Mikhail Gorbachev, 80 years

มิคาอิล กอร์บาเชฟ (Михаил Сергеевич Горбачёв) เกิดเมื่อวันที่  2 มีนาคม 1931 
เขาเกิดในครอบครัวชาวนา ในสตาฟโรโพล (Stavropol) อยู่ในแทบคอเคซัสตอนเหนือ ในหมู่บ้านที่ชื่อพรีโวลโนเย (Привольное, Privolnoye) พ่อของเขาชื่อ เซอร์เกย์ แอนเดรวิช กอร์บาเชฟ ( Сергей Андреевич Горбачёв , Sergei Andreevich Gorbachev) และแม่ชื่อ มาเรีย แพนเทเลเยฟน่า (Гопкало Мария Пантелеевна, Gopkalo Maria Panteleyevna)  
1937 ตาของกอร์บาเชฟ ชื่อ ปานเตลีย์ กอร์กาโล (Pantelei Gopkalo) ถูกจับโดยพวกกลุ่มทรอสกี (Trotskyite Organization) ในข้อหาต่อต้านการปฏิวัติของบอลเชวิค และถูกนำตัวไปทรมาน ขังคุกนานกว่า 14 เดือน แต่ได้รับความช่วยเหลือจากทนายในสวาฟโรโพล จนถูกปล่อ่ยตัวออกมาใน ธันนวาคม 1938 เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งเหตุผลที่กอร์บาเชฟ กล่าวถึงมันภายหลังว่าทำให้เขาต่อต้านคอมมิวนิสต์
ปู่ของกอร์บาเชฟ แอนเดรีย กอร์บาเชฟ (Andrei Gorbachev) เขาเป็นเกษตรกรเช่นกัน แต่ว่าไม่ต้องการทำนารวม เขาอยากจะทำฟาร์มส่วนตัวมากกว่า ในปี 1933 เกิดภัยแล้งอย่างหนักในตอนใต้ของรัสเซีย จนลูก 3 คนจาก 6 คนต้องเสียชีวิตเพราะขาดอาหาร แต่ว่า 1934 แอนเดรีย กลับถูกจับตัว ในข้อหาไม่ตั้งใจทำการเพาะปลูก และถูกส่งตัวไปยังค่ายแรงงานในเขตเออร์กุตส์ ไซบีเรีย โดยทำงานเป็นคนตัดฟืน และถูกปล่อยตัวในสองปีให้หลัง 1935 เขากลับมาอยู่ยังพรีโวลโนเย่ (Privolnoye) และเข้าร่วมในนารวมในที่สุด และมีชีวิตอย่างนั้นตราบสิ้นชีวิต
พ่อของกอร์บาเชฟ ทำงานในแผนกเก็บเกี่ยว (Combine harveser operator) จนกระทั้ง 1941 เมื่อนาซีบุกสหภาพโซเวียต จึงได้เข้าร่วมเป็นทหาร และหลังสงครามโลกในปี 1944 เขาได้เหรียญกล้าหาญ 1 อัน และเหรียญ Orders of the Red Star 2 อัน เซอร์เกย์ ได้รับบาดเจ็บที่ขาจากการรบในสมรภูมิ  เมื่อบ้นาเมืองสงบเขาก็กลับไปทำงานที่แผนกเดิม
ชีวิตวัยเด็กกอร์บาเชฟต้องไปโรงเรียน สลับกับการทำไร่นาในนารวม และหน่วยงานแทรกเตอร์ในท้องถิ่น หรือ MTS (Machine Tractor Station)  ตอนเด็กกอร์บาเชฟ เป็นคนเรียนหนังสือดี และสนใจเรื่องการสร้างละคร ตอนอายุได้ 15 ปี ก็ได้เป็นช่างในการบำรุงรถแทรกเตอร์ จนปี 1948 ก็ได้รับรางวัล Order of Red Banner of Labor จากการเป็นช่างที่ยอดเยี่ยม กอร์บาเชฟ บอกว่าความรู้เกี่ยวกับแทรกเตอร์นั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าพ่อของเขาสอนมาอย่างดี
แม่ของกอร์บาเชฟ มาเรีย นั้นทำงานเป็นเกษตรกรตลอดชีวิตของเธอ

1950 จบการศึกษาจะโรงเรียนมัธยม โดยได้รับเหรีญเงิน พ่อของเขาเป็นคนบอกให้เขาเรียนหนังสือต่อไป กอร์บาเชฟเข้าเรียนในมหาวิทยาลับมอสโคว์ สาขากฏหมาย กอร์บาเชฟสามารถเข้าเรียนต่อได้ทันที่โดยที่ไม่ต้องสอบเอ็นทราน เป็นเพราะผลการศึกษาในอดีต และการได้รับงานวัล Order of Red ทำให้เขาถูกจับตามองในฐานะผู้อาจได้เป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์
1952  ระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้นเองที่เขาได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ 
1953 เขาแต่งงานกับไรซ่า แมกซิมอฟน่า (Раисе Максимовне Титаренко,Raisa Titarenko Maksimovna (1932-1999) )  ไรซ่า เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมอสโคว์ ในสาขาจิตวิทยา เธอเข้าเรียนที่นี้ช้ากว่ากอร์บาเชฟปีหนึ่ง ทั้งคู่แต่งงานกันในวันที่ 25 กันยายน
1955 จบการศึกษา จากนั้นได้ถูกส่งตัวไปทำงานในเป็นผู้อัยการในเขตสตาฟโรโพล(Stavropol Territorial Prosecutor' Office) บ้านเกิด และยังได้ทำงานให้กับ คณะกรรมการยุวชนคอมมิวนิสต์แห่งสตาฟโรโพล (Stavropol Youth Communist League,YCL) โดยทำงานในหน่วยโฆษณาชวนเชื่อ เขาเลิกทำงานในสำนักงานอัยกานในวันที่ 15 สิงหาคม
1956 เดือนกันยายน ได้รับตำแหน่งเลขานุการอันดับหนึ่ง ใน YCL ประจำเมืองสตาฟโลโพล (Stavropol city,YCL)
6 มกราคม 1957 วันเกิดวันแรกของ ลูกสาวของกอร์บาเชฟ อิริน่า (Irina)
25 เมษายน 1958 ได้รับเลือกเป็นเลขานุการ ลำดับที่ 2 ใน คณะกรรมยุวชนคอมมิวนิสต์เขตสตาฟโวโพล (Stavropol Territory YCL) และ 21 มีนาคม 1961 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขานุการอันดับหนึ่ง 
26 กันยายน 1966 ได้รับจำแหน่งเลขานุการ อันดับหนึ่ง และได้เป็นสมาชิกสำนักงานสาขาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเมืองสตาฟโลโพล (First secretary and Bureau member of the Stavropol city , Communist Party Committee)
1967 ไรซ่า กอร์บาเชฟ จบปริญญาเอก จากสถาบันการเกษตรแห่งสตาฟโรโพล (Stavropol Agricultural Institute) ในสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร หัวข้อวิทยานิพนธ์ "Inception of New Features in Everyday Life of Collective Farmers"
5 สิงหาคม 1969 ได้รับเลือก เป็นเลขานุการ อันดับ 2 ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิตส์ เขต สตาฟโรโพล (Stavropol Territorial Communist Party)
กอร์บาเชฟ ได้รับข้อเสนอให้ทำงานกับเคจีบี ในปี 1966 ให้เป็นหัวหน้าเคจีบีในสตาฟโรโพล และได้ปี 1969 ได้ถูกเสนอให้เป็นรองหัวหน้าเคจีบี แต่ว่าเขาเองปฏิเสธทั้งสองครั้ง
10 เมษายน 1970 ได้เป็นเลขานุการ อันดับ 1 ของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิตส์ เขต สตาฟโรโพล (Stavropol Territorial Communist Party) งานหลักของเขาคือรับผิดชอบการพัฒนาเขตสตาฟโรโพล โดยเฉพาะเร่งผลผลิตการเกษตร การพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น การขุดคลองชลประทาน
สตาฟโรโพลเป็นเขตที่สวยงามมากแห่งหนึ่งในโซเวียต และผู้นำโซเวียตมักจะมาพักผ่อน กอร์บาเชฟ ได้รู้จักกับ ยูริ แอนโดรปอฟ (Yury Andropov) ทั้งคู่มีความสนิทสนมกัน
ไรซ่า ภรรยาของกอร์บาเชฟ ได้ทำงานเป็นอาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์ แห่งสถาบันเกษตรแห่งสตาฟโรโพล เธอสอนด้านจิตวิทยา ความขัดแย้งทางศาสนา และเชื้อชาติ
ในปี 1973 ได้เคยถูกเสนอให้ทำงานเป็นหัวหน้าแผนกโฆษณาชวนเชื่อ โดยเลขานุการพรรคคอมมิวนิสต์ ปีเตอร์ เดมิเชฟ (Peter Demichev) เป็นผู้เสนอ แต่ว่ากอร์บาเชฟ ปฏิเสธ จากนั้นคณะกรรมการบริหารของพรรคยังได้เสนอให้เขาทำหน้าที่อัยการของสหภาพโซเวียต แต่ว่าคราวนี้สมาชิกของโปลิตบุโล,คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ และ  คิริเลนโก้ (А. П. Кириленко , A.P. Kirilenko) ปฏิเสธ
27 พฤศจิกายน 1978 ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์กลาง (Central Communist Committee) กอร์บาเชฟ ย้ายครอบครัวไปยังกรุงมอสโคว์ ในวันที่ 6 ธันวาคม
กอร์บาเชฟ สามารถเดินทางไปดูงานด้านการเกษตรในหลายประเทศได้แล้ว
1980   ได้เป็นสมาชิกของโพลิตบุโร (CPSU CC Politburo) หน่วยงานที่สูงที่สุดในพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต และเป็นหน่วยงานสูงสุดในโซเวียต ตั้งแต่เดือนตุลาคม
1985 เริ่มโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต ที่ภายหลังรู้จักกันในชื่อ เปเรสทรอยก้า (Perestroika) 
นอกจากนั้นยังปฏิรูปการเมือง เปิดกว้างในความคิด เพื่อเป็นการส่งเสริมเปเรสทรอยก้า จึงมีโครงการ กลาสนอสต์ (Glasnost) ควบคู่กันไป
11 พฤษภาคม 1985- 24 สิงหาคม 1991 ดำรงตำแหน่งเลขานุการพรรคคอมมิวนิสต์ กอร์บาเชฟ พยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กับตะวันตก พยายามยุติสงครามเย็น และการแข่งขันการสะสมอาวุธ และการรวมเยอรมัน
ธันวาคม 1989  - มิถุนายน 1990 ได้เป็นผู้อำนวยการใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์
1990 อำนาจสูงสุดในสหภาพโซเวียต ถูกเปลี่ยนถ่าย จากพรรคคอมมิวนิสต์ ไปอยู่ที่ สภา (Congress of People 's Deputies of USSR, Supreme Soviet) และไม่กี่เดือนต่อมา สาธารณรัฐต่างๆ ก็เริ่มจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของตัวเอง ลิธัวเนีย เอสธัวเนีย แลตเวีย พยายามจะประกาศเอกราช โซเวียตต้องส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุม
15 พฤษภาคม 1990 กอร์บาเชฟ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรก และกลายเป็นประธานาธิบดีคนเดียวของสหภาพโซเวียต
1990 , 15 ตุลาคม  ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
นโยบายของกอร์บาเชฟ ทำให้เกิดความปั่นป่วนในการเมืองในโซเวียต เพราะการลดการเซ้นเซอร์ความคิดเห็นทางโทรทัศน์ ทำให้กลุ่มเชื้อชาติ และฝ่ายตรงข้าม โจมตีกอร์บาเชฟ และพรรคคอมมิวนิตส์อย่างเปิดเผย
สาธารณรัฐในบอลติก และเอเชียกลางต้องการให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเรียกร้องที่จะแยกตัวจากโซเวียต กอร์บาเชฟ
มิถุนายน 1991 บอริสต์ เยลต์ซิน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิดีของรัสเซีย ได้คะแนนเสียง 57%
19 สิงหาคม 1991 ความพยายามปฏิวัติของคณะกรรมการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Committee) นำโดยรองประธานาธิบดีเกนนาดี ยานาเยฟ ( Гуннфдием Янаевым, Gennady Yanayev) กอร์บาเชฟถูกขังไว้ภายในบ้านพักที่โฟรอส ในไครเมีย
ยานาเยฟ และสมาชิก อย่างรรัฐมนตรีกลาโหม ดมิทรี ยาซอฟ (Dmitriy Yazov) หัวหน้าเคจีบี วลาดิมีย์ ครุสชคอฟ (Vladimir Krychkov)  ต้องการขัดขวางการลงนามข้อตกลงตั้งสหภาพโซเวียต ฉบับใหม่ New Union Treaty  โดยสหภาพโซเวียตจะกลายเป็นสหพันธ์ โดยดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทหารร่วมกัน 
แต่ว่าเยลต์ซิน และชาวรัสเซีย จำนวนมาก เดินทางมาปิดล้อมทำเนียมขาว ที่ทำการสภาของรัสเซีย 
21 สิงหาคม 1991 คณะปฏิวัติล้มเหลว ภายใน 3 วัน กอร์บาเชฟกลับเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ว่าเขาก็พบว่าตัวเองไม่มีอำนาจอะไรเหลืออีกแล้ว
8 ธันวาคม 1991 ประธานาธิบดีจากยูเครน เบลารุส และรัสเซีย ลงนามข้อตกลง Bylayezha Accords ประกาศยุบโซเวียต และก่อตั้ง เครือรัฐอิสระ (CIS)
25 ธันวาคม 1991 กอร์บาเชฟ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ผ่านสถานีโทรทัศน์ หมดอำนาจไปพร้อมการล่มสลายของโซเวียต
มกราคม 1992 ก่อตั้งมูลนิธิกอร์บาเชฟ (www.gorby.ru)
20 สิงหาคม 1999 ไรซ่า กอร์บาเชฟ เสียชีวิต , กอร์บาเชฟ อยู่กับลูกสาวอิลิน่า โดยมีหลานสาวน่ารัก 2 คน ชื่อ อนาสตาเซีย (Anastasya) และ อเล็กซานดร้า (Alexandra)
1993 กอร์บาเชฟ ก่อตั้งมูลนิธิ Green Cross เป็นองค์การส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อม มีสาขาอยู่ 23 ประเทศทั่วโลก
1996 ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซีย และต่อมาได้ก่อตั้งพรรค Social Democrat Party แต่ก็ลาออกจากหัวหน้าพรรคในปี 2004 เพราะความขัดแย้งภายใน กอร์บาเชฟ ก่อตั้งพรรคใหม่ชื่อ The Union of Socail Democrats


การเลือกตั้งในปี 1996 กอร์บาเชฟ ได้รับคะแนนเสียงเพียง ครึ่งเปอร์เซนต์ ชื่อของมิคาเอล กอร์บาเชฟ ไม่ได้รับการยอมรับโดยประชาชนรัสเซีย เขาเป็นผู้นำที่ล้มเหลว และทำให้สหภาพโซเวียตต้องพังทลาย แต่ในมุมมองชาติตะวันตกกลับเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ของกอร์บาเชฟ 

ในขณะที่กอร์บาเชฟ มีอำนาจ เขาดำเนินโครงการหลายอย่าง เช่น การรณรงค์เลิกดื่มแอลกอฮอ (1986) โดยเพิ่มราคาสินค้าให้สูงขึ้น เขาเร่งให้มีการผลิตสินค้าอุตสหกรรมมากขึ้นและเปลี่ยนเศรษฐกิจเป็นแนวทุนนิยม แต่นั้นก็ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในโซเวียต ช่วงปี 1989 ประชาชนต้องต่อคิวยาวเพื่อหาซื้อของใช้จำเป็นในห้าง กอร์บาเชฟ ยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อ โดยพรรคคอมมิวนิสต์ เขาส่งทหารเข้าไปปราบปรามประชาชนในบอลติก อาเซอร์ไบจาน และจอร์เจีย
ทองคำสำรองของโซเวียต ลดลงจาก 2000 ตัน เหลือ 200 ตัน โดยถูกนำไปซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โซเวียตไม่เคยมีหนี้ต่างประเทศก่อนกอร์บาเชฟ เป็นประธานาธิบดี แต่หลังจากกอร์บาเชฟออกจากตำแหน่ง รัสเซียมีหนึ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านหรียญ  และต้องใช้เวลาอีกกว่า 15 ปีหลัง 1991 ในการชำระเงินก้อนนี้หมด
เขาพยายามไปชดเชยให้กับเหยื่อในยุคของสตาลิน ยุติสงครามเย็น รวมเยอรมันในปี 1990  
หลบหน้าสื่อตอนเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ปี 1986
กอร์บาเชฟ นั่งรถเลมูซีน  แล่นเรียบไปตามกำแพงเบอร์ลิน พร้อมด้วยกระเป๋าหลุยส์วิตอง ราคาสูงลิบลิ่วในหนังโฆษณา เขายังปรากฏตัวในโฆษณาแมคโดนัล พร้อมด้วยหลานสาว
เป็น 80 ปีของชายคนหนึ่ง ที่มีสีสัน หลากหลาย และบอกไม่ได้ว่าจะสรุปชายคนนี้ว่าอย่างไร นอกจากคุณจะหยิบเอาช่วงเวลาไหน ด้านใด ของชายคนนี้ขึ้นมามอง



Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann