1812 : The War of the First Coalition

The War of the First Coalition

17.08.2010, 15:01
In the late 18th and early 19th century Europe was teetering precariously on the brink of an all-out conflagration with the continental monarchies watching with alarm the expansionist ambitions of France, out to dominate the Western and Central European nations. Those far-reaching plans were being challenged, of course, above all by Britain and Russia, which formed several coalitions to fight Revolutionary France. All these coalitions were temporary in nature, however, formed by European monarchies eager to restore the French Bourbons unseated by the 1789-1794 Revolution. The First anti-French Coalition came about on August 1791 when Austria and Prussia issued the Declaration of Pilnitz, which declared the interest of the monarchs of Europe in the wellbeing of French King Louis XVI and his family, and threatened vague but severe consequences if anything should befall them.

ตอนปลายของศตวรรษที่ 18 ช่วงต้นของศตวรรณที่ 19 สถานการณ์ในยุโรปเริ่มสันไหว บรรดาราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรป เริ่มหวาดกลัวความทะเยอทะยานของฝรั่งเศสที่ต้องการขยายอำนาจไปยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันตก ซึ่งความพยายามดังกล่าว ท้าทายอำนาจพวกเขาโดยตรงโดยเฉพาะกับอังกฤษและรัสเซีย ซึ่งทำให้พวกเขาร่วมมือกันเป็นพันธมิตรในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้น  ซึ่งการรวมกลุ่มกันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อการคืนอำนาจให้กับราชวงศ์ บัวร์บอง (Bourbons) ซึ่งต้องสละราชบัลลังค์ไประหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789-1794
พันธมิตรต่อต้านฝรั่งเศส ครั้งแรกปรากฏออกมาตามแถลงการณ์แแห่งพิลนิตซ์ (Declaration of Pilnitz) โดยออสเตรีย และปรัสเซีย ซึ่งกล่่าวว่าการคงอยู่ในอำนาจของหลุยส์ที่ 16 จะเป็นผลประโยชน์ต่อยุโรปมากกว่าการโค่นเขาลง
มีนาคม 1973 รัสเซียและอังกฤษทำสัญญาร่วมกันในการทำศึกต่อต้านฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองประเทศพยายามขัดขวางการค้าของฝรั่งเศสและการส่งออกสินค้าทางเรือ พระนางแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซียส่งราชนาวีไปร่วมกับอังกฤษเพื่อสนับสนุนการล้อมทางออกทะเลของฝรั่งเศส และหลังจากมีการลงนามสนธิสัญญาสามฝ่าย (Trilateral Treaty) อังกฤษ รัสเซีย และออสเตรียในปี  1795 รัสเซียก็มีกำลงกว่า 60,000 นายที่จะทำสงครามแล้ว
พระนางแคทเธอรีน ที่ 2 ทรงเสียชีวิตในปี  1796 และผู้สืบอำนาจองค์ถัดมาคือโอรสของพระนาง เจ้าชาย ปาเวล ที่ 1 ทรงขึ้นเป็นซาร์ ซึ่งทรงผลให้นโยบายต่างประเทศของรัสเซียเปลี่ยนไปด้วย ซาร์ปาเวล ที่  1 เห็นว่ารัสเซียสูญเสียกำลังไปมากแล้วในสงครามที่ผ่านมาและสมควรต้องฟื้นฟูกองทัพ ทำให้รัสเซียถอนตัวออกจากสงครามและพันธมิตร
ผลก็คือ นโปเลียนแข็งแกร่งและยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เขาสร้างชื่อครั้งแรกจากการยึดเมืองตูรอน (Toulon) ซึ่งเดิมอังกฤษและเสปนรวมทั้งกลุ่มสนับสนุนกษัตริย์ฝรั่งเศสใช้เป็นที่มั่น ตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 24  ปี กลายเป็นนายพลที่จรัสแสงในหมู่นักการเมืองในปารีส
ไม่นานรัฐบาลจาโคบินก็ไว้วางใจให้นายพลหนุ่มคอยคุ้มครองชายฝั่งเมดิเตอเรเนียน และไม่นานก็มอบหมายให้คุมทหารปืนใหญ่ที่ประจำการในอิตาลีตอนเหนือด้วย
มีนาคม 1796 นโปเลีียนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพฝรั่งเศสในอิตาลี ภายใต้การบังคับบัญญาของผู้บัญชาการหนุ่ม ระหว่างปี 1796-1797 เขาสามารถทำให้ฝรั่งเศสรบชนะกองทัพที่ใหญ่กว่าอย่างออสเตรียและพันธมิตรได้ สามารถยึดดินแดนตอนเหนืออิตาลีไว้ได้เกือบหมด และบังคับให้ออสเตรียต้องนั่งลงบนโต๊ะเจรจา เมืองปาร์ม่า (Parma) เปียเสนซ่า (Piacenza) และ ลอมบาร์ดี (Lombardy) ไม่นานก็สามารถยึดครองได้ และชัยชนะเหนือที่เมืองโลดิ (Lodi) ก็เปิดทางฝรั่งเศสให้เข้าสู่มิลาน (Milan) ซึ่งกองทัพฝรั่งเศสเข้าเมืองมิลานในวันที่ 15 พฤษภาคม  1796  และ 5 สิงหาคม ปีเดียวกัน ฝรั่งเศสก็มีชัยชนะในสนามรบที่คาสติกลิออง (Castiglione) จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยัง ตูรอล (Tyrol) และยึดมานตัว (Mantua)  กองทัพออสเตรียต้องสั่งให้ทหาร 30,000 นายของจอมพลดาโกเบิร์ก กราฟ (Marshal Dagobert Graf Wurmser) ถอนกำลังจากไรน์ตอนบนมาช่วยเมืองยุทธศาสตร์ที่กำลังถูกยึดนี้
ทหารออสเตรียน่าจะมีกำลังกว่า 80,000 นายในขณะที่กองทหารนโปเลียนมีกำลัง 40,000 นาย แต่นโปเลียนก็สามารถประสบชัยชนะครั้งสำคัญได้อีกครั้ง จอมพลโกเบิร์ก และทหารที่เหลืออยู่เอาแต่หลยอยู่ในป้อมปราการของเมืองมานตัว
การบุกอิตาลีของฝรั่งเศสยังดำเนินต่อไป ฝรั่งเศสมีชัยชนะในการรบที่อัรโคลิ (Arcoli) ในวันที่ 15-17 พฤศจิกายน และที่ริโวลิ (Rivoli) ตอน 14-15 มกราคม 1797 ซึ่งปลดผนึกความเสื่อมของกองทัพออสเตรีย พวกเขาหลัังพิงฝา และต้องยอมถอนตัวออกจากพันธมิตร ครั้งที่ 1 โดยลงนามในวันที่ 17 ตุลาคม 1797 และยังต้องจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามให้กับฝรั่เศสด้วย



Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Kurt Lewin