Che Guevara


wikipedia.org

เออร์เนสโต้ เช กุวาร่า (Ernesto Guevara de la Serna)

เช เกิดในอาร์เจนตินา เมืองโรซาริโอ(Rosario) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 1928
บิดาของเขาชื่อ เออร์เนสโต้ กุวารา ลินช์ (Ernesto Guevara Lynch,1900-1987)  พ่อเขามีเชื้อสาย ไอริส  มีอาชีพเป็นสถาปนิก 
มารดาชื่อ คีเรีย แอลโลซ่า (Celia de la Serna y Llosa,1908-1965) มีเชื้อสายสเปน บาสต์ก
เชเป็นลูกชายคนโตสุดในบรรดาพี่น้องห้าคน น้องสาวซีเรีย(Celia ชื่อเดียวกับแม่) , โรเบอร์โต้ (Roberto) , จวน มาร์ติน (Juan Martin) ,และ อน่า มาเรีย (Ana Maria) พ่อของเขามักบอกลูกชายเสมอว่าภายในตัวของเขานั้นมีสายเลือดของไอริสขบถอยู่ และลูกๆ ในครอบครัว ได้รับการสั่งสอนโดยแนวความคิดแบบซ้ายมาจากพ่อ ในการทำให้เห็นใจคนยากคนจน 
1932 ครอบครัวเขาย้ายมาอยู่ที่เมืองอัลต้า กราเซีย (Alta Gracia) เพราะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้หาสถานที่อากาศดีสำหรับเช ซึ่งป่วยเป็นหอบ
1937 ตอนที่เช เรียนอยู่ประถม 3 เขาก็มีความสนใจในเรื่องสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในสเปน (Spanish Civil War, 1936-1939)เป็นอย่างมาก ทำให้ในห้องสมุดที่บ้านเต็มไปด้วยหนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้อง พ่อของเช สนับสนุนฝ่ายนิยมสาธารณรัฐในช่วงการต่อสู้กับสเปน และมักจะมีผู้ที่ต่อสู้กับรัฐบาลสเปนมาพักอาศัยที่บ้านเขาเสมอตั้งแต่ยังเล็ก
เช มีโรคประจำตัวคือเป็นหอบ มาตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ โรคนี้ติดตัวเขาไปตลอดจนสิ้นอายุ แต่ว่าเขาก็หมั่นออกกำลังกายและเล่นกีฬา เป็นนักกีฬาที่เก่งในหลายด้าน ทั้งการเล่นหมากรุก ตั้งแต่ตอนอายุ 12 ปี โดยพ่อเป็นคนสอนเขาจนสามารถลงแข่งขั้นในระดับท้องถิ่น และเชยังเล่่นกีฬาอีกหลายอย่างทั้งว่ายน้ำ, ฟุตบอล, กอล์ฟ, ยิงปืน, และเป็นนักกีฬาลักบี้ ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย โดยมีฉายาว่า "Fuser"
1947 ครอบครัวย้ายอีกครั้งหนึ่งไปยังกรุงบูโนสไอเรส
1948 อายุ 20 ปี เช สมัครเข้้าเรียนในมหาวิทยาลับบูโนสไอเรส (University of Buenos Aires) ด้านการแพทย์  
1950  1 มกราคม ออกเดินทางท่องเที่ยวเป็นระยะทางกว่า 4,500 กิโลเมตร โดยมีเพื่อนของเขาอัลเบอร์โต้ แกรนาด้า ( Alberto Granado) ร่วมทางไปด้วย โดยใช้รถจักรยาน ซึ่งเขาติดมอเตอร์ขนาดเล็กเข้าไปด้วย โดยเดินทางไปในเขตตอนเหนือของอาร์เจนติน่า ผ่าน 12 จังหวัด โดยปลายทางสุดท้ายสิ้นสุดที่  San Francisco del Chahar ซึ่งที่นี่ อัลเบอร์โต้ ได้เข้าทำงานอาสาในคลีนิค ส่วนเช ทำงานเป็นผู้ช่วยในคลีนิคของ Dr.Pisani ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ
1951  29 ธันวาคม ออกเดินทางอีกครั้งเป็นระยะทางกว่า 8,000 กิโลเมตร ด้วยมอเตอร์ไซด์  รุ่น Mighty II ยี้ห้อ Norton ไปทั่วอเมริกาใต้ร่วมทางด้วย พร้อมกับอัลบาโต้ เช่นเคย โดยมีจุดหมายปลายทางที่เมืองซานเปาโล ในประเทศเปรู  บริเวณหมู่อาคารเก่าที่เรียกว่า Laper colony ซึ่งเช ต้องการจะไปทำงานเป็นอาสาสมัคร เพียงไม่กี่สัปดาห์
ระหว่างเดินทางผ่าน ชิลี เช ได้เห็นสภาพของการทำงานเป็นคนงานในเหมืองแร่ทองแดง Chuquicamata ในชิลี ซึ่งแรงงานถูกทารุณกรรมโดยนายจ้างชาวอเมริกา ซึ่งนั้นตอกย้ำความคิดของเขาในการปลดปล่อย และสร้างความเสมอภาคให้กับสังคมที่สะสมมาตลอดชีวิต,  เช ยังมีโอกาสขึ้นไปยังโบราณสถานมาชู พิคชู ด้วย
1952 การเดินทางครั้งที่สองของ เช สิ้นสุดลงในเดือนกรกฏาคม 1952
1953 12 มิถุนายน เขาสำเร็จการศึกษา และได้รับปริญญาบัตรเป็นแพทย์โดยสมบูรณ์ และหลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่งเขาก็ออกเดินทางอีก 7 กรกฏาคม ออกเดินทางอีกครั้ง โดยเที่ยวผ่านประเทศ โบลิเวีย เปรู เอกวาดอร์ ปานามา คอสตาริคา นิคารากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และกัวเตมาลา 
10 ธันวาคม เช เขียนจดหมายขณะอยู่ในคอสตา ริก้า ถึงป้าของเขา เขาสาธยายถึงความโหดร้ายของการใช้แรงงงานราวกับทาศของบริษัทอเมริกา United Fruit Company บริษัทซึ่งผูกขาดการส่งออกกล้วยจากลาตินอเมริกาไปสหรัฐ เช เขียนระบายความรู้สึกว่า "มันโหดร้ายอะไรเช่นนี้ (HOw Terrible) " และ "ทุนนิยมแบบปลาหมึก (Capitalist optopuses)"
เมื่อเช ไปถึงกัวเตมาลา เขาได้รู้จักกับ ฮิลด้า เอคอสต้า (Hilda Gadea Acosta) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ซึ่งเธอรู้จักกับพวกแกนนำในกองกำลัง APRA (Alianza Popular Revolutionary Alliance) เธอได้แนะนำเช ให้กับคนเหล่านั้น ทำให้้เช ได้รู้จักกับ ฟิเดล คาสโตร ซึ่งตอนนั้นคาสโตร หนีมาลี้ภัยในกัวเตมาลา หลังจากโจมตีค่ายมอนคาด้า (Moncada barrack) เมื่อวันที่ 27 กรกฏาคม
1954 ช่วงเดือนมิถุนายน กองทัพสหรัฐทิ้งระเบิดโจมตีกัวเตมาลา สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นโดยซีไอเอ ให้การสนับสนุนนายพล คาร์ลอส (Carlos Castillo Armas) ในการทำปฏิวัติล้มรัฐบาล ซึ่งวันที่ 18 มิถุนายน นายพล คาร์ลอส ก็ทำการปฏิวัติล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีอาร์เบนซ์ (Arbens)
เช เขียนจดหมายถึงแม่ของเขา ในวันที่ 20 มิถุนายน บอกว่าสิ่งที่ปรากฏในสื่อระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่นั้นล้วนโกหกกับสถานะการณ์จริง ตัวเขานั้นได้อาสาเข้าทำงานเป็นแพทย์คอยดูแลทหารหนุ่ม และยังได้เข้าร่วมฝึกการรบด้วย
26 มิถุนายน ประธานาธิบดี อาร์เบนซ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง 

1956 เช ย้ายมาอยู่ในเม็กซิโก โดยทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยายาลกลาง ก่อนที่จะเดินทางพบกับนิโค โลเปซ (Nico Lopez) ซึ่งเป็นคนพาเขาไปพบกับราอูล คาสโตร (Raul Castro) และได้เจอกับ ฟิเดล คาสโตร
เช เล่าเอาไว้ว่า คืนนั้นเขาได้พบกับฟิเดล ผู้นำกลุ่ม 26 กรกฏา~ (26 July Movement) พวกเขาใช้เวลาคุยกันทั้งคืน ในตอนแรกที่เขาเดินทางท่องเที่ยวไปในลาตินอเมริกา เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องข้องเกี่ยวกับการปฏิวัติต่อต้านผู้กดขึ่ แต่ว่าฟิเดลทำให้เขาประทับใจมาก และคิดไปได้ว่าเราจะสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง ฟิเดลบอกว่า ภายในปี '56 พวกเราจะต้องพบเสรีภาพหรือไม่ก็ตายอย่างวีรบุรุษ
24 มิถุนายน เชถูกจับ พร้อมกับเพื่อนชาวคิว สำนักข่าว UPI  รายงานในวันที่ 3 กรกฏาคม ว่า "ดร.เช จะถูกเนรเทศกลับประเทศ เพราะสงสัยว่าเขาเีกี่ยวของกับขบวนการล้มรัฐบาลคิวบาของ นายพลบาติสต้า"
แต่สุดท้ายแล้วปลายเดือนกรกฏา เช ก็ได้รับการปล่อยตัว เพราะว่าอดีดประธานาธิบดีของเม็กซิโกโรซาโร่ คาร์เดนาส (Lazaro Cardenas) เข้ามาให้ความช่วยเหลือปกป้องเหล่านักปฏิวัติ
ระหว่างอยู่ในเม็กซิโก นี้ เช ได้แต่งงานกับหญิงชาวเปรู ชื่อ ฮิลด้า กาเดีย (Hilda Gadea) ทั้งคู่มีลูกสาวคนแรกชื่อ Hilda Beatriz Guevara Gadea
 2 ธันวาคม เรือ Granma ของนักปฏิวัติคิวบาทั้ง 82 คน ซึ่งแล่นออกจากเม็กซิโก ในวันที่  25 พฤศจิกายน ได้ขึ้นฝั่งที่คิวบาที่ท่าทักแฝน (Tuxpan) ในนั้นมีเชร่วมอยู่ด้วย แต่ว่าในวันต่อมา หนังสือพิมพ์ในคิวบาก็ลงข่าวว่า ฟิเดล,ราอูล,เช และคนอื่นๆ น่าจะเสียชีวิต นั่นเพราะว่านายพลบาติสต้า เปิดฉากโจมตีไม่นานหลังจากที่พวกเขามาถึงคิดว่า โดยสมาชิกส่วนใหญ่ถูกสังหาร มีเพียง 22 คนที่เหลือรอด
วันที่  5 ธันวาคม ในการรบที่ Battle of Alegria de Pio เช ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณคอ แต่ได้รับความช่วยเหลือจาก Juan Almeida เพื่อนที่รบอยู่ด้วยกัน ช่วยให้หนีรอดมาได้ ระหว่างหลบหนี 
21 ธันวาคม กลุ่มของเช มาถึงไร่กาแฟแห่งหนึ่ง บนเทือกเขาเซียร่า แมสตร้า (Sierra Maetra mountains) ซึ่งที่นีฟิเดล คาสโตร ได้เดินทางมาคอยพวกเขาอยู่ล่วงหน้าแล้วสองวัน และที่นั้นมีกำลังของ Frank Pais  ให้ความช่วยเหลือพวกเขา
1957 ช่วงนั้นทั่วโลกพากันสงสัยว่าคาสโตร ตายหรือยังมีชีวิตอยู่ ระหว่างอยู่ในหุบเขา เช ได้ตั้งโรงงานสำหรับทำกระสุน,ขนมปัง,และมองหาอาสาสมัครใหม่ๆ เขากลายเป็นแกนนำไม่กี่คนที่รู้หนังสือ ต้องคอยอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เพื่อรายงานสถานะการณ์ สร้างคลีนิคคอยตรวจสุขภาพ จนหนังสือ Time เรียกเชว่า "มันสมองของคาสโตร (Castro's brain)"
 17 มกราคม พวกเขาเข้าโจมตีค่าย La Plata เชเล่าเอาไว้ว่า การโจมตี ลาปลาต้า คือ ชัยชนะของพวกเขา สำหรับพวกเขามันเป็นการยืนยันว่าการได้รับชัยชนะนั้นเป็นไปได้
21 กรกฏา คาสโตร แต่งตั้ง เช ให้เป็นผู้นำอันดับสองของกลุ่มมีอำนาจรองจากตัวคาสโตร เท่านั้น เช เขียนเอาไว้ว่า "เขาไม่ได้คิดว่าจะรับตำแหน่งสูงขนาดนั้นในกลุ่มของนักปฏิวัติ ผมเป็นมนุษย์ที่น่าภูมิในที่สุดในวันนั้นของโลก"
1958 เช ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ เอล มันโด้ (Radio El Mundo) ที่ตั้งอยู่ในบรูโนส ไอเรสต์
เขาบอกว่าที่เขาร่วมต่อสู้เพราะว่าต้องการปลดปล่อยอเมริกาจากการถูกกดขึ่ พวกเผด็จการจะต้องถูกโค่นลงและทุกคนหลังจากนั้นจะมีเสรี
และเมื่อถูกถามว่ากลัวหรือไม่ว่าการให้สัมภาษณ์ของเขาจะทำให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง
เขาบอกว่าไม่ได้คิดว่าแค่อาเจนติน่าคือบ้านเกิด แต่คิดว่าบ้านของเขาคืออเมริกาทั้งหมด ถ้าเราใช้เลือดเนื้อซึ่งเป็นสิทธิของเราในการปกป้อง ซึ่งความจริงแล้วเราทุกคนต่างต้องการอิสระภาพจากเผด็จการเหล่านั้นซึ่งพวกมันไ้ดรับการสนับสนุนจากต่างชาติทั้งอาวุธ เครื่องบิน อยู่แล้ว แต่กลับไม่มีหนังสือพิมพ์สักฉบับที่กล้าประณามสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนบาติสต้าในการสังหารประชาชน
24,25 พฤษภาคม  กำลังของบาติสต้า โจมตีเหมืองสองแห่งในเทือกเขาเซียรา แมสตร้า ทำให้พวกนักรบคิวบาต้องหลบหนี แต่ว่าเชเป็นกำลังที่คอยซุ่มโจมตีข้าศึก จนต้องถอยกลับไป
ฟิเดล คาาสโตร แต่งตั้งให้เช เป็นผู้บังคับบัญชา กองกำลังที่ 8 "คิโร เรดอนโด้" (Army Column No.8 "Ciro Redondo") โดยมีภาระกิจในการโจมตีเสบียงของศัตรู และรวบรวมผู้สนับสนุนบริเวณ จังหวัด Las Villas และจังหวัดตะวันออก
16 ธันวาคม พวกเขาอยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำฟอลคอน (Falcon River Bridge) มันเป็นจุดแบ่งเมืองซานต้า คลาร่า (Santa Clara) กับกรุงฮาวาน่า  เช เป็นแกนนำ ในการยึดเมืองซานต้า คลาร่า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เอาไว้ให้ได้
26 ธันวาคม เช เขียนบันทึกว่า มีทหารกว่า 10,000 นายที่พวกเขาจับตัวไว้ไ้ด รวมทั้ง Camaguey แต่ว่าในวันที่ 27 ธันวา หนังสือพิมพ์ทั่วโลกกลับลงข่าวว่าเช เสียชีวิตแล้ว และกบฏ 300 คนถูกจับ แต่ว่า 28 ธันวาคม เริ่มโจมตีซานต้า คลาร่า  และพวกเขาก็มีชัยชนะก่อนจะปีใหม่ หลังจากซานต้า คลาร่า ถูกตีแตก นายพล บาติสต้า ก็หนีออกจากคิวบา พร้อมกับขนเงินมหาศาลกว่า 300 ล้านเหรียญไปด้วย
1959 2 มกราคม เช กูวาร่า เดินทางเข้าไปยังกรุงฮาวาน่า ก่อนที่วันที่ 8 มกราคม คาสโตร จะตามเข้ามา ทั้งคู่จัดการปราศรัยต่อประชาชนในฮาวาน่า 
9 มกราคม  เช ได้รับสถานะพลเมืองโดยกำเนิดของคิวบา
17 พฤษภาคม คิวบา ประกาศร่างกฏหมายการปฏิรูปการเกษตร (Agrarian Reform Law)  ซึ่งเช เป็นคนร่างขึ้น มันจำกัดการถือครองที่ดินของเอกชนไม่เกิน 1,000 เอเคอร์ต่อราย และได้มีการแจกจ่ายที่ดินแก่ประชาชน และสร้างคอมมูนที่บริหารโดยรัฐ นอกจากนั้นยังยึดกิจการน้ำตาลของต่างชาติในประเทศด้วย
2 มิถุนายน เช แต่งงานกับ Aleida March เธอเป็นหนึ่งในนักรบที่ต่อสู้ใน Las Villas กับเช พวกเขามีลูกด้วยกันสีคน aleida,Camilo,Ceilia, Ernesto สำหรับภรรยคนแรก เช บอกเรื่องความรักกับเอเลียด้าให้หล่อนทราบ และทั้งคู่ได้ตกลงหย่ากันโดยดี ในวันที่ 22 พฤษภาคม ก่อนเชจะแต่งงานใหม่
12 มิถุนายน เช เป็นผู้แทนคิดบา เข้าร่วมประชุม Bundung Conferennce (African-Asian conference) ทำให้เขาใช้เวลา 3 เดือน ในการเยือนประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก รวมทั้งการมาประเทศไทยของ เช เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วย ขากลับเขาเดินทางเยียมประเทศในยุโรปตะวันออกลและตะวันตก โดยประเทศสุดท้ายคือโมร็อกโก
1960 สหรัฐ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้ากับคิวบาและตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับคิวบาอย่างสิ้นเชิง
 เช ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของคิวบาในการเดินทางไปยังประเทศสังคมนิยมอย่างโซเวียต จีน เกาหลี เหนือ และยุโรปตะวันออก เพื่อขอการสนับสนุน
1964 เช เป็นตัวแทนคิวบา ในการเข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 19 ในนครนิวยอร์ค ในที่ประชุมสหประชาชาติ เช กล่าวตำหนิ สถานะการณ์ในคองโก ที่มีการสังหาร ประธานาธิบดี Patrice Lumunba และนาย Moise Tshombe ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลังเหตุการ์ดังกล่าว
1965 กุมภาพันธ์ เช พบกับ Luarent Kabila คิวบาให้ความช่วยเหลือคาบิล่า ในการฝึกกองกำลัง ในการขับไล่โมบุตุ (Mobutu Sese Seko) ที่ได้รับการหนุนจากอเมริกาออกจากคองโก แม้ว่าส่วนตัวเชมองว่าคาบิล่าไม่ได้มีอุดมการณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติ แต่เขาก็เป็นคนที่ฉลาดเท่าที่เช ได้พบ เช เดินทางไปปรากฏตัวในคองโก สั้นๆ
24 มีนาคม เดินทางมายังแทนซาเนีย พร้อมด้วยผู้ติดตามชาวคิวบา 14 คน โดยจอดเรือที่ท่าเรือในคิโกม่า (Kigoma) เพื่อหลีกเลี่ยงพวกทหารรับจ้างชาวเบลเยี่ยม จากนั้นได้เดินทางจากคิโกม่า ไปยังคองโก
31 มีนาคม เช เขียนจดหมายถึงคาสโตร เพื่อกล่าวอำลา ในขณะที่สื่อของสหรัฐประโคมข่าวว่าเขาถูกสังหาร 
9 พฤษภาคม เขาพยายามติดต่อกับกลุ่มกบฏสองสามกลุ่มในคองโก ทั้งของ คาบิล่า และ Soumaliot Gaston โดยเช ทำหน้าที่สอนเทคนิคด้านต่างๆ  โดยได้มีการสร้างโรงเรียนขึ้นมา
6 สิงหาคม ทหารรัฐบาล 7 นาย ถูกพวกกบฏสังหาร ,,, หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็วุ่นวายยาวนานกว่า 7 เดือน โดยกองกำลังจากคิวบาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกว่า 50 เหตุการ์
1966 เช เดินทางกลับมายังคิวบาอย่างลับๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางของ คาสโตร ไปยัง โบลิเวีย (Bolivia) โดยคาสโตร เดินทางเยือน มอสโคว์ เชค และเวียนน่าก่อน ขณะที่ เช เดินทางไปบราซิล ก่อนที่จะไปโบลิเวีย
3 พฤศจิกายน เช เข้าประเทศโบลิเวีย โดย โดยใช้หนังสือเดินทางของอุรุกวัย มีชื่อปลอมว่า  Adolfo Mena Gonzalez
7 พฤศจิกายน  เขาติดต่อกับกลุ่ม National Liberation Army โดยมีการต่อสู้กับกองทัพที่ถูกฝึกโดยสหรัฐ นานกว่า 11 เดือน
1967 เช ถูกตราหน้า ว่าเป็น guerrilla
ช่วงเดือนมีนาคม สถานะการณ์ในโบลิเวีย ค่อนข้างสงบ ฝ่ายของเช ดูเหมือนจะถูกปิดล้อม มีรายงานตอนนั้นว่ากลุ่มกบฏ ตอนนั้นประกอบไปด้วย ชาวโบลิเวีย 29 คน คิวบา 16 คน และเปรู 3 คน หลายเดือนที่เช ไม่สามารถของความช่วยเหลือจากคิวบาได้
พฤษภาคม เช เขียนจดหมายรายงานว่า "มีชาวนาหลายคนมาร่วมกับเรา พวกเขาเริ่มไม่ค่อยหวาดกลัวเราแล้ว และชอบเรามากขึ้น มันค่อนข้างช้าแต่ต้องอดทน"
มิถุนายน เช เขียนจดหมายมาบอกว่า " ชาวนายังไม่ค่อยชอบเรานัก เราต้องพยายามจูงใจพวกเขาให้ได้ เราต้องการกำลังพลในการปฏิบัติการ"
8 ตุลาคม เช ได้รับบาดเจ็บการการสู้รบ เขากับเพื่อน Willy Cuba, และ Juan Pablo Chang ถูกจับตัวใน Quebrade del Yuro  ทั้งหมดถูกนำตัวไปไว้ยังโรงเรียนใน La Higuera 
9 ตุลาคม 
เช ไม่ยอมพูดอะไรกับเจ้าหน้าที่ของโบลิเวียเลยเกือบทั้งวัน มีการพูดกับทหารโบลิเวียเบา ๆ บางคนเท่านั้น
 จนตอนบ่าย เช คุยกับครูของโรงเรียน Julia Cortez วัย 22 ปี จูเรีย กล่าวว่าเธอไม่กล้าจะสบสายตกับเช เขามีสายตาที่อ่อนโยนแต่มุ่งมั่น เขาถามเธอถึงสภาพของโรงเรียน ที่ดูทรุดโทรมมาก ไม่เหมาะแก่การเรียนเลย ในขณะที่เจ้าหน้ารัฐบาลกับขับเมอรซีเดสกัน 
และเมื่อ ประธานาธิบดี Rene Barrienots ได้เดินทางโดยเฮลิคอฟเตอร์มายังที่โรงเรียนดังกล่าว และสั่งให้ยิงเช
จากคำบอกของคนขับเฮลิคอปเตอร์ Jaime Nino de Guzman เช ถูกยิงที่ขมับด้านขวา เช 
ก่อนตายเชไม่ได้มีท่าทีกลัวเลย เขามองไปที่ทุกคนและขอเพียงบุหรี่มาสูล โดยกุซแมน ส่งไส้บุหรี่ให้เขาจำนวนหนึ่ง เช มองเพื่อบอกให้เขารู้ว่ามันน้อยมาก สำหรับใส่ในไปป์ของเขา
10 ตุลาคม
ทางการโบลิเวีย เขาศพของเช ไปจัดแสดงให้สื่อมวลชนได้ถ่ายรูป ในห้องซักรีดของโรงพยาบาลในเมืองวัลเลย์แกรนด์ 
จากนั้นร่างของเช ถูกนำไปเผาที่หลุมฝังศพหมูท ในหมู่บ้านวัลเลย์แกรนด์ (Vallegrande)

สื่อของคิวบาและลาตินอเมริกา ได้มีการโจมตีการทรมานและสังหารนักโทษสงคราม อย่างไรมนุษยชนของทางการโบลิเวียและสหรัฐอเมริกา

28 มิถุนายน 1997`30 ปีหลังการเสียชีวิตของเช ได้มีการขุดร่างของเช ขึ้นมาจากเมืองวัลเลย์แกรนด์ พร้อมกับร่างของคนอื่นอีก 6 คน 
12 กรกฏาคม 1997 ร่างของเช เดินทางกลับมายังกรุงฮาวาน่า ในคิวบา ท่ามกลางพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติที่สนามบิน 
17 ตุลาคม 1917 เช ได้รับการฝังที่สุสานในจตุรัสชื่อเดียวกับเขา ( Ernesto Che Guevara Square) อยู่นเมืองซานต้า คลาร่า
วันนั้น ฟิเดล คาสโตร กล่าวไว้อาลัย เขาว่า
Con emoción profunda vivimos uno de esos instantes que no suelen repetirse. No venimos a despedir al Che y sus heroicos compañeros. Venimos a recibirlos. Veo al Che y a sus hombres como un refuerzo, como un destacamento de combatientes invencibles, que esta vez incluye no solo cubanos, sino también latinoamericanos que llegan a luchar junto a nosotros y a escribir nuevas páginas de historia y de gloria. Veo además al Che como un gigante moral que crece cada día, cuya imagen, cuya fuerza, cuya influencia se han multiplicado por toda la tierra.

¿Cómo podría caber bajo una lápida?
¿Cómo podría caber en esta plaza?
¿Cómo podría caber únicamente en nuestra querida pero pequeña isla?
Solo en el mundo con el cual soñó, para el cual vivió y por el cual luchó hay espacio suficiente para él

With deep emotion we live in one of those moments that are not usually repeated. We come not to dismiss the heroic Che and his comrades. We come to receive them. I see Che and his men as a reinforcement, and a detachment of invincible fighters, this time includes not only Cubans but also Latin Americans who come to fight with us and write new pages of history and glory. Also see Che as a moral giant that grows every day, whose image, whose strength, whose influence has multiplied throughout the land. 
How could fit under a tombstone?
How could fit in this square?
How could fit only in our beloved but small island?
Only in the world with which he dreamed, for which he lived and fought in which there is room enough for him

ด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้งของพวกเราทุกคน ณ. วินาที ที่คงไม่อาจจะเกิดขึ้นอีก เรามาเพื่อกล่าวอำลาวีระบุรุษเชและสหาร พวกเรามาเพื่อต้อนรับพวกเขา ผมเห็นเชและเพื่อน ในฐานะของผู้ที่คอยสนับสนุน และต่อสู้กับศัตรูที่ยากจะเอาชนะ นี่เป็นช่วงเวลาไม่เฉพาะของชาวคิวแต่ยังหมายถึงชาวลาตินอเมริกา ที่ร่วมต่อสู้มากับพวกเราในการสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยความภาคภูมิ ผมเห็นเชเหมือนยักษ์ซึ่งมีแต่เมตตาซึ่งเขาตัวใหญ่ขึ้นในทุกๆ วัน ภาพของเขา ความเข้มแข็.ของเขา สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก
สุสานแห่งนี้จะเก็บเขาไว้ได้อย่างไร
จตุรัสแห่งนี้จะเก็บเขาไว้ได้อย่างไร
ประเทศที่รักของเรานี้ เป็นพียงเกาะเล็กๆ แล้วจะเก็บเขาไว้ได้อย่างไร
มีเพียงโลกใบนี้ที่เขาฝันถึง โลกที่เขาอาศัยและต่อสู้ ที่จะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับเช 

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann