Dmitry Karbyshev


rusk.ru

ดมิทรี การ์บูเชฟ (Дмитрий Михайлович Карбышев)
       นายพลแห่งกองทัพแดง ฮีโร่แห่งสหภาพโซเวียต  ผู้เสียชีวิตในค่ายกักกันของนาซี

เกิดในเมืองโอมส์ก (Omsk) ตอนใต้ของไซบีเรีย ในครอบครัวของนายหทาร พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่มีอายุได้เพียงสิบปี 
หลังจากพ่อเสียชีวิตทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาทางการเงินมาก แต่ว่าการ์บูเชฟ มุมานะอย่างมากจนสามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร (Siberian Carder corp.)ในไซบีเรียได้ เขาเรียนจบจากที่นี่ในปี 1898
1898 เขาได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวิศวกรรมและการทหารนิโคลัส แห่งเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ( St.Petersburg Nikolaevskoe School of Military Engineering )
1890 เขาเรียนจบออกมาโดยเป็นที่หนึ่งในชั้นเรียน จากนั้นได้สมัครเข้าประจำการในหน่วยทหารขุดอุโมงในไซบีเรียตะวันออก (East Siberian Sapper Battalion) ซึ่งอยู่ในแมนจูเรีย
1904 เข้าร่วมในสงครามรัสเซีย ญี่ปุ่น (1904-1905) เขารับหน้าที่ในการติดตั้งอุปกรณ์สื่อสาร ส่งสัญญาณ สำรวจเส้นทางการโจมตี และการก่อสร้างสะพาน เขาร่วมรบในสมรภูมิมุกเดน (Battle of Mukden) ซึ่งเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่น ระหว่าง 20 กุมภาพันธ์ - 10 มีนาคม 1905 หลังจากสงครามทำให้เขาได้รับเลื่อนยศเป็นนายพัน (Lieutenant) และได้รับเหรียญกล้าหาญหลายรางวัล
หน้าที่ภายหลังสงคราม ถูกใช้ให้ทำงานเป็นฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อภายในกองทัพ เขาทำงานอยู่ในเมืองวลาดิว็อสต็อก
1907 ได้มีการก่อตั้งกองทหารหน่วย Vladivostok Adscript Sapper Battalion  ทำให้การ์บูเชฟ ซึ่งมีประสบการณ์ถูกเรียกเข้าไปทำงานอีกครั้ง
1911 เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยวิศวกรรมและการทหารนิโคลัส แห่งเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก โดยมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม
เขาได้รับหน้าที่ได้บัญชาการในป้อมค่ายเซวาสโตโพล (Sevastopol Fortress) และดูแลบริษัทของกองทัพในการดำเนินกิจการเหมืองแร่ ในไครเมีย หลังจากนั้นได้ถูกส่งไปบริเวณพรหมแดนระหว่างเบลารุส-โปแลนด์  เพื่อสร้างค่ายทหารแห่งใหม่ชื่อ Brest Fortress

ช่วงสงครามโลก ครั้งที่  1 เขารบอยู่ในสงครามภายใต้การบังคัญบัญชาของนายพลบรุซิลอฟ (Gen Brusilov) กองกำลังทีี่ 8 ในสมรภูมิตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ในแถบเทือกเขาคาร์ปาเทีย นอกจากนั้นยังได้ย้ายไปทำงานในหน่วยอื่นๆ เช่น อยู่ในแผนกวิศวะกรรมในหน่วยทหารบกที่  78  และ 69 และอยู่ในหน่วยปืนไรเฟ้ิล 22 ด้านฟินแลนด์
1915 ตอนนี้เขาย้ายมาอยู่ที่ค่ายเพอร์ซีมุส์ล ( Przemysl Fortress) ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของโปแลนด์ เขาได้รัับบาดเจ็บที่ขาระหว่างการรบบริเวณนี้ด้วย ต่อมาวีรกรรมของเขาทำให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพลโท และได้รับเหรียญ Order of St. Anne พร้อมกระบี่
1916 ร่วมในปฏิบัติการ Brusilov's offensive มันเป็นปฏิบัติการทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในสงครามโลก ครั้งที่ 1 เพื่อต่อต้านจักรวรรติออสเตรีย-ฮังการี
1917 การปฏิวัตเดือนกุมภาพันธ์ ในรัสเซีย ทำให้จักรวรรดิรัสเซียล่มสลายไป การ์บูเชฟ จึงได้เข้าร่วมกับกองทัพแดง ในเดือนธันวาคม เขาประจำการอยู่ที่โมฮีลิฟ-โปดินสกี ( Mohyliv-Podilskyi) เมืองในยูเครน ใกล้กับมอลเดเวีย เขาทำงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเข้าไปก่อสร้างสาธารณูปโภคทางทหาร
1920 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวิศวกรในกองทหารตะวันออก ที่ 5 (Fifth Easern Front Army) และยังเป็นผู้ช่วยหัวหน้าวิศวกรในกองกำลังทิศใต้ได้ เขามีส่วนในการรบในปฏิบัติการ Perekop-Chongar operation ซึ่งกองทัพแดงพยายามยึดไครเมีย เขาได้รับรางวัลเป็นนาฬิกาทองคำสลักชื่อตัวเองหลังการรบครั้งนี้
1921 ได้เป็นประธานคณะกรรมการวิศวะกรรมแห่งไครเมีย สังกัดกองทัพแดง (Chairman of the Engineering Committee of Red Army)
1926 ได้เป็นอาจารย์สอนในสถาบันฟรุนซ์ (Mikhail Frunze Military Academy) 
1934 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า แผนกย่อย (Military Engineeing Sub Department) ในสถาบัน General Staff Military Academy ซึ่ต่อมาได้เป็นหัวหน้า ของแผนกย่อยด้านยุทธศาสตร์ (Higher Formation Tactics Sub Department)
1938 ตัวเขาเองนั้นก็ได้เรียนจบจากสถาบัน General Staff Military Academy นี้ด้วย และมีถัดมาได้รับตำแหน่ง ศาสตร์จารย์
การ์บูเชฟ พิมพ์ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์การทหารกว่า 100 เรื่อง เขามีความเชี่ยวชาญพิเศษในเรื่องการออกแบบและการทำลายเครื่องกีดขวางการทหาร การข้ามลำน้ำ การออกแบบกลยุทธ์สำหรับทหารด้านวิศวกรรม
1939 มีส่วนร่วมในสงครามฤดูหนาว (Winter War 1939-1940) ระหว่างโซเวียต และฟินแลนด์
1940 ได้รับตำแหน่งพลโท ทางด้านวิศวกรรม
1941 จบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์การทหาร Doctor of Military Sciences จาก General Staff Military Academy
มิถุนายน ถูกย้ายไปยังกองกำลังพิเศษ ด้านตะวันตก (Western Special Military District) ตอนนั้นทหารเยอรมันซึ่งบุกโซเวียต เกือบจับตัวการ์บูเชฟได้ ในกองบัญชาการที่ 3 ใน กรอดโน่ (Grodno , เบลารุส) ทำให้เขาย้ายไปอยู่ในกองบัญชาการ ที่ 10 แทน
แต่ว่าในวันที่ 27 กรกฏาคม ฐานบัญชาการถูกเยอรมันล้อมเอาไว้ การ์บุเชฟ พยายามฝ่าวงล้อมออกมา แต่ว่าการปะทะบริเวณริมฝั่งแม่น้ำดนิเปอร์ (Dnepr river) ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ และถูกนาซีจับตัวเป็นนักโทษ
พวกนาซี ส่งเขาไปยังค่ายกักกัน หลายแห่ง ทั้ง แฮมเมลเบิร์ก (Hammelburg), ฟลอเซนเบิร์ก (Flossenburg) ,มัจดาเนก(Majdanek) , ออสช์วิตซ (Auschwitz) , ซาชเซนฮัสเซน (Sachsenhausen) และ มอธอซ์ (Mauthause) พยายามเสนอให้เขาหักหลังโซเวียต แต่ว่าไม่สำเร็จ นอกจากนั้น การ์บูเชฟ ยังกลายเป็นผู้นำเชลยภายในค่ายกักกันให้ต่อต้านพวกนาซี
1945 ในค่ายกักกันมอธอซ์ 17 กุมภาพันธ์ 1945 การ์บูเชฟ ถูกทรมาน โดยการใช้น้ำเย็นราด พร้อมกับนักโทษคนอื่นอีกกว่า 500 คน และทิ้งพวกเขาให้เผชิญอากาศหนาวจนเสียชีวิตเพราะความหนาว
1946 16 สิงหาคม 1946 โซเวียต มอบรางวัล Hero of the Soviet Union, Order of The Red Banner , Order of the Red Star ให้กลับเขา เพื่อไว้อาลัยและเป็นเกียรติ
ภายหลังสงครามโลก มีการสร้างอนุสาวรีย์หินอ่อน รูปของการ์บูเชฟ ที่ค่ายกักกันมอธอซ์
1972 มีการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อย ที่ค้นพบโดยนักดาราศาสตร์โซเวียต ว่า 1959 Karbyshev นักดาราศาสตร์ผู้คนพบ ชื่อ ลุดมิล่า ชูราฟเลียว่า (Lyudmila Zhravlyova)

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann