Alexandr Kolchak


ตระกูลโคลแชค สืบเชื้อสายมาจากนายพล อิเลียส โคลแชค ปาช่า (Ilias Kolchak Pasha, Iliaş Colceag) นายทหารแห่งอาณาจักรออตโตมันในศตวรรษที่ 18 กองทหารของเขาเคยแพ้ให้กับทหารรัสเซีย จนตัวเขาถูกจับขังไว้ที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และได้รับการอภัยโทษโดยคำสั่งของจักรพรรดินีแอนนา เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1740 จากนั้นเขาย้ายมาอยู่ในโปแลนด์จนเสียชีวิตในปี 1743 ลูกชายของเขาโมฮัมเมต-เบย์ (Mohmet-bey) ย้ายมายังรัสเซียในปี 1794 สมัยของพระนางอลิซาเบธ  และเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

อเล็กซานเดอร์ โคลแชค (Александр Васильевич Колчак)
อเล็กซานเดอร์ โคลแชค เกิดในหมู่บ้านอเล็กซานดรอฟ (Aleksandrovskoye) ในเขตเมืองเซนต์ปีเดอร์เบิร์ก เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1874 
พ่อของเขา กัปตัน วาสิลี อิวาโนวิช โคลแชค (Vasily Ivanovich Kolchak,Василия Ивановича Колчак) เขาเป็นนายทหารเรือ หลังจากเกษียรตัวเอง ออกมาทำงานเป็นวิศวกรในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก
แม่ , โอลก้า (Olga IIinichny Kolchak,Ольги Ильиничны Колчак)
โคลแชค ประกอบพิธีแบบติช ในวันที่ 15 ธันวาคม ที่วิหารไตรนิตี(Trinity Chrurh, Kulich and Easter) เขาเรียนหนังสือที่บ้านในวัยเด็กก่อนที่จะเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ในปี 1885 แต่ว่าในสมัยเรียนนั้นเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง เขาเคยติด F ในวิชาภาษารัสเซีย เขาเรียนจบชั้น ม. 3 (จาก 8 ชั้น) ในปี 1888 ก่อนที่จะสมัครเข้าเรียนโรงเรียนนายเรือ
1894 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ ในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก โดยได้คะแนนดีเยี่ยมในการทดสอบ  
1898 ได้เลื่อนยศเป็นพันโท
1899 เข้าร่วมกับคณะเดินทางสำรวจมหาสมุทรอาร์คติด หนึ่งในทีมนั้นมีนักสำรวจชาวเยอรมัน คือ เอ็ดวาร์ด วอน ตอล์ล (Eduard von Toll) เส้นทางที่เขาสำรวจกัน เริ่มจากทะเลบอลติก ทะเลเหนือ และทะเลนอร์เวย์
1902 ตอล์ล และคณะผู้ร่วมเดินทางอีกสามคน ออกเดินทางสำรวจขั่วโลกเหนืออีกรอบ โดยเดินทางไปไกลกว่าจุดเดิม แต่ว่าพวกเขาหายไปเป็นเวลากว่าปีโดยไม่ได้ส่งข่าวกลับมา คอลแชค จึงได้ตั้งคณะสำรวจใหม่ เพื่อตามหาพวกเขา โดยคณะมี 17 คน และสุนัขอีก 160 คน ซึ่ง คอลแชค ได้ค้นพบสมุดบันทึกของคณะที่หายไปบนเกาะเบนเน็ต (Bennet Island)
1903 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่น ทำให้คอลแชคที่เพิ่งกลับจากการเดินทางการเดินทางสำรวจ โดยที่จะแต่งงานกับโซเฟีย (Софьей Омировой, Sophie Omirovoy) เมื่อทราบข่าวว่าเกิดสงครามขึ้นเขาจึงเดินทางไปยังไซบีเรีย มุ่งหน้าต่อไปที่เมืองท่าพอร์ตอาเธอร์ (Port Arthur) ซึ่งสงครามเริ่มต้นที่นั้น 
เขาประจำการบนเรือรบหลายลำแต่ภายหลังคอลแชคถูกทหารญี่ปุ่นจับและควบคุมตัวไปยังญีปุ่น เขาถูกขังอยู่ที่นางาซากิ เป็นเวลากว่า 4 เดือน 
1905 หลังสงครามสิ้นสุด เขาเดินทางกลับรัสเซียและได้รับเลื่อนยศเป็น กัปตัน (Captian, 2nd rank)  และได้รับดาบแห่งจอร์จ (Golden sword of George) เป็นรางวัลในความกล้าหาญ
การแพ้ต่อญี่ปุ่นทำให้เขาทุ่มเทให้กับการพัฒนาศักยภาพของกองทัพเรือรัสเซียอย่างมาก ทั้งพยายามของเงินจากสภาเพื่อมาใช้ต่อเรือ เขาสนับสนุนการต่อเรือทำลายน้ำแข็ง Taimyr, Vaygach ซึ่งเขาใช้มันในการสำรวจเส้นทางระหว่างวลาดิว๊อคสต๊อคและช่องแคบเบอร์ริ่ง
1909 เขาตีพิมพ์ผลงานการศึกษาเกี่ยวกับภูเขานำ้แข็ง ธารน้ำแข็ง (Лёд Карского и Сибирского морей , http://www.polarpost.ru/Library/Warehouse/Kolchak-led-karskogo-i-sibirskogo-morey.pdf)
หลังจากนั้นไม่กี่ปีเขาได้เข้าทำงานในกองเรือในทะเลบอลติค และได้รับเลื่อนยศเป็นกัปตัน อันดับหนึ่ง
ระหว่างสงครามโลก ครั้งที่  1
1916 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายพล  Admiral ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีน้อยอยู่ในตอนนั้น เขาได้ย้ายไปประจำการในทะเลดำแทน
1917 การฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ มีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาแทนระบบซาร์ นายพลคอลแชค เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนรัฐบาลในตอนนั้น เขายังคงทำหน้าที่อยู่ในทะเลดำ เพื่อป้องกันสถานะการณ์สับสนอลม่านในพื้นที่นั้น แต่ว่าสถานการณ์วุ่นวายในที่สุดเขาตัดสินใจลาออกจากกองทัพ เขาประณามรัฐบาลที่ไม่พยายามสนับสนุนกองทัพอย่างเพียงพอ แต่ว่าตอนนั้นคอลแชคเองเป็นคนหนึ่งที่คาดหมายว่าเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำรัสเซีย
สิงหาคม เขาได้รับเชิญจากกองทัพเรือสหรัฐ ทำให้เขาเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อหาความรู้จากความสำเร็จของกองทัพสหรัฐ เขาได้รับข้อเสนอให้เป็นพลเมืองถาวรระหว่าอยู่ที่ซานฟานซิสโก และโอกาสที่จะได้เรียนที่โรงเรียนนายเรือของสหรัฐ แต่ว่าเขาปฏิเสธข้อเสนอและเดือนทางกลับรัสเซีย โดยเส้นทางเดินทางกลับนั้นเขาต้องแวะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นเองเขาก็ได้ทราบว่าเกิดการปฏิวัติตุลาคม ในรัสเซีย ซึ่งพวกบอลเชวิคล้มรัฐบาลเฉพาะกาลลง
นายพลคอลแชค ไม่เห็นด้วยกับบอลเชวิคที่ทำสนธิสัญญา Brest-Litovsk กับเยอรมัน เพื่อที่รัสเซียจะได้ถอนตัวออกจากสงครามโลก เขาส่งหนังสือไปยังประเทศอังกฤษ และขอเข้ากองทัพอังกฤษ ซึ่งได้รับการตอบรับ อังกฤษสั่งให้เขาเดินทางไปประจำการที่ Mesopotamian Front ซึ่งเป็นจุดที่กองทัพรัสเซียและอังกฤษกำลังร่วมกันต่อสู้กับเติร์ก แต่ว่าระหว่างทางคอลแชค ตัดสินใจที่จะมุ่งไปที่แมนจูเรียแทน เขาได้เป็นกรรมการใน Chinese Eastern Railways  และพยายามรวบรวมกำลังทหารขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับบอลเชวิค แต่ว่าแนวคิดเขาไม่ประสบความสำเร็จ เขายกเลิกมันไปและเดินทางกลับรัสเซีย 
1918 ในเดือนกันยายน กลุ่มต่อต้านบอลเชวิคในรัสเซียได้มีการตั้ง Provisional All-Russian Government ขึ้นมา  นายพลคอลแชค ทราบข่าวจึงได้มุ่งหน้าสู่เมืองโอมส์ก(Omsk) ในเดือนตุลาคม ซึ่งเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของกลุ่มต่อต้านบอลเชวิค เขาได้รับแต่งตั้งให้เป้นรัฐมนตรีกลาโหมแและผู้บังคับบัญชากองทัพเรือ
4 มกราคม 1920 คำสั่งสุดท้ายของเขา มีไปยังนายพลแอนตัน (Anton Denikin) ก่อนที่ตัวเขาจะถูกจับระหว่างเดินโดยรถไฟ และ เขาถูกประหารโดยไม่มีการสอบสวนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1920 และศพของเขาเชื่อกันว่าถูกโยนลงในแม่นำ้ที่เป็นน้ำแข็ง

ชีวิตส่วนตัว เขามีลูกสามคนที่เกิดกับโซเฟีย แต่ว่าเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนเด็กสองคน โซเฟียอยู่ในเซวาสโตโพล จนกระทั้งปี 1919 เขาพาลูกชาย ชื่อ รอสติสลาฟ (Rostislav) เดินทางไปยังปารีส และไม่ได้กลับมารัสเซียอีกจนกระทั้งเสียชีวิตในปี 1956
โคลแชค มีความสัมพันธ์กับนักแต่งกลอน แอนน่า ทิมิร์โยว่า (Anna Timiryova) ตั้งแต่ปี 1915 โดยที่ทั้งคู่ต่างมีครอบครัวกันอยู่แล้ว แต่ภายหลังแอนนา หย่ากับสามี และเป็นเหมือนภรรยาอีกคนของโคลแชค ตอนที่เธอทราบข่าวว่าเขาถูกจับตัวนั้น เธอได้เดินทางไปเยี่ยมเขาที่เรือนจำด้วย แอนน่า ถูกจับและถูกเนรเทศหลายครั้งระหว่างปี 1920-1949 เธอเสียชีวิตในปี 1975


Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann