Alexei Kosykin


wikipedia.org


อเล็กซี โกไซกิ้น (Алексей Николаевич Косыгин)
รัฐบุรุษ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโซเวียตยาวนานที่สุดถึง 16 ปี

เกิดในครอบครัวของชั้นแรงงานในเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 1904 เขาเป็นลูกคนที่สามของครอบครัว พ่อเขาชื่อนิโคไล (Nikolai Ilyich Kosygin) และแม่ชื่อ มาตรอน (Matron Alexandrovna)
1919  เข้าร่วมกับกองทัพแดง แต่ว่าสมัครเข้าในตำแหน่งทหารพัฒนา หน่วยการก่อสร้าง จีงไม่ได้ร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวกับความวุ่นวายช่วงสงครามกลางเมือง ตัวเขานั้นถูกส่งไปทำงานในเมืองเมอร์แมนส์ก (Murmansk) ทางตอนเหนือ
1921 กลับมายังเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และเข้าเรียนที่วิทยาลัยการสหกรณ์ (Cooperative College of Petrograd) เขาเรียนจบในปี 1924
1924 ถูกส่งไปทำงานยังไซบีเรีย โนโวซิเบิร์ก ทำงานในสหกรณ์แห่งหนึ่ง(NOvosibirsk Regional Union of Consumer Cooperative)ที่ทำหน้าที่ในการผลิตอาหาร นอกจากนั้นเขายังเขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์ด้วย 
1926 เขาได้เป็นบอร์ดบริหารในสหกรณ์ที่ทำงานอยู่ และระหว่างอยู่ในไซบีเรียนี้เองที่เขาได้รัูจักกับภรรยาของเขา คลาฟดิย่า (Klavdiya ,Клавдии Андреевне Кривошеиной) เธอมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี
1927 โคไซกิ้น แต่งงานกับภรรยา และในปีนี้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์  ต่อมาในปี 1928 คลาฟดิย่าให้กำเนิดลูกสาวของทั้งคู่
1928 ลูกสาวของโคไซกิ้น ชื่อว่า  ลุดมิล่า อเล็กซีฟน่า(Lyudmila, Людмила Алексеевна )
1930 เดินทางกลับมายังเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เขาเริ่มทำงานเป็ฯแรงงาน และก็สมัครเข้าเรียนที่สถาบันสิ่งทอ 
1935 เรียนจบการศึกษา ด้านวิศวะกรรม
1937 ได้เป็นผู้อำนวยการของโรงงานทอผ้า
1938 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าในแผนกอุตสาหกรรมและการขนส่ง ของคณะกรรมการคอมมิวนิสต์เลนินกราด (Leningrad City Executive Committee, Industrail and Transport department) และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานในคณะกรรมการคอมมิวนิสต์แห่งเลนินกราดนี้ในปีเดียวกัน เขาอยู่ในตำแหน่งจนปี 1939
1939 ในการประชุมสภาครองเกรส ครังที่ 18 โคไซกิ้นได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ (Central Committer) และปีเดียวกันนี้ยังได้ตำแหน่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการอุตสาหรกรรมและสิ่งทอ(People Commissar for Textile and Industry) 
1940 โคไซกิ้น ได้รับตำแหน่งรองประธานในสภาคณะกรรมการประชาชน (Council of People's Commissars) และได้รับเลือกให้เป็นประธานขององค์กรในปี 1943
1941 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง โคไซกิ้นได้รับเลือกให้เป็นประธานในสภาการอพยพ (Council for the Evacuation) ซึ่งมีหน้าที่ในการย้ายโรงงานและอุตสาหกรรม เพื่อหลีหนีการโจมตี ซึ่งเป็นงานที่ยากมาก ตอนนั้นโรงงานผลิตเหล็กและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นถูกย้ายไปตั้งในแถบเทือกเขายูราล ซึ่งตอนนั้นมีการสร้างเส้นทางเพื่อหลบหนีและลำเลียงสิ่งของออกจากเลนินกราดที่ถูกล้อมเอาไว้ ผ่านทะเลสาบลาโดก้า (Ladoga) ซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง โคไซกิ้น เรียกเส้นทางนี้ว่าถนนแห่งชีวิต (Road for Life) ซึ่งต่อมา เอาได้รับเหรียญตรา Order of the Read Banner จากการสร้างถนนแห่งชีวิตนี้ เขาบอกว่ามันเป็นเหรียญที่ทรงเกียรติสำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับ
โคไซกิ้นได้รับเลือกเป็นผู้มีสิทธิได้รับตำแหน่งในโพลิตบุโร ตั้งแต่ปี 1946 จนถึง 1949
1948 ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ว่าต่อมาเขาต้องประสบปัญหาจากการถูกตั้งข้อหาอย่างรุนแรง ในการกรณี  Leningrad Case ซึ่งมีการกล่าวหาบุคคลระดับสูงหลายคน ภายหลังสงครามโลกว่าเป็นพวกที่พยายามต่อต้านโซเวียต และใช้เงินทุนจากรัฐบาลเพื่อไปสนับสนุนการทำธุรกิจในเลนินกราด เชื่อกันว่า Leningrad Case นี้เป็นความริเริ่มของสตาลินในการขจัดคู่แข่งทางการเมือง โคไซกิ้้น แม้ว่าภายหลังจะรอดพ้นจากการพิจารณาคดีมาได้ โดยถูกกล่าวหาว่ายักยอกทองคำและของมีค่า แต่เขาก็สูญเสียตำแหน่งสำคัญไป ตัวเขานั้นเตรียมตัวตายจนถึงกับบอกลากับครอบครัวแล้ว แต่ก็เชื่อกันอีกว่าสตาลินยอมรับในการทุ่มเททำงานหนักของเขา และเห็นว่าโคไซกิ้นไม่ใช่คนที่ไม่ภักดีต่อเขา จึงทำให้โคไซกิ้นรอดจากคดีนี้มาได้
ภายหลังการเสียชีวิตของสตาลิน ในมีนาคม 1953 โคไซกิ้นได้กลับมารับตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้ง โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมอาหาร (light industry and food industry minister) ในเดือนมีนาคม และพอเดือนสิงหาคมก็ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อผู้บริโภค (consumer goods industry minister) ธันวาคม ก็ได้รับตำแหน่งประธาสภารัฐมนตรี  (President of Council of Ministers) เขาเป็นคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้เพราะมันถูกตั้งขึ้นมาใหม่ และยังได้รับตำแห่งประธานสภาอุตสาหกรรมอาหาร (President of the Bureau of Industry food and Consumer Industry)
1955 กุมภาพันธ์ เขาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรมอาหาร โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกในสภาเปรสซิเดียม (The Presidium of the USSAR Council of Miniters) ต่อมาในเดือนสิงหาคม จึงได้รับตำแหน่งรองประธานสภาเปรสซิเดียม
1957 ได้เป็นสมาชิกในสภากลาโหม และด้วยการสนับสนุนจากนิกิต้า ครุสเชฟ ทำให้เขาได้รับเสนอชื่อเป็นตัวเก็งที่จะได้รับตำแหน่งในสภาเปรสซิเดียมของคณะกรรมการพรรคคอมิมิวนิสต์ (Presidium of the CPSU Central Commitee)
1959 เขาได้รับตำแหน่งประธานในการจัดทำแผนเศรษฐกิจ (Gosplan)
1960 พฤษภาคม ได้เป็นสมาชิกของสภาเปรสซิเดียมคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ (Presidum of the CPSU Central Commitee) อย่างเต็มตัว c]tได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วย อันดับหนึ่ง ของครุสเซฟ ซึ่งในตำแหน่งนี้ โคไซกิ้น เดินทางไปต่างประเทศบ่อย เพื่อโปรโมทการค้า เมษายน ได้รับเลือกเป็นให้สมาชิกของสภาเปรสซิเดียมแห่งสหภาพโซเวียต (Presidium of the USSA Council of Ministers)
หลังวิกฤติมิสไซด์กับสหรัฐในปี 1962 โคไซกิ้น มีบทบาทในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐ
1964 โคไซกิ้น สนับสนุนกลุ่มที่ต้องการปลดครุสเชฟออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นทำให้เขาได้รับรางวัล Hero of Socialist Labor 
ตุลาคม เขาได้รับรับตำแหน่งประธานสภารัฐมนตรี (Chair of the Council of Ministers) หรือเท่ากับว่าเขาเป็นนายกรัฐมนตรีของโซเวียต เขาดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย จาก ตุลาคม 1964 ถึง ตุลาคม 1980 ภายใต้การบริหารของโคไซกิ้น เขาสนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ให้ความเป็ฯอิสระกับโรงงานมากขึ้นโดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มผลผลิต ทว่าภายหลังก็มองกันว่าการปฏิรูปของโคไซกิ้นนั้นไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ
1966-1970 ช่วงแผนเศรษฐกิจ Five-Year Plan ฉบับที่ 8  เป้าหมายของแผนนี้คือการเร่งการผลิตและส่งออกข้าว แผนนี้เป็นแผนเศรษฐกิจที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดของโซเวียต
1967 ภรรยาของเขา เสียชีวิตในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 1967
1969 เกิดสงครามระหว่างโซเวียต กับประเทศจีน ในปัญหาพรหมแดน และการอ้างสิทธิเหนือเกาะดาแมนสกี (Damanski Island, Остров Даманский) เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในแม่น้ำอุสสุริ (Ussuri river) ทางจีนเรียนกว่าเกาะเซนเบ๋า (Zhenbao island,珍宝岛) โดยฝ่ายจีนส่งกำลังทหารเข้ามายังเกาะดาแมนสกีในวันที่ 2 พฤษภาคม ทำให้การ์ดของโซเวียตเสียชีวิตไป  58 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก สงครามดำเนินไปกว่าเจ็ดเดือน และไม่สามารถเจรจาตกลงใดๆ กันได้ นั้นทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศถูกแช่แข็ง โคไซกิ้น บอกว่าจีนเป็นพวกเผด็จการทหาร และต้องการจะยึดเวียดนาม
1971-1975 แผนเศรษฐกิจ ห้าปี ฉบับที่ 9 แผนนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะความขัดแย้งในการแย่งชิงอำนาจผู้นำในโซเวียตเอง มันถูกเลื่อนออกไปโดยเบรสเนฟ
1976-1981 แผ่นเศรษฐกิจ ห้าปี ฉบับที่ 10 โคไซกิ้นเองนั้นต้องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าสำหรับการบริโภค แต่ว่าเบรสเนฟ สนใจในการพัฒนาและทุมเทด้านการทหาร
1974 ได้รับรางวัล Hero of Socialist Labor อีกครั้ง
1979 โคไซกิ้น เป็นสมาชิกโพลิตบุโร คนเดียวของโซเวียตที่ไม่สนับสนุนการส่งทหารเข้าไปยังอัฟกานิสถาน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับเบรสเนฟ ไม่ค่อยดี
1980 ตุลาคม ลาออกจากตำแหน่งในโพลิตบุโล และสภารัฐมนตรี ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ แต่ตอนที่อยู่โรงพยาบาลยังมีคนบอกว่าเขายังคงยุ่งกับการทำแผนเศรษฐกิจฉบับใหม่อยู่ ทำให้หลายคนเชื่อว่าเขาถูกบังคับให้ลาออก
อเล็กซี โคไซกิ้น เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาบ ในวันที่ 18 ธันวาคม 1980 มีการประกอบพิธีศพ ที่จตุรัสแดงในวันที่ 24 ธันวาคม


Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann