Carlos the Jackal


wikipedia.org


อิลลิช ราไมเรซ ซานเชน (Ilich Ramirez Sanchen)

รู้จักกันดีในชื่อ คาร์ลอส เดอะ แจคกัล , เป็นชาวเวเนซูเอล่า ที่สนับสนุนปาเลสไตน์ เขาถูกทางการฝรั่งเศสตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาสังหารสายลับของฝรั่งเศสสองคน และชาวเลบานอนอีกคนที่คอยทำหน้าที่แหล่งข่าว ในปี 1975

เขาเกิดในรัฐตาชิร่า (Tachira) เวเนซูเอร่า วันที่ 12 ตุลาคม 1949  เป็นลูกคนแรกของครอบครัว พ่อของเขาเป็นผู้นิยมลัทธิมาร์ซิส ทำให้ตั้งชื่อต้นเขาว่า อิลลิช ตามชื่อของวลาดิมีร์ เลนิน (เลนินมีชื่อจริงว่า วลาดิมีร์ อิลลิช อุลิยานอฟ) 
อิลลิซ เข้าเรียนหนังสือในกรุงคาราคัส (Caracas) และเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1959
1966 เขาและบิดาเข้าร่วมการประชุม Tricontinental Conference ที่จัดขึ้นในเดือนมกราคม มันเป็นการประชุมที่ได้รับการสนับสนุนโดยองค์การ OSPAAAL (Organization of Solidarity with the People of Asia,Africa, Latin America) ก่อตั้งโดยรัฐบาลคิววบา เพื่อสนับสนุนความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันของสามทวีป คือ เอเชีย แอฟริกาและอเมริกาใต้ การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกเพื่อก่อตั้งองค์กรขึ้น ประเทศที่เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ปกครองระบบสังคมนิยม อย่าง เวียดนาม เกาหลีเหนือ
มีรายงานว่าในฤดูร้อนปีเดียวกันนี้ เขาและพ่อได้เข้าร่วมการฝึกกองกำลังที่ค่ายมาตานซาส (Camp Matanzas) ใกล้กรุงฮาวาน่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสายลับของคิวบา (DGI) 
ช่วงปลายปี พ่อแม่ของเขาหย่าจากกัน แม่พาลูกที่เหลือไปยังอังกฤษ
1968 พ่อของเขาพยายามส่งเสียให้คาร์ลอส และพี่ชายเข้าเรียนในโรงเรียน Sorbonne ในปารีส แต่ต่อมาได้ตัดสินใจย้ายมาเรียนกที่ Patrice Lumumba University ในมอสโคว์แทน ซึ่ง สนข. บีบีซี ตั้งข้อสงสัยว่าเขาอาจจะถูกจ้างให้ทำงานกับเครือข่ายคอมมิวนิสต์โดยโซเวียต
ช่วงเวลาหลังจากนี้เขาเดินทางเคลื่อนไหวไปยังหลายประเทศ และในปี 1970 ได้เข้าร่วมกับ กลุ่มประชาชนเพื่อการปลดปล่อยปาเลสไตน์  (PFLP,Polular Front for Liberation of Palestine) ซึ่งเป็นกลุ่มชาวปาเลสไตน์ที่นิยมลัทธิมาร์ซ-เลนิน ก่อตั้งในปี 1967 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO,Palestine LIberation Organization) 
เขาเข้าร่วมการฝึกการรบ ในค่าย ใกล้กับกรุงอัมมาน (Amman) ประเทศจอร์แดน โดยมีชื่อรหัส H4
กันยายน 1970 เข้าร่วมในเหตุการณ์กันยายนทมิฬ ( Black September) ตอนนั้นรัฐบาลจอร์แดน โดยกษัตริย์ฮุตเซน ต้องการที่จะขับไล่ชาวปาเลสไตน์ติดอาวุธที่อยู่ในจอร์แดนออกไป โดยจอร์แดนต้องสู้กับทั้งซีเรียและ PLO เป็นเหตุให้มีคนตายหลายพันคน ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตย์ เหตุการณ์สงบใน กรกฏาคม 1971 ตอนนั้นคาร์ลอสทำหน้าที่เป็นนักรบด้วย แต่ว่าเมื่อองค์กรของเขาถูกขับออกจากจอร์แดน เขาก็เดินทางไปยังกรุงเบรุต ของเลบานอน และเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้นำของ PFLP นายวาเดอี อัดแดด (Wadie Haddad) ให้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ในลอนดอน 
1973 เขาผัวพันกับกรณีที่ PFLP พยายามจะสังหารนักธุรกิจชาวยิว โจเซฟ ซิเยฟฟ์ (Joseph Sieff) ซึ่งเป็นรองประธานขององค์กรไซออนนิสต์แห่งสหราชอาณาจักรด้วย แต่ว่าภารกิจล้มเหลว
คาร์ลอสยอมรับว่าเขาล้มเหลวในการวางระเบิดธนาคารฮาเปาลิม (Bank Hapoalim) ในลอนดอน และการพยายามระเบิดสำนักงานหนังสือพิมพ์สามแห่งในฝรั่งเศส ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นสื่อที่สนับสนุนยิว เขายังอ้างตัวเองว่าเป็นผู้ปาระเบิดร้านอาหารในฝรังเศสเป็นเหตุให้มีคนตาย 2 คนและบาดเจ็บอีก 30 คน 
1975 13 มกราคม เขาพยายามใช้จรวดอาร์พีจี ยิงเครื่องบินโดยสาร ของสายการบิน EL AL ของอิสราเอล ที่สนามบินออร์ลิ (Orly Airport) ในปารีส แต่ล้มเหลว และพยายามก่อเหตุซ้ำในวันที่ 17 มกราคม แต่ไม่สำเร็จเช่นกัน
27 มิถุนายน องค์การต่อต้านจารชนภายในประเทศของฝรั่งเศส (DST,Direction de la Surveillance du Territoire ) จับกุมตัวผู้ที่ติดต่อกับคาร์ลอส ชื่อมิเชล มัวคาร์บาล (Michel Moukharbal) ชาวเลบานอน และเมื่อ DST สงเจ้าหน้าที่ 3 นายไปเพื่อจะขอสอบปากคำ คาร์รอส ระหว่างที่เขาพักอยู่ในบ้านในปารีส คาร์รอส ใช้ปืนยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิตสองคน และยังยิงมัวคาร์บาล ด้วย จากนั้นเขาก็หลบหนีไปยังเบรุต
ธันวาคม โจมตีสำนักงานใหญ่ของกลุ่มโอเปค ในเวียนนา คาร์รอสและทีมผู้สนับสนุนรวมหกคน เข้าโจมตีสำนักงาน จับตัวประกันเอาไว้ 60 คน และยิงตายไปสามคน ทั้งชาวออสเตรีย อิรัก และลิเบีย คาร์รอสเรียกร้องให้มีการอ่านแถลงการ์ณของชาวปาเลสไตน์ผ่านโทรทัศน์และวิทยุในออสเตรีย ทุกๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งรัฐบาลออสเตรียยอมรับคำขู่ของเขา 
22 ธันวาคม รัฐบาลออสเตรีย เตรียมเครื่องบินให้กับ คาร์ลอส และสมาชิก PFLP พร้อมตัวประกัน 42 คน เพื่อเดินทางไปยังกรุงอัลเจอร์ ประเทศอัลจีเรีย เครื่องบินรุ่น DC-9 ลำนี้บินไปยังกรุงทริโบลี ของเลบานอน เพื่อปล่อยตัวประกัน ก่อนที่จะบินไปยังกรุงอัลเจอร์ มีรายงานว่าคาร์ลอสได้รับเงินจำนวนระหว่าง 20-50 ล้านเหรียญ เพื่อเป็นค่าไถ่ตัวประกันด้วย แต่ว่าไม่ยืนยันว่าใครจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว 
หลังจากนั้นเขาเดินทางจากอัลจีเรียไปลิเบีย ไปเอเดน เพื่อการประชุมของ PFLP เขาถูกผู้นำของ PFLP ไล่ออกจากการเป็นสมาชิก เพราะว่าไม่ทำตามคำสั่งในการให้สังหารตัวประกัน และยังล้มเหลวในการสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนสำคัญของโอเปค
1976 ในเดือนกันยายน คาร์ลอส ถูกจับในยูโกสลาเวีย แต่ถูกส่งตัวมายังอิรัก ซึ่งเขาได้ก่อตั้งกลุ่ม Organization of Armed Struggle ซึ่งเกี่ยวพันกับกลุ่มกบฏในหลายประเทศ และยังได้รับการสนับสนุนจากตำรวจลับของเยอรมันตะวันออกด้วย (Stasi) เจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมันตะวันออกจัดหาที่พักให้เขาในเบอร์ลิน และยังมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลืออีกหลายนาย 
หลังจากนี้ คาร์ลอส ถูกกล่าวหาว่าพยายามจะโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในยุโรป 
กุมภาพันธ์ 1981 พยายามโจมตี Radio Free Europe ในมิวนิช  
1982 กุมภาพันธ์ ภรรยาของคาร์ลอสแมกดาเลน่า คอฟ์ฟ (Magdalena Kopp) ถูกจับในปารีส ขณะเดียวกับก็มีอีกกลุ่มหนึ่ง ผู้ก่อการร้ายชาวสวิส Bruno Breguet ถูกจับตัว โดยรถของทั้งคู่บรรทุกวัตถุระเบิดจำนวนมาก
สิงหาคม 1983 ระเบิดแมนชั่นแห่งหนึ่งในเบอร์ลินตะวันตก (Maison de France) มีผู้เสียชีวิตหนึ่งคนและบาดเจ็บกว่า 20 คน
ธันวาคม 1983,31 เกิดเหตุระเบิดในสถานีรถไฟ TGV  สองแห่งในฝรั่งเศส มีคนตายสี่คน ซึ่งคาร์ลอสได้ส่งจดหมายถึงสำนักข่าวสามแห่งอ้างความรับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้จดหมายบอกว่าเป็นการตอบโตฝรั่งเศสที่โจมตีค่ายของ PFLP เลบานอน ในเดือนก่อน

คาร์ลอส อาศัยอยู่ในกรุงบุดาเบสต์ ฮังการี ก่อนที่จะถูกทางการฮังการีเนรเทศออกจากประเทศในช่วงปลายปี 1985 หลายประเทศเวลานั้นไม่กล้าให้การช่วยเหลือคาร์ลอส จนกระทั้งเขาได้รับความช่วยเหลือจากซีเรียโดยมีเงื่อนไข คาร์ลอสจึงไปอาศัยอยู่ในกรุงดามาสคัศ พร้อมด้วยภรรยา และลูกสาว ชื่อ เอลบ้า โรซ่า (Elba Rosa) ทางการซีเรียบังคับให้เขาต้องหยุดการเคลื่อนไหวต่าง
1990 เขาเดินทางไปอยู่ในจอร์แดนช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะไปอยู่ในกรุงคาร์ทูม (Khartom) ในซูดาน โดยได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาล
1994 รัฐบาลซูดาน ทำข้อตกลงลับกับฝรั่งเศสและอเมริกา เพื่อจับตัวคาร์ลอส ทำให้วันที่ 14 สิงหาคม คาร์ลอสถูกส่งตัวไปยังฝรั่งเศสเพื่อพิจารณคดี โดยเขาถูกตั้งข้อหาสังหารตำรวจฝรั่งเศสสองนาย และสังหารนายมิเชล มัวคาร์บาล ซึ่งกลายมาเป็นสายให้ตำรวจฝรั่งเศส เมื่อปี 1975
คาร์ลอสถูกขังในเรือนจำลาซานเต (La Sante prison) ในปารีส
1997 ธันวาคม ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และตัดสินให้จำคุกตลาดชีวิต และต่อมาถูกย้ายไปขังที่เรือนจำแคร์โวค (Clairvaux prison)
2001 เขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม และแต่งงานกับทนายความของเขา อิสเบลลา (Isabelle Coutant-Peyre) 
2003 มิถุนายน เขาตีพิมพ์หนังสือของเขา ชื่อ การปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Islam) ซึ่งเขาเขียนระหว่างอยู่ในเรือนจำ ซึ่งหนังสือกล่าวว่าการต่อสู้ของเขาเป็นเพราะปัญหาชนชั้น และยังสนับสนุ บิน ลา เดน ในการโจมตีอเมริกาด้วย
2005  ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights) ยอมรับฟังคำร้องของเขาเรื่องการถูกขังเดี่ยว ซึ่งละเมิดสิทธิความเป็นมนุษยของเขา ในชั้นต้นศาลเห็นว่าเขาสมควรโดนลงโทษ แต่เขาได้ยืนอุทรณ์
2007 ถูกตั้งข้อหาใหม่ โดยผู้พิพากษา ยีน-หลุยส์ บรูเกียเร์ย์ (Jean-Louse Bruguiere) ในคดีก่อการร้าย โดยพยายามวางระเบิดระหว่างปี 1982-1983 คาร์ลอส ประท้วงการตั้งข้อหาเขา โดยการอดข้าวประท้วงเป็นเวลากว่า 9 วัน
2011 พฤศจิกายน กำลังมีการพิจารณาคดี คาร์ลอส อยู่ในปารีส 
ประธานาธิบดี ฮิวโก้ ชาเวช (Hugo Chavez) แห่งเวเนซูเอร่า กล่าวชื่นชม คาร์ลอส ว่าเป็น "Revolutionary Fighter" เรียกร้องให้พิจารณาคดีคาร์ลอสด้วยความยุติธรรม ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวเนซุเอรร่า ต้องการให้มีการขอให้ส่งตัวคาร์ลอสกลับประเทศ







 

Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann