ซึ่งตอนนั้นนิกิต้า ครุชชอฟ เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในโซเวียต



Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann