Augusto Cesar Sandino


ออกุสโต้ ซีซาร์ ซานดิโน่ (Augusto Cesar Sandino) นักปฏิวัติ ชาวนิคารากัว เป็นผู้นำในการต่อต้านการยึดครองของสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1927-1933 สำหรับอเมริกาแล้วเขาเป็นโจร แต่ที่ประเทศอื่นไม่เฉพาะในนิคารากัว และในอเมริกาใต้ทั้งหมด เขาเป็นเหมือนพระเอกที่ต่อสู้กับผู้ร้าย ฮีโร่แห่งลาตินอเมริกา เป็นสัญลักษณ์การต่อต้านสหรัฐและการล่าอาณานิคม ของโจรในมาดตำรวจโลก


ซานดิโน่ เดินเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1895 ในเมืองนิกิโนโม่ ( Niguinomo) เป็นลูกชายนอกสมรสของเจ้าของที่ดินที่มังคั่ง จิจอริโอ่ ซานดิโน่ (Gregorio Sandino) พ่อเขาเป็นเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่ กับแม่ของเขา มาร์การิต้า คาลเดรอน (Margarita Calderon) ซึ่งเป็นคนงานในไร่ของพ่อ ซานดิโน่อาศัยอยู่กับแม่จนอายุได้ 9 ขวบ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ในบ้านหลังเดียวกับพ่อของเขา ส่วนแม่ของเขากลับไปอยู่กับยาย

สหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงกิจการเมืองในนิคารากัวตั้งแต่ปี 1909 โดยสนบสนุนให้มีการโค่นล้มประธานาธิบดี โจส ซานโตส เซลาย่า(Jose Santos Zelaya) แล้วตั้ง ปธน. ทาฟ์ท (Taft) ขึ้นมาแทน 


1912 กรกฏาคม ตอนซานดิโน่อายุได้ 17  ปี เขาเผชิญกับความโหดร้ายของอเมริกาด้วยตัวเอง สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้ามาในนิคารากัว เพื่อหวังจะช่วยรัฐบาลของประธานาธิบดี อโดลโฟ ดิแอช (Adolfo Diaz) ซึ่งเป็นเหมือนหุ่นเชิดของสหรัฐ ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาการลุกฮือต่อต้านของประชาชน นายพล เบนจามิน เซเลดอน (Benjamin Zeledon) ผู้นำต่อต้านรัฐบาล ถูกทหารสหรัฐฆ่าตาย สหรัฐยึดเอาเมืองมาซาย่า (Masaya) จากฝ่ายต่อต้านได้ ทหารสหรัฐเอาศพของนายพล เบนจามิน ใส่ในเกวียน ก่อนที่จะนำไปเผาที่เมืองคาตาริน่า (Catarina)
ทหารสหรัฐ 2300 คนเข้ายึดท่าเรือในเมืองโครินโต้ (Corinto) ยึดเมือง ลีอน (Leon) และทางรถไฟที่มุ่งหน้าไปเมืองกรานาดา (Granada) 
จากนั้นก็ตั้งรัฐบาลที่คลั่งไคล้อเมริกาขึ้นมาปกครองนิคารากัว สหรัฐต้องการกีดกันไม่ให้มีการสร้างคลองเชื่อมสองมหาสมุทร เหมือนคลองปานามา  โดยที่ประเทศอเมริกาอาจจะเสียประโยชน์ไป
ในปี 1914 มีการทำสนธิสัญญา Bryan-Chamorro ซึ่งสหรัฐจะได้สิทธิในการขุดคลองข้ามคาบสมุทร

1921 ซานดิโน่ พยายามยิง ดาโกเบอร์โต้ ริวาส (Dagoberto Rivas) ลูกชายของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมในท้องถิ่น เขาเลยต้องหลบหนีออกจากประเทศ โดยเดินทางไปยังฮอนดูรัส ที่นี่เขาทำงานในโรงงานน้ำตาล
1922 ย้ายไปอยู่ประเทศกัวเตมาลา และต่อไปที่เม็กซิโก ที่เม็กซิโก้นี้เขาได้งานในบริษัท Standard Oil ของสหรัฐ ที่อยู่ในเมืองเคอร์โร อซุล (Cerro Azul) ใกล้เมืองท่าทามปิโก้ (Tampico) ช่วงเวลานั้นสถานะการณ์ในเม็กซิโกเต็มไปด้วยความวุ่นวายในกระแสแห่งการปฏิรูปเช่นกัน ซานดิโน่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับหลายกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวในตอนนั้น อย่างพวกต่อต้านจักรวรรดินิยม กลุ่มคอมมิวนิสต์ กลุ่มอนาธิปไตย และกลุ่มอินเดียนนิสต์โม่ (Indegenismo)
1926 เขาเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากหมายจับเขาหมดอายุความ เขากลับไปบ้านเกิดแต่ว่าไม่สามารถที่จะทำธุรกิจได้ดังที่ต้องการเพราะว่า ดาโกเบอร์โต้ ริวาส คอยขัดขวาง นอกจากนั้นยังเกิดการระบาดของตั๊กแตนในไร่แทบนั้น ซานดิโน่ จึงเร่รอนไปยังเมืองลิอน ได้พบกับคารวานของผู้อพยพ เข้าจึงเดินทางไปด้วย โดยมุ่งหน้าไปยังตอนเหนือซึ่งเป็นเขตที่มีการทำเหมืองแร่กันมาก
กรกฏาคม เขามาอยู่ที่เหมืองแร่ ซาน อัลบิโน่ (San Albino) เขาได้งานทำเป็นพนักงานเหมือง ที่นี่เขาเริ่มเรียกร้องให้ชาวเหมืองตั้งตัวเป็นกองกำลัง เพื่อต่อต้านสหรัฐ ตอนนั้นเขาได้เริ่มโจมตีจ่ายทหารที่เอล จิคาโร (El Jicaro) แต่ว่าแพ้กลับมา ทำให้เขาคิดได้ว่าจำเป็นต้องมีอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น เขาเดินทางไปพบปะกับกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านสหรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องอาวุธ เดือนธันวาคม ได้พบกับนายพลโจเซ่ มอนคาดา (Jose Maria Moncada) ผู้นำกองทัพเสรี (Liberal Army) แต่ว่าก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะว่าซานดิโน่ยังไม่ได้มีีชื่อเสียงมากนัก อาวุธส่วนใหญ่ที่ซานดิโน่หามาได้จึงมาจากสมาชิกกลุ่มกบฏที่แพ้ แล้วหลบหนีมากกว่า 
1927 , กุมภาพันธ์ ซานดิโน่ เดินทางกลับไปยังหุบเขาเซโกเวีย (Segovia mountains) ใกล้กับพรหมแดนฮอนดูรัส เพื่อหางานทำมาเป็นเงินทุนสนับสนุน เขาได้งานเป็นเสมียรที่เหมืองทองคำ ซาน อัลบิโน่ (San Albino) กองกำลังของเขาเคลื่อนไหวหนักมากขึ้น และประสบความสำเร็จในการโจมตีฐานของรัฐบาลหลายครั้ง กองกำลังของเขาได้รับเงินสนับสนุนจากเม็กซิโก
ในขณะกองกำลังกลุ่ม Liberal Army ของนายพลโจเซ่ มอนคาดา สามารถบุกเมืองหลวง ได้สำเร็จ แต่ว่ารัฐบาลสหรัฐส่งกำลังทหารเข้ามาช่วย และบังคับให้มีการเจรจาหยุดยิง 
และ 4 พฤษภาคม ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงหยุดยิง Espino Negro Accord  ระหว่างสหรัฐกับ Liberral Army
จากข้อตกลงนี้ ปธน. ดิแอซ จะได้อยู่ในตำแหน่งไปจดครบวาระ, สหรัฐสามารถคงกำลังทหารไว้ในนิคารากัวได้ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน พฤศจิกายน 1928
แต่กำลังของ ซานดิโน่ ปฏิเสธในการที่จะวางอาวุธ เขากลับเข้าไปในหุบเขาเซโกเวีย
18 พฤษภาคม ซานดิโน ในวันเกิดปีที่ 33 เขาเดินทางข้ามเทือกเขาไปยังซาน ราฟาเอล เดล นอร์เต (San Rafael del Norte) เขาแต่งงงานกับนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง บรานคา อรัวซ์ (Blanca Arauz)
24 พฤษภาคม กองกำลังของซานดิโน่ เสนอที่จะยอมวางอาวุธ ถ้าสหรัฐอเมริกายอมสั่งให้รัฐบาลทหารขณะนั้น จัดการเลือกตั้งขึ้นมา แต่ว่าสหรัฐอเมริกเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง 
กันยายน ซานดิโต ตั้งชื่อกองทัพชาวนาของเขาเองว่า The Army in Defense of the National Sovereignty of Nicaragua (กองกำลังเพื่อปกป้องอธิปไตยแห่งนิคารากัว)  ตอนนี้เขาใส่ชื่อ "Cesar" ซีซาร์ ลงไปตรงกลางให้ตัวเอง
ซานดิโน่ แถลงการณ์ประนามกลุ่ม Liberty Army ของนายพลมอนคาดา ว่าเป็นพวกขายชาติ และประกาศว่าจะทำสงครามกับสหรัฐต่อไป
เขามีกำลังราว 800 คน เข้าโจมตีสหรัฐในหมู่บ้านโอโคตาล (Ocotal) แต่ว่าเขาต้องเสียสมาชิกไปกว่า 300 คน ในขณะที่สหรัฐเสียทหารไปเพียงสองนาย
ธันวาคม อดีตรองประธานาธิบดีหัวเสรีนิยม จวน บัวติสต้า ซาคาซ่า (Juan Bautista Sacasa) ซึ่งถูกเนรเทศ เดินทางไปยังเมืองท่า เปรโต คาเบซาส (Puerto Cabezas) แล้วประกาสตัวเองเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ การประกาศนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำกลุ่มกบฏ อย่าง นายพลโจเซ่ มาเรีย มอนคาดา และรัฐบาลเม็กซิโก
1928 มกราคม ซานดิโน่ ประกาศข้อเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกไปจากนิคารากัว และต้องการให้ประธานาธิบดีหุ่นเชิ้ดของสหรัฐ อดอลโฟ่ ดิแอซ (Adolfo Diaz) ลาออก และจัดการเลือกตั้งใหม่
28 กุมภาพันธ์ ซานดิโน่ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีการไล่ล่าของมารีนสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับ คาร์ลตอน เบียล (Carlton Beals) ที่เมือง ซาน ราฟาเอล เดล นอร์เต (San Refael del Norte) บทสัมภาษณ์ถูกตี่พิมพ์ลงใน The Nation ของสหรัฐ เป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวของซานดิโน่ ต่อสื่อในอเมริกาเหนือ
หลังจากนั้นกองกำลังของซานนิโน่ มุ่งหน้าไปยังเมืองชายทะเล มอสควิโต้ โคส์ต (Mosquito Coast)
เมษายน ซานดิโน่ โจมตีเหมืองทองคำ โบนานซ่า (Bonanza) และ ลาลุซ (La Luz) ซึ่งเป็นเหมืองทองคำใหญ่ที่สุดสองแห่ง และมีชาวสหรัฐเป็นเจ้าของ
พฤศจิกายน ผลการเลือกตั้ง ชัยชนะเป็นของนายพลมอนคาดา ซานดิโน่ ประกาศไม่ยอมรับรัฐบาลของมอลคาดา แต่ว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว และต้องหลบหนีออกจากนิคารากัว ไปยังเม็กซิโก
ซานดิโน่ ประกาศอุดมการณ์ในการที่จะก่อตั้ง Indo-Lation American  เขาฝันจะรวมชาติในอเมริกากลางเข้าด้วยกัน ซานดิโน่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลายแห่ง ทั้งโซเวียตและองค์การโคมินเทิร์น (Comintern), พรรคคอมมิวนิสต์สหรัฐเอง ก็ประนามสหรัฐที่เข้าไปในนิคารากัว , พรรคกัวมินตัง ซึ่งมีอำนาจในจีนในปี 1928 ก็มอบยศ Brigade ให้ซานดิโน่
ซานดิโน่ เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือจากหลายชาติในลาตินอเมริกา แต่ทว่าความสัมพันธ์ของเขากับพรรคคอมมิวนิสต์ในเม็กซิโกแย่ลง เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการให้เขาประณามรัฐบาลเม็กซิโกของอมิลโล ปอร์เตส (Emilo Portes) 
ระหว่างอยู่ในเม็กซิโก่ ซานดิโน่ ได้เข้าเป็นสมาชิกของ EMECU (Magnetic Spiritualist School of The Universal Commune) ที่ก่อตั้งโดย จัวควิน ทรินคาโด่ (Joaquin Tricado) ตั้งแต่ปี 1911 ซึ่งปฏิเสธทั้งแนวคิดแบบทุนนิยมและบอลเชวิค EMECU ไม่ยอมรับทรัพย์สินว่าเป็นของรัฐหรือของเอกชน แต่ต้องการให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วย "รัก" ทริคาโน่ เป็นเจ้าของแบรนด์ "Spiritism of Light and Truth"
1930 เมษายน ซานดิโน่ เดินทางกลับ นิคารากัว กองกำลังของเขายังคงมมีฐานที่มั่นในมานากัว (Managua) และสามารถยึดเมืองชนบทได้หลายแห่งในประเทศ แต่ว่าก็ไม่ได้สนใจที่จะยึดครองเมืองใหญ่ๆ 

มกราคม 1931 สหรัฐประกาศ โดยเลขานุการ เฮนรี่ สติมสัน (Henry Stimson) ขอถอนทหารออกจากนิคารากัวหลังจากจัดการเลือกตั้งในปี 1932
กองทหารหน่วยสุดท้ายของสหรัฐออกจากนิคารากัวเดือนมกราคม 1933 พร้อมกับการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของ จวน บัวติสตา ซาคาสซา (Juan Bautista Sacasa) 

กุมภาพันธ์ 1933 ซานดิโน่ ได้เข้าพบกับ ปธน.ซาคาสซา  ซานดิโน่ตกลงที่จะยอมวางอาวุธ ในขณะที่กำลังของเขาเองจะได้รับการอภัยโทษ และจะได้อาศัยอยู่ที่ จิโนเตก้า (Jinotega ) ใกล้กับปากแม่น้ำริโอ โคโค่ (Rio Coco basin) ซานดิโน่สามารถโน้มน้าวให้ซาคาสซ่า ยอมให้เขามีกองกำลังเล็กๆ อยู่ต่อไปได้ด้วย
ตอนนั้น ปธน.ซาคาสซา แต่งตั้งให้ อนาสตาซิโอ โซมอซ่า (Anastasio Somoza) เป็นหัวหน้ากองกำลังแห่งชาติ (National Guard)
1933 กองกำลังของของซานดิโน่ในมานากัว ยังคงมีความตรีงเครียดอยู่กับกองกำลังแห่งชาติ ผู้สนับสนุนซานดิโน่เรียกร้องให้เขาจับอาวุธขั้นสู้ ซานดิโน่เองเริ่มสงสัยว่า ปธน.ซาคาสซ่า อาจจะเล่นไม่ซื่อกับเขา
18 กุมภาพันธ์ ซาคาสซ๋า เชิญ ซานดิโน่ เข้ามายังมานากัว
21 กุมภาพันธ์ 1934 ซานดิโน่ ขณะที่กำลังจะทำข้อตกลงกับ ปธน.ซาคาสซ่า . ทหารจากกองกำลังแห่งชาติโดยคำสั่งของซามอซ๋าก็เข้ามาสั่งหารซานดิโน่ ในคืนนั้น

สองปีต่อมา ซามอซ่า ขับ ปธน.ซาคาสซ๋าออกจากตำแหน่ง และตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี
และปกครองนิคารากัวสืบมาอีก 40 ปี จนถึง 1979 รัฐบาลของซามอซ๋า ถูกโค่นโดย กลุ่ม ซานดินิสต้า (Sandinista, FLSN) ชาวนาผู้ยังยึดถืออุดมการณ์ของ ซานดิโน่ อยู่นั้นเอง 
สหรัฐอเมริกา ในสมััย โรนัล เรแกน เข้าไปยุ่งในนิคารากัวอีก โดยสนับสนุนกบฏคอนทรา (Contras)  เพื่อสนับสนุนผู้นำเผด็จการ
ศาลโลก (ICJ) มีคำตัดสิน ในปี 1984  ว่าสหรัฐอเมริกามีความผิด ละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศ และให้การสนับสนุนกบฏคอนทรา แต่ว่าสหรัฐใช้อำนาจในฐานะคณะมนตรีความมั่นคงถาวรของสหประชาชาติ ระงับคำสั่งศาล  ... นิคารากัว ถอนคดีออกไปในปี 1992 โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ จากสหรัฐอเมริกาเลย




 


Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Kurt Lewin