Anatoly Lunacharsky




wikipedia.org
อนาโตลี ลุนาชาร์สกี (Анатолий Васильевич Луначарский)
นักการเมือง นักเขียน นักประวัติศาสตร์ แห่งบอลเชวิค

เกิดในเมืองโปลตาว่า ยูเครน ในยุคที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย วันที่ 23 พฤศจิกายน 1875 เขาเป็นลูก ของอเล็กซานเดอร์ แอนโตนอฟ (Alexander Antonov) กับ อเล็กซานดร้า ลุนาชาร์สกาย่า (Alexandra Lunacharskaya)
แต่ว่าเขานั้นเกิดมาอย่างผิดกฏหมาย เพราะว่าแม่ของเขาตอนที่ให้กำเนิดเขานั้น เธอแต่งงานมีสามีอยู่แล้ว ชื่อวาสิลี ลุนาชาร์สกี (Vasily Lunacharsky)
เขาเริ่มสนใจในแนวคิดแบบมาร์ซิส เมื่ออายุเพียง 15 ปี เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนในเคียฟ ก่อนที่ในปี 1895 จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซูริค ในเยอรมัน โดยเขาเรียนทางด้านปรัญชาและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และในปีนี้เช่นเดียวกัน เขาได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค RSDLP (Russian Social Democratic Labour Party) 
1898 เขาเดินทางกลับรัสเซีย โดยที่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาจาก ม.ซูริค ทั้งนี้เพราะต้องการเข้าร่วมในการกิจกรรมของพรรคและเป้าหมายเพื่อการปฏิวัติ
1899 ถูกจับและถูกเนรเทศไปโปลตาว่า
1900 ถูกจับอีกครั้งในเคียฟ และติดคุกอยู่หนึ่งเดือน ก่อนจะถูกเนรเทศ ไปคาลุก้า (Kaluga) และต่อไปที่โวลอกด้า (Vologda) สุดท้ายที่ต็อตม่า (Totma)
1903 เมื่อพรรค RSDLP แตกเป็นสองฝ่าย บอลเชวิค นำโดยเลนิน และ เมนเชวิค โดยจูเรียส มาร์ตอฟ (Julius Martov) ลุนาซาร์สกี เลือกที่จะสนับสนุนเลนิน แต่ว่าต่อมา แนวคิดของเลนิน และลุนาชาร์สกี ก็ขัดแย้งกันเอง เลนินนั้นสนับสนุนให้มนุษย์พึ่งพาตัวเอง ในขณะที่ลุนาชาร์สกี พยายามที่จะสร้างพระเจ้าขึ้นมาใหม่ โดยให้สังคมนิยม และอ้างว่าสังคมนิยมคือดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงต้องการให้เกิดขึ้นบนโลก
1908 ความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนเลนิน กับผู้สนับสนุน อเล็กซานเดอร์ บ็อกดานอฟ (Alexander Bogdanov) ซึ่งเป็นพี่เขยของลุนาซาร์สกี (เขาแต่งงานกับน้องสาวของบ็อกดานอฟ) ทำให้เขาเลือกที่จะเข้าข้างบ็อกดานอฟ มากกว่าเลนิน  เขายังไม่สนับสนุนแนวคิดแบบรุนแรงสุดขั่วแบบเลนินอีกด้วย
1909 ลุนาซาร์สกี และบ็อกดานอฟ  ก่อตั้งกลุ่ม วีเปอร์ยอด  (Вперёд,Forward )ซึ่งมีแม็กซิม กอร์กี (Maxim Gorky) ร่วมด้วย พวกเข้าใช้บ้านพรรคของกอร์กี บนเกาะแคปริ (Capri) ในการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเผยแพร่แนวคิดสังคมนิยมขึ้นมา
1910 โรงเรียนย้ายมาอยู่ที่โบล็อกน่า (Bologna) โดยลุนาซาร์สกี , มิคาอิล โปรคอฟสกี (Mikhail Pokrovsky) และผู้สนับสนุนอีกจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นครูสอน พวกเขาทำหน้าที่สอนจนกระทั้งปี 1911
1913 เขาย้ายไปยังปารีส
1914 เมื่อสงครามโลก เกิดขึ้น ลุนาซาร์สกี กลับเลือกที่จะเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านสงคราม
1915 เขา ร่วมกัน ปาเวล เลเบเดฟ-โปลียานสกี (Pavel Lebedev-Polyansky) ทำหนังสือพิมพ์ Vperyod
1917 ภายหลังการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ เขาเดินทางกลับรัสเซีย  ในทำนองเดียวกันกับนักเคลื่อนไหวสังคมนิยมในเวลานั้น เขาทิ้งครอบครัวในสวิสเซอร์แลนด์ไว้ข้างหลัง และเข้าร่วมกับบอลเชวิคอีกครั้ง และหลังการปฏิวัติตุลาคม ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีด้านการศึกษา (commissar of Education Enlightenment) ในรัฐบาลแรกของรัสเซีย เขาอยู่ในตำแหน่งนี้ จนกระทั้งปี 1929
ระหว่างอยู่ในตำแหน่ง เขาพยายามอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติไว้อย่างเต็มที และต้องขัดแย้งกับบอลเชวิคหลายครั้ง จนบางครั้งก็คิดที่จะลาออกจากตำแหน่ง เช่น การที่บอลเชวิคต้องการจะท้ิงระเบิดพระราชวังเครมลินระหว่างการปฏิวัติ และบอลเชวิคยังต้องการทำลายงานศิลปะที่โด่งดังจากศิลปินต่างชาติและรัสเซียเอง โดยอ้างว่าเพื่อบูชาโครงสร้างสังคมใหม่ แต่ว่าก็มีรายงานว่าเขามีส่วนทำลายอนุสาวรีย์หลายแห่ง เพื่อจะเอาผลงานที่เกี่ยวกับสังคมนิยมมาแทนที่
ลุนาซาร์สกี ร่วมกับกอร์กี ช่วยกันผลักดันให้มีการสร้างโรงละครบอยชอย ในปี 1919 , เขายังมีความคิดที่จะสนับสนุนให้มีการใช้ตัวอักษรแบบลาตินแทนตัวไคริลลิค ที่ใช้กันอยู่ด้วย, เขารู้จักกับนักเขียนคนสำคัญของโลกหลายท่ายอย่าง Bernard Shaw, Romain Rolland, Bertolt Brecht
1922 เขาพบกับภรรยาคนที่สอง ซึ่งมีอายุห่างกันถึง 25 ปี ชื่อ นาตาลย่า โรเซเนล (Natalya Rozenel) ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยอันคือ อิริน่า (Irina)
1929 เมื่อสตาลินได้ครองอำนาจ ลุนาชาร์สกี ก็สูญเสียอำนาจทุกอย่างไป เพราะเขาถูกมองว่าเป็นพวกเสรีนิยม มากเกินไป ไม่เหมาะกับตำแหน่งด้านการศึกษา เขาย้ายไปทำงานใหม่เป็นบรรณาธิการของสาราณุกรมวรรณกรรม ซึ่งตีพิมพ์ออกมาระว่าง 1929-1939
1930-1932 เขาเป็นตัวแทนของโซเวียตเขาร่วมประชุมองค์การสันนิบาตชาติ  (League of Nations) เรื่องการควบคุมอาวุธ
1933 ได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศสเปน แต่ว่าเขาเสียชีวิตในวันที่ 26 ธันวาคม 1933 ในฝรั่งเศส ระหว่างเดินทางไปสเปน
ศพของเขาถูกประกอบพิธีข้างกำแพงเครมลิน ตำแหน่งเนโครโปลิส (Kremlin Wall Necropolis) ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดในยุคนั้น

ชื่อของเขาหายไปจากโซเวียตอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยส่วนหนึ่งเป็เพราะผลงานของลูกสาวเขา อลิน่า (Irina Lunacharsky) ทำให้เขาได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ปกป้องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในยุคโซเวียต
ลุนาชาร์สกี มีความสามารถในการพูดได้ถึง 8 ภาษา มี 2 ภาษาที่ตายไปแล้ว

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann