Konstantin Rokossovsky


ru.wikipedia.org

คอนสแตนติน คอนสแตนติโนวิช โรคอสสอฟสกี(Константин Константинович Рокоссовский)
จอมพลแห่งสหภาพโซเวียต และรัฐมนตรีกลาโหมแห่งโปแลนด์

บิดาของเขาเป็นชาวโปแลนด์ เป็นช่างในการทำรางารถไฟ แม่ของเขาเป็นครูในโรงเรียนของรัสเซีย
โตตอสสอฟสกี เกิดในวอร์ซอ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม  1896 ในตอนนั้นวอร์ซอ และโปแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย พ่อของเขาต้องไปดูแลงานก่อสร้างทางรถไฟในเมืองนั้น และบรรพบุรุษฝ่ายพ่อก็เป็นชนชั้นสูงในสังคมโปแลนด์มานาน ส่วนใหญ่แล้วจะรับราชการเป็นทหารม้า แต่ว่าเมื่อถึงยุคพ่อของเขาแล้วนั้น ครอบครัวไม่ได้มีฐานะในสังคมสูงอีก
พ่อของเขาชื่อ คซาเวรี โรคอสสอฟสกี (Ksawery Wojciech Rokossowski, Ксаверий Юзеф Рокоссовский ,1853—1902) 
ส่วนแม่นั้นมีเชื้อสายเบลารุส ชื่อ แอนโตนีน่า (แอนโตนีด้า) โอฟยานีโกว่า (Antonina(Atonida) Ovsyannikov, Антонина (Атонида) Овсянникова, n.a-1911) เธอเป็นครู และมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในเมืองเตเรฮานี (Telehany) เบลารุส
ตอนยังเล็ก โคคอสสอฟสกี ถูกส่งให้เรียนหนังสือที่โรงเรียนเทคนิค แต่ว่าในปี 1902 พ่อของเขามาเสียชีวิต ทำให้เขาต้องออกมาทำงานรับจ้าง
1909  เขาทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างอยู่กับสามีของป้า ชื่อ สตีเฟน (Stephen Vysotsky) ป้าของเขาชื่อว่าโซเฟีย (Sophai) อยู่ในวอร์ซอร์
1911 เมื่อแม่ของเขาเสียชีวิต ทำให้เขาและน้องสาวต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า  โรคอสสอฟสกี สอนตัวเองให้อ่านหนังสือทั้งภาษารัสเซียและโปแลน์
1914 เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 ในเดือนสิงหาคม เขามีอายุเพียง 18 ปี ได้สมัครเข้าเป็นทหารกับกองทัพรัสเซีย ซึ่งมีแผนเคลื่อนกำลังผ่านโปแลนด์ไปยังตะวันตก  จากความสามารถในการรบของเขา ทำให้เขาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพ ซึ่งที่ผ่านมาเขาได้เรียนรู้การบังคับม้า การยิงปืน และการใช้ดาบ วันที่ 8 สิงหาคม เขาได้รับเหรียญตรา the George Cross ชั้นที่ 4 เขาได้รับยศ สิบอากาศโท (corporal) ในกองทัพ
1917 เมื่อเกิดการปฏิวัติในรัสเซีย โรคอสสอฟสกี เข้าร่วมกับกองทัพแดงและพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในรัสเซียหลายปีนั้นเขาได้รับหน้าที่ในการควบคุมกำลังทหารม้าของตัวเอง เขาเข้าต่อสู้กับกองทัพขาวอย่างกล้าหาญ ทหารของเขาร่วมในเหตุการณ์รบที่มีชัยชนะเหนือทหารของนายพลโกลแชค (Alexandr Kolchak) ที่เมืองโอมส์ก ในไซบีเรีย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน  1919 ด้วย ทำให้เขาได้รับเหรียญ Order of the Red Banner ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดของทหารรัสเซีย
1921 เขาบังคัญกองทหารม้า หน่วยที่ 35 (35th independent cavalry regiment ) ประจำอยู่ในเมืองเออร์กุตส์ก ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุน Damdin Sukhabaatar ในการก่อตั้งประเทศมองโกเลีย (Mongolian People's Republic) จนมองโกเลียกลายเป็นประเทศเอกราชในปี 1924
1923 โรกอสสอฟสกี แต่งงานกับจูเลีย บาร์มิน่า (Julia Prtrovna Barmina,Юлии Петровне Барминой) ในวันที่ 30 เมษายน  ต่อมา ลูกสาวของทั้งคู่ มาในปี 1925 ชื่อว่า เอเรียดน่า (Ariadna, Ариадна)
1924 กันยายน เขาสมัครเข้าเรียนต่อ ที่โรงเรียนทหารม้าระดับสูง()Higher Cavalry Commander School) เขาเรียนจบในเดือนสิงหาคม 1925 จากนั้นเขาได้รับคำเชิญจากมองโกเลีย ให้ไปเป็นครูฝึกในกองทัพมองโกล ซึ่งเขาตอบตกลง และไปทำงานอยู่ในกองทหารมองโกลตั้งแต่ปี 1926 ถึง 1928
1929 มกราคม เขาเรียนต่อที่สถาบันฟรุนซ์ (Frunze Academy) , เขาเข้าทำงานกับกองทัพแดงในภูมิภาคตะวันออก (Special Red Banner Eastern Army) ภายใต้การควบคุมของนายพลวาสิลี (Vasily Blucher) และได้เข้าร่วมรบในสงครามรางรถไฟระหว่างรัสเซียและจีน  (Russo-Chinese Eastern Railroad War, 1929-1930) เป็นความขัดแย้งและสงครามเล็กๆ เมื่อจีนพยายามจะยึดทางรถไฟในมองโกเลีย ทำให้รัสเซียต้องเข้ามาแทรกแซง และใช้การบริหารทางรถไฟร่วมกันเพื่อยุติสงคราม
1930 ช่วงต้นปี โรกอสสอฟสกี ได้ดูแลกองทหารม้าที่ 7 แห่งซามาร่า (7th Samara Cavalry Division)
1937 สิงหาคม เขาถูกจับ ในข้อหาเป็นสายลับให้กับญี่ปุ่นและโปแลนด์ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองของสตาลิน ที่เรียกว่าเป็น Great Purge ซึ่งการที่เขาถูกตั้งข้อหา อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเองไม่เป็นที่ชื่นชอบของจอมพล ตุคาเชฟสกี (Marshal Tukhachevsky) เพราะว่าโรกอสสอฟสกี นำยุทธวิถีใหม่ๆ มาปรับใช้กับการฝึกกองทัพ ในขณะที่จอมพล ตุคาเชฟสกี ยังคงชอบกลยุทธ์แบบเดิมๆ 
โรคอสสอฟสกี ถูกขังไว้ในคุกเครสตี้  (Kresty, The Crosses) อันโด่งดังในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เป็นเวลานาน 3 ปี ระหว่างอยู่ในเรือนจำเขาถูกทรมานอย่างหนัก ฟันหักไป 9 ซี่ และนิ้วหัวแม่มือถูกทุบด้วยฆ้อน แต่เขาก็ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 
1940 โรกอสสอฟสกี ได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 22 มีนาคม 1940 และหลังจากได้พบกับสตาลิน และเซเมียน ทิโมเชนโก้ (Semyon Timonshenko) รัฐมนตรีกลาโหม ของโซเวียต ทำให้เขาได้กลับเข้าเป็นทหารอีกครั้งหนึ่ง โดยได้รับหน้าที่ดูแลทหารม้า ที่ 5 ติดยศ พันเอก
ตอนนั้นโซเวียตเพิ่งจบสงครามฤดูหนาวกับฟินแลนด์มา (Winter war, 30 พฤศจิกายน 1939- 13 มีนาคม 1940) ทำให้เล็งเห็นว่าจำเป็นต้องใช้นายทหารที่มีฝีมือเพื่อปรับปรุงกองทัพ
มิถุนายน ทหารม้า ที่ 5 ของโรกอสสอฟสกี สามารถยึดดินแดน เบสสาราเบีย (Bessarabia) โดยขับไล่ทหารโรมาเนียออกไปได้ ดินแดนดังกล่าวประกาศเอกราชจากโซเวียตไปในปี 1918 ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1 สิ้นสุด และตั้งเป็นประเทศมอลดาเวีย (Moldavian) ก่อนที่โซเวียตจะยึดคืนกลับมาจากโรมาเนียซึ่งส่งทหารมาครอบครองนาน 3 เดือน หลังสหภาพโซเวียตสลายไปใน ปี 1991 จึงตั้งเป็นประเทศมอลดาเวียใหม่

1941 เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 โรคอสสอฟสกี บังคับทหารยานยนต์หน่วยที่ 9 (9th Mechanized Corps) ซึ่งจริงๆ แล้วมีรถถังให้ใช้จำนวนน้อยมากไม่สมกับชื่อ แต่ว่าเขาก็รบอย่างกล้าหาญ เข้าร่วมรบในสมรภูมิโบรดี (Battle of Brody) ในเดือนมิถุนายน
ต่อมาในเดือนกันยายน เขาได้รับหน้าที่บัญชาการกองทัพที่ 16 (16th Army)  ซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องเมืองโวโลโกลามส์ก (Volokolamsk) ซึ่งเป็นทางผ่านที่นาซีจะมุ่งหน้าไปยังมอสโคว์ ในปฏิบัติการ Operation Typhoon (ชื่อที่โซเวียตเรียก) ​ซึ่งผลของการรบอย่างหนัก ที่สุดแล้วโซเวียตปกป้องมอสโคว์เอาไว้ได้ เยอรมันล้มเลิกที่จะยึดมอสโคว์ไปในเดือนมกราคม 1942
1942 มีนาคม เขาได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนใหญ่ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลได้มอสโคว์ แต่สามารถที่จะกลับมาควบคุมกองทัพที่ 16 ได้อีกครั้งในสองเดือนถัดมา คราวนี้เขาถูกส่งให้ไปรบในสมรภูมิที่สตาลินกราด และภายใต้แผน Uranium Plan ทำให้ฝ่ายโซเวียตสามารถตีวงล้อมกองทัพเยอรมัน ที่ 6 (6th German army) ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพลพอลลัส (Marshal von Paulus) ไว้ได้ ทำให้เยอรมันแพ้ในสมรภูมิที่สตาลินกราดนี้
1943 กุมภาพันธ์ ตามแผนปฏิบัติการเคิรส์ก (Kursk Campaing) โรคอสสอฟสกี มีหน้าที่ควบคุมกำลัง ในการปกป้องบริเวณชานเมืองเคิรส์ก โดยรอบ
1944 Operation Bagration เป็นการรุกครั้งใหญ่ของโซเวียต ในการขับไล่นาซีออกจากเบลารุส และโปแลนด์ ซึ่งกลายเป็นตำนานระหว่างเขากับสตาลิน เมื่อสตาลิน ต้องการให้โซเวียตบุกเยอรมัน โดยใช้กำลังทหารใหญ่ชุดเดียวบุก แต่โรคอสสอฟสกี กลับบอกว่าเป็นแบ่งกำลังเป็นสองสุด สตาลิน ต้องสั่งโรคอสสอฟสกี ว่า "ออกไป แล้วไปคิดดูซะ" ถึงสามหน แต่โรคอฟสอฟสกี ยังยืนยันที่จะบอกกับสตาลินว่า "ต้องใช้สองจุด สหายสตาลิน" จนครั้งที่สาม สตาลิน เงียบ แล้วเอามือตบไหล่ของโรคอสสอฟสกี "ท่านมั่นใจในคำพูดของท่านมาก เสียงของท่านเป็นคำตัดสิน"
เขาได้รับรางวัล ดาวเพชร (Diamond Star) มีตำแหน่งเป็นจอมพล (Marshal of Soviet Union)ในวันที่ 29 มิถุนายน และเดือนกัดมา 30 กรกฏาคม ก็ได้รับเหรียญ Hero of the Soviet Union จากปฏิบัติการ Bagration Operation ที่สามารถจับทหารนาซีเป็นเชลยได้กว่า 105,000 คน
1949 เขาได้รับตำแหน่งผลเมืองกิตติมาศักดิ์จากประเทศโปแลนด์ แม้ว่าจะมีกลุ่มชาตินิยมในโปแลนด์และสื่อตะวันตกต่อต้านเขา แต่ประธานาธิบดีของโปแลนด์ โบเลสรอว์ เบรุต (Boleslaw Bierut) ก็ส่งคำของไปยังสตาลินให้ส่งคนที่เหมาะสมมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมให้กับโปแลนด์ ซึ่งโรคอสสอฟสกี ซึ่งมีเชื้อสายโปแลนด์และพูดภาษาโปลได้ อยู่ในข่ายที่จะถูกเลือก
เขาถูกส่งให้ไปโปแลนด์เพื่อฟื้นฟู และปรับปรุงกองทัพโปแลนด์
1952 เป็นรัฐมนตรีกลาโหมของโปแลนด์ และได้ยศเป็นจอมพลแห่งโปแลนด์(Marshal of Poland) ด้วย เขาดำรงตำแหน่งนี้จนปี 1956
1956 เกิดการลุกฮือประท้วงในโปแลนด์ ต่อการยึดครองของโซเวียต โรคอสสอฟสกี ส่งทหารกว่าหมื่นนายและรถถังหลายร้อยคัน เข้าปราบปราม จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 74 คน
พฤศจิกายน เขาต้องเดินทางกลับโซเวียต หลังจากความขัดแย้งในโปแลนด์
พฤศจิกายน 1956- มิถุนายน 1956 เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมโซเวียต
ตุลาคม 1957-มกราคม 1958 หัวหน้าหน่วยสืบสวน กระทรวงกลาโหม  และเป็นผู้บังคัญบัญชากำลังในทรานคอเคซัส
มกราคม 1958-เมษายน 1962 กลับมาเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมอีกครัง แต่ยังดำรงตำแหน่งหัวหน่วยสืบสวน
1961-1968 เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวน กรณีอุบัติเหตุ กับเรือดำน้ำ S-80 (Project 613) เรือดำน้ำแบบดีเซล จมลงในวันที่  27 มกราคม 1961
1962 ครุสเชฟ  สั่งให้ โรคอสสอฟสกี เขียนบทความโจมตีสตาลิน แต่ว่าเขาปฏิเสธ เขาบอกกับครุสเซฟ ว่าสำหรับเขาแล้วสตาลิน เหมือนกับนักบุญ นั่นทำให้โรคอสสอฟสกี ถูกถอดออกจากตำแหน่งในรองรัฐมนตรีกลาโหม


คอนสแตนติน โรคอสสอฟสกี เสียชีวิตในวันที่ 3 สิงหาคม 1968 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เขาถูกเผาข้างกำแพงเครมลิน 


Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann