Elizabeth Cady Stanton

อลิซาเบธ (นั่ง) กับแอนโธนี
photo : wikipedia.org
อลิซาเบธ คาดี สแตนตัน 
นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีและการเลิกทาส เธอเกิดในเมืองจอห์นทาวน์ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริการในปี 1816, 12 พฤศจิกายน เป็นลูกคนที่ 8 จากพี่น้อง 11 คน 
พ่อของเธอ แดเนียล คาดี (Daniel Cady) เป็นอัยการในศาลสูงสุดแห่งนิวยอร์ค และพ่อเป็นแรงบัดดาลใจให้อลิซาเบธมาตั้งแต่วัยเด็ก เธอมักติดตามพ่อไปที่ทำงานและฟังการถกเถียงกันด้านกฏหมายระหว่างพ่อและเสมียร ซึ่งนั้นทำให้เธอทราบถึงความไม่เท่าเทียมกันต่อกฏหมายที่มีต่อชายให้เหนือกว่าสตรี โดยเฉพาะหญิงที่แต่งงานในยุคนั้น แทบไม่มีสิทธิอะไรเลย แม้กระทั้งสิทธิในลูกที่เกิดมา 
มากาเร็ต ลีฟวิ่งตัน (Margaret Livingtston Cady) แม่ของอลิซาเบธ เป็นลูกของผู้ที่อพยพมาจากดัช (Dutch) พ่อของมากาเร็ตเป็นนายทหารเรือที่ร่วมรบในช่วงการปฏิวัติอเมริกา ลูก 11 คนของมากาเร็ต มีที่เสียชีวิตไปตั้งแต่วัยเด็กและทารกถึง 5 คน ทำให้เธอเป็นคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่ออลิซาเบธ ในปณิธานที่จะช่วยเหลือเยาวชน
เนื่องจากพ่อซึ่งควรจะเป็นหัวหน้าครอบครัวทำงานหนักมาก ทำให้หน้าที่การรับผิดชอบคนในบ้าน น้องๆ ตกอยู่กับลูกสาวคนโตในครอบครัว ไตรฟีน่า (Tryphena) ซึ่งแก่กว่าอลิซาเบธ 11 ปี 
ในนิวยอร์คตอนนั้น ระบบทาสยังไม่หมดไปจนกว่าจะถึงปี 1827 ครอบครัวของอลิซาเบธก็มีทาสอยู่ในปกครองเช่นกัน
ตอนอายุ 16 ปี อลิซาเบธเข้าเรียนไฮสคูลที่จอห์นทาวน์ (Johnstown academy) เธอเลือกเรียน ภาษากรีก ลาติน และคณิตศาสตร์ เธอได้รับรางวัลจากผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมหลายรางวัล แต่ว่าเมื่อเรียนจบเธอก็ได้รู้รสความไม่เท่าเทียมกันในสังคมระหว่างเพศชายและหญิง มากขึ้น เมื่อต้องการเรียนต่อใน Union college โรงเรียนที่พี่ชายเคยเรียนแต่ว่าตอนยูเนียนคอลเลคไม่รับนักเรียนหญิง ทำให้เธอสมัครเข้าเรียนที่ Emma Willard  (ชื่อเดิม Troy Female Seminary) ในปี 1830 ระหว่างงที่เรียนที่ทรอยนี้ เธอมีได้รับอิทธิพลจากพระนักบวช ชาร์ล แกรนดิสัน ฟินนีย์ (Charles Grandison Finney) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวกลุ่ม revivalist movement ที่เรียกร้องให้มีการปรับปรุงสังคม ว่ากันว่าหลังจากได้ฟังคำปราศรัยของฟินนีย์ อลิซาเบธ เกิดความกลัวในกฏหมาย กลัวว่ากฏหมายจะยึดเอาวิญญาณ และแม้แต่ความฝันไป แต่หลังจากได้รับกำลังใจจากพ่อและพี่ชาย ทำให้เธอเรียกสติกลับมาได้ และกลับมาอยู่บนเหตุและผล โดยอาศักความคิดและพฤติกรรมมนุษย์มากกว่าความเชื่อทางศาสนาอย่างเดียว
ปี 1832 เธอจบการศึกษาจากโรงเรียนสตรีทรอย 
ปี 1840 อลิซาเบธ คาดี ได้แต่งงานกับ เฮนรี่ สแตนตัน (Henry Stanton) นักเคลื่อนไหวให้มีการเลิกทาสในสหรัฐ เฮนรี่ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ ในขณะที่ตอนแต่งงานนั้นอลิซาเบธทำงานเป็นทนายความ ตอนนี้แต่งงานเธอได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตัดคำว่า "promise to obey-ฉันสัญญาว่าจะเชื่อฟัง" ออก เธออธิบายภายหลังว่าต้องการชีวิตคู่ที่เท่าเทียมกัน
 หลังจากแต่งงานทั้งคู่เดินทางไปฮันนีมูลในอังกฤษ แต่ก็ไม่วายไปลอนดอนเพื่อเข้าร่วมการประชุมเรื่องการต่อต้านการใช้ทาส หลังจากนั้นก็เดินทางกลับมาอยู่ในสหรัฐ  ทั้งคู่มีลูกด้วยกันทั้งหมด 7 คนระหว่างปี 1842-1859 ลูกชายคนสุดท้ายเกิดมาขณะเธอมีอายุ 44 ปีแล้ว  
ปี 1843 เฮนรี่ ได้เข้าทำงานในสำนักกฏหมายแห่งหนึ่งทำให้ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่ บอสตัน แมสสานชูเซตต์ ทั้งคู่ยังร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองและรณรงค์ให้มีการเลิกทาสอยู่เสมอ อลิซาเบธ มันจะเซ็นต์ชื่อเธอ ว่า "อลิซาเบธ คาดี สแตนตัน" เพื่อแสดงความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง และปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่า Mrs. Stanton 
เรื่องสิทธิสตรี เหมือนจะเป็นจุดต่างระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ , เฮนรี่ไม่เห็นด้วยในเรื่องสิทธิสตรี ในการออกเสียง การทำงาน ทำให้บ่อยครั้งที่ทั้งคู่แยกกันอยู่ห่างๆ  
ปี 1847 สุขภาพของเฮนรี่ ไม่ค่อยจะดีเพราะอากาศที่หนาวในนิวอิงแลนด์ ทำให้ทั้งคู่ย้ายบ้านไปอยู่ในเมืองเซเนค่า ฟอลล์ (Seneca Falls) นิวยอร์ค โดยพ่อของอลิซาเบธเป็นคนซื้อบ้านหลังนี้้ให้ ลูกสี่คนหลังสุดของพวกเขาเกิดในบ้านหลังนี้  ลูกของพวกเขาได้รับสิทธิในการออกความเห็นอย่างเต็มที่ และทุกคนล้วนได้้รับการศึกาาสูง ได้รับการสนับสนุนให้ทำกิจจกรรมนอกบ้าน 
ช่วงนี้อลิซาเบธยังได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับ women's rights movement เธอและ ลูครีเทีย มอต์ต (Lucretia Mott) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี และการเลิกทาสคนสำคัญอีกคนหนึ่งทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่ปี 1840 ตอนทีี่อลิซาเบธเข้าประชุมเรื่องการต่อต้านการใช้ทาสในลอนดอน ทั้งคู่ได้จัดการประชุมเรื่องสิทธิสตรีครั้งแรก (the first women's right convention) ขึ้นมาในเซเนคา ฟอลล์ ระหว่างวันที่ 19-20 กรกฏาคม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้กว่า 300 คน
อลิซาเบธเป็นผู้ร่าง Declaration of Sentiments (แถลงการณ์จากความรู้สึก) เธออ่านมันในที่ประชุม และได้ประกาศสมาชิกและโลกทราบว่า "บุรุษและสตรีนั้นแท้จริงถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียม" คำประกาศของเธอว่ากันว่าเป็นส่วนหนึ่งและแรงบันดาลใจให้กับแถลงการณ์ประกาศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกา (United States Declaration of Independence) เธอได้เรียกร้องสิทธิในการออกเสียงทางการเมืองให้กับสตรีด้วย
หลังจากการประชุมในครั้งนี้เธอได้รับเชิญให้เข้าไปพูดในที่ประชุมเพื่อผู้หญิงอีกหลายแห่ง ทั้งที่นิวยอร์ค และการประชุมเรื่องสิทธิสตรีแห่งชาติในปี 1850 ที่นี้เธอได้รู้จักกับ ซูซาน แอนโธนี (Susan b. Anthony) ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรีเช่นกัน แต่ซูซาน แอนโธนี ซึ่งเคยได้ร่วมประชุมสิทธิสตรีที่เซนาค่า ฟอลล์ และได้อ่านแถลงการณ์จากความรู้สึก ของอลิซาเบธ แต่ว่าในครั้งนั้นเธอไม่ได้ลงชื่อสนับสนุน
อลิซาเบธและแอนโธนี ทำงานร่วมกันครั้งแรก ในการร่วมกลุ่ม Temperance movement  ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านการดื่มสุรา ซึ่งจะเป็นสาเหตุแห่งปัญหาในครอบครัว แต่ว่ากลุ่มนี้ มีอายุเพียงสั้นๆ  ระหว่างปี 1852-1853 ทั้งคู่หันไปเน้นเรื่องสิทธิสตรีและสิทธิในการออกเสียงทางการเมืองมากกว่า
อลิซาเบธ ซึ่งมีทักษะในการพูดและเขียน มักจะช่วยเรียบเรียงคำที่แอนโธนี่ต้องใช้กล่าว ซึ่งอลิซาเบธซึ่งเป็นหญิงโสด ทำให้ออกเดินทางรณรงค์ และจัดกิจกรรมได้บ่อยกว่า แต่ว่างานของแอนโธนีจำกัดอยู่ในเรื่องของสิทธิในการออกเสียงของสตรี และว่าอลิซาเบธสนับสนุนสิทธิสตรีในหลายด้านมากกว่า อย่างไรก็ตามทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันจนตราบอายุขัย และมักถูกระลึกถึงพร้อมๆ กัน พร้อมกับที่ระลึกถึงนักเคลื่อนไหวสตรีอีกคนหนึ่ง มาธิลดา เกจ ( Matilda Joslyn Gage)
หลังสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา(Civil war,1861-1865) สิ้นสุดลง งานด้านการรณรงค์เลิกทาสก็สิ้นสุดลงไปด้วย เธอจึงทุ่มเทให้กับเรื่องสิทธิสตรีมากขึ้น อลิซาเบธเดินทางไปสอนหนังสือและกล่าวปราศรัย เรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญสหรัฐให้รับรองสิทธิสตรีทางการเมือง แต่ว่าอลิซาเบธต่อต้้านการให้สิทธิชายอเมริกันแอฟริกัน ในการออกเสียง โดยเห็นว่าคนพวกนี้หลังการเลิกทาสได้รับการคุ้มครองแล้วในรัฐธรรมนูญ แต่ควรยกเว้นสิทธิในการโหวตหากไม่ให้สิทธินั้นแก่สตรี ด้วยเพราะเห็นว่าจะยิงทำให้โอกาสที่ผู้หญิงจะได้รับสิทธิในทางการเมืองน้อยลงไปด้วย  เธอบอกว่าอคติในเรื่องสีผิวนั้น ไม่ได้รุนแรงเท่ากับอคติที่มีต่อสตรี ทั้งที่มีสาเหตุคล้ายกัน อลิซาเบธบอกว่าสตรีควรมีสิทธิออกเสียงเพราะร่ำรวย,มีการศึกษา,ยึดหยุ่น ( Wealth, Education, Refinement ) ซึ่งการที่ต่อต้านการให้สิทธิแก่อัฟริกันอเมริกันนี้เองทำให้เธอขัดแยังกับอดีตเพื่อนที่ร่วมเคลื่อนไหวการเลิกทาสหลายคน เธอบอกว่าปัญหาการกดขึ่ที่ผู้ชายไม่เคยจะรับรู้นั้น จริงๆ แล้วมีอยู่ 3 สาเหตุ คือ ทาส,เพศ และเชื้อชาติ
ปี 1866 อลิซาเบธและแอนโธนี ได้ร่วมกันเขียนข้อเรียกร้องในการให้สิทธิในการออกเสียง โดยไม่มีการแบ่ง เพศ และเชื้อชาติ แต่ว่าในตอนนั้นรัฐธรรมนูญสหรัฐที่กำลังแก้ไขครั้งที่ 14 กลับยังปฏิเสธสิทธิในการโหวตของสตรี ... แต่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 นี้ รับรองเรื่องความเท่าเทียมกัน
1869 , อลิซาเบธและแอนโธนี ก่อตั้งสมาคมเพื่อสิทธิสตรีในการออกเสียงทางการเมืองแห่งชาติ (Nation Woman Suffrage Association) ขึ้นมา โดยอลิซาเบธเป็นประธานคนแรก 
NWSA ยังรณรงค์ให้มีการบรรจุสิทธิสตรีในการออกเสียงลงในรัฐธรรมนูญ เรียกร้องสิทธิในการหย่า โอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับผู้หญิง และสิทธิของผู้หญิงในการเป็นผู้พิพากษา 1870 รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ 15 ของสหรัฐอเมริกา จึงได้บรรจุสิทธิในการลงคะแนนเสียงของสตรีลงไป
อลิซาเบธดำรงตำแหน่งประธานของNWSA จนปี 1890 ก่อนที่ NWSA เข้าร่วมกับองค์กรคล้ายกัน ตั้งเป็น National American Woman Suffrage Association ซึ่งอลิซาเบธยังเป็นประธานในองค์กรใหม่อีกสองปี
อลิซาเบธยังกล่าวถึงองค์กรศาสนาในยุคนั้นที่กีดกันบทบาทของสตรี และไม่ให้สิทธิเต็มที่ อลิซาเบธและลูกสาวของเธอ ฮาร์เรียท (Harriet Stanton Blatch) ได้ออกหนังสือ The Woman's bible ตีพิมพ์ในปี 1895 ซึ่งเรียกเสียงประท้วงไม่ใช่แค่คนนอกเท่านั้น แม้แต่ในกลุ่มผู้เคลื่อนไหวสิทธิสตรีเองก็ประท้วงเธอเช่นกัน
อลิซาเบธ คาดี สแตนตัน เสียชีวิต เมื่อ 26 ตุลาคม 1902  อายุ 86 ปี







Declaration of Sentimental
When, in the course of human events, it becomes necessary for one portion of the family of man to assume among the people of the earth a position different from that which they have hitherto occupied, but one to which the laws of nature and of nature's God entitle them, a decent respect to the opinions of mankind requires that they should declare the causes that impel them to such a course.

We hold these truths to be self-evident; that all men and women are created equal; that they are endowed by their Creator with certain inalienable rights; that among these are life, liberty, and the pursuit of happiness; that to secure these rights governments are instituted, deriving their just powers from the consent of the governed. Whenever any form of Government becomes destructive of these ends, it is the right of those who suffer from it to refuse allegiance to it, and to insist upon the institution of a new government, laying its foundation on such principles, and organizing its powers in such form as to them shall seem most likely to effect their safety and happiness. Prudence, indeed, will dictate that governments long established should not be changed for light and transient causes; and accordingly, all experience hath shown that mankind are more disposed to suffer, while evils are sufferable, than to right themselves, by abolishing the forms to which they are accustomed. But when a long train of abuses and usurpations, pursuing invariably the same object, evinces a design to reduce them under absolute despotism, it is their duty to throw off such government, and to provide new guards for their future security. Such has been the patient sufferance of the women under this government, and such is now the necessity which constrains them to demand the equal station to which they are entitled.
The history of mankind is a history of repeated injuries and usurpations on the part of man toward woman, having in direct object the establishment of an absolute tyranny over her. To prove this, let facts be submitted to a candid world.
He has never permitted her to exercise her inalienable right to the elective franchise.
He has compelled her to submit to laws, in the formation of which she had no voice.
He has withheld from her rights which are given to the most ignorant and degraded men - both natives and foreigners.
Having deprived her of this first right of a citizen, the elective franchise, thereby leaving her without representation in the halls of legislation, he has oppressed her on all sides.
He has made her, if married, in the eye of the law, civilly dead.
He has taken from her all right in property, even to the wages she earns.
He has made her, morally, an irresponsible being, as she can commit many crimes, with impunity, provided they be done in the presence of her husband. In the covenant of marriage, she is compelled to promise obedience to her husband, he becoming, to all intents and purposes, her master - the law giving him power to deprive her of her liberty, and to administer chastisement.
He has so framed the laws of divorce, as to what shall be the proper causes of divorce; in case of separation, to whom the guardianship of the children shall be given, as to be wholly regardless of the happiness of women - the law, in all cases, going upon the false supposition of the supremacy of man, and giving all power into his hands.
After depriving her of all rights as a married woman, if single and the owner of property, he has taxed her to support a government which recognizes her only when her property can be made profitable to it.
He has monopolized nearly all the profitable employments, and from those she is permitted to follow, she receives but a scanty remuneration.
He closes against her all the avenues to wealth and distinction, which he considers most honorable to himself. As a teacher of theology, medicine, or law, she is not known.
He has denied her the facilities for obtaining a thorough education - all colleges being closed against her.
He allows her in Church as well as State, but a subordinate position, claiming Apostolic authority for her exclusion from the ministry, and with some exceptions, from any public participation in the affairs of the Church.
He has created a false public sentiment, by giving to the world a different code of morals for men and women, by which moral delinquencies which exclude women from society, are not only tolerated but deemed of little account in man.
He has usurped the prerogative of Jehovah himself, claiming it as his right to assign for her a sphere of action, when that belongs to her conscience and her God.
He has endeavored, in every way that he could to destroy her confidence in her own powers, to lessen her self-respect, and to make her willing to lead a dependent and abject life.
Now, in view of this entire disfranchisement of one-half the people of this country, their social and religious degradation, - in view of the unjust laws above mentioned, and because women do feel themselves aggrieved, oppressed, and fraudulently deprived of their most sacred rights, we insist that they have immediate admission to all the rights and privileges which belong to them as citizens of these United States.
In entering upon the great work before us, we anticipate no small amount of misconception, misrepresentation, and ridicule; but we shall use every instrumentality within our power to effect our object. We shall employ agents, circulate tracts, petition the State and national Legislatures, and endeavor to enlist the pulpit and the press in our behalf. We hope this Convention will be followed by a series of Conventions, embracing every part of the country.
Firmly relying upon the final triumph of the Right and the True, we do this day affix our signatures to this declaration.

Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Kurt Lewin