Vyacheslav Molotov




wikipedia.org


วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ (Вячеслав Михайлович Молотов)
นักการเมือง สมาชิกพรรคบอลเชวิค ที่เรืองอำนาจในสมัยสตาลิน แต่ถูกปลดออกจากตำแหน่งในสมัยของครุสเชฟ

โมโลตอฟ มีชื่อจริงเมื่อแรกเกิดว่า  วยาเชสลาฟ สเกรยบิน (Vyacheslav Mikhailovich Skryabin, Вячеслав Михайлович Скрябин) เขาเกิดในวันที่  9 มีนาคม 1890 ในหมู่บ้านกุการ์ก้า  (Kukarka) เขตคีรอฟ (Kirov Oblast) 
พ่อของเขาเป็นเสมียรในร้านขายของ ชื่อ มิคาอิล สเกรยบิน (Михаил Прохорович Скрябин) ปู่ของโมโลตอฟ ชื่อ โฟฮอฟ เนย์โมวิช( Прохор Наумович) เคยเป็นทาสมาก่อน
แม่ของเขา แอนนา เนโบกาติโกว่า (Анна Яковлевна Небогатикова ) มาจากครอบครัวพ่อค้าที่มีฐานะปานกลาง
ตอนเด็ก โมโลตอฟ ชอบเล่นไวโอลิน และเขียนบทกวี
1902 โมโลตอฟ และพี่ชาย เข้าเรียนหนังสือชั้นมัธยมในโรงเรียนที่คาซาน เป็นการเข้าเรียนในระบบโรงเรียนจริงๆ ครั้งแรก ระหว่างที่เรียนหนังสือนั้นเขาก็เริ่มสนใจวรรณกรรมของลัทธิมาร์กซิส  ระหว่างอยู่ที่โรงเรียนเขามีเพื่อนสนิทที่ร่ำรวยชื่อ วิคเตอร์ ทีโฮมีร์โนวิม ( Виктором Тихомирновым) ซึ่งวิคเตอร์ เข้าเป็นสมาชิกพรรค RSDLP ก่อนเขาปีหนึ่ง ก่อนที่จะชักช่วนให้โมโลตอฟ สมัครด้วย
1906 เข้าเป็นสมาชิกพรรค RSDLP (Russian Social Democratic Labour Party)  และเขาได้เลือกฉายา โมโลตอฟ มาเป็นชื่อเรียกตัวเองแทน โดย โมโลตอฟ (Молотов)  แปลว่า "ค้อน" เขาเป็นคนที่ทุ่มเทในการทำงานมาก โดยในวันหนึ่งๆ นั่งทำงานโดยไม่ลุกจากโต๊ะทำงานอย่างยาวนานมาก จนเพื่อนตั้งฉายาให้เขาว่าเป็น " ก้นหิน ("Stone arse")
1909 เขาถูกจับในข้อหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเนรเทศไปยังโวล็อกด้า (Vologda) เป็นเวลาสองปี
1911 หลังจากได้รับการปล่อยตัวเขา สมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก แต่ว่าเรียนได้เพียงสองเทอม เขายังทำงานให้กับพรรคในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และยังเข้าทำงานในกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ปราพด้า ซึ่งเริ่มพิมพ์ในปี 1912  ซึ่งตอนนั้นยังเป็นหนังสือพิพม์ใต้ดินและสตาลิน ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ
1915 เขาถูกจับอีกครั้งหนึ่งและถูกเนรเทศไปเออร์กุตส์ก (Irkutsk) แต่ว่าในปีต่อมา 1916 เขาหลบหนีออกมาได้สำเร็จ และเดินทางกลับเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก
1916 เข้าเป็นกรรมการในพรรคบอลเชวิค ประจำเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก
1917 เมื่อเกิดการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ เขาร่วมเคลือนไหวในทุกเวทีของพรรค ที่จัดตั้งขึ้นในเมืองหลวง และเขายังใช้หนังสือพิมพ์ปราพด้าในการโจมตีรัฐบาลเฉพาะกาลที่จัดตั้งขึ้นด้วย แม้ตอนแรกสตาลินจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าเมื่อเลนินกลับมา เขาก็ชื่นชมในแนวทางของโมโลตอฟ อย่างไรก็ตามโมโลตอฟ กลายเป็นบุตรบุญธรรมของสตาลิน และเป็นผู้ติดตามที่ใกล้ชิดกับสตาลิน
ต่อมาโมโลตอฟ ได้กลายเป็นคณะกรรมการเพื่อการปฏิวัติ (Military Revolutionary Committer) ซึ่งก่อตั้งในเดือนมีนาคม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิวัติในเดือนตุลาคม 
1918 เขาถูกส่งตัวไปยังยูเครน ในการปราบปรามสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นที่นั้น 
1920 เขาได้รับตำแหน่งเลขานุการของคณะกรรมการกลางพรรคบอลเชวิคประจำยูเครน
1921 มีนาคม เดินทางไปยังมอสโคว์ตามคำสั่งของเลนิน และได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ( Responsible Secretary) 
1922 สตาลินเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน (General Secratary) ในเดือนเมษายน โมโลตอฟ จึงถูกลดลงตำแหน่งเป็นเลขาธิการอันดับสองโดยปริยาย
1924 หลังการเสียชีวิตของเลนินและเกิดการช่วงชิงอำนาจกันในพรรค โมโลตอฟยังคงให้การสนับสนุนสตาลิน เขากลายเป็นผู้นำของกลุ่มที่สนับสนุนสตาลินภายในพรรค ที่เรียกว่า Stalinist Centre , ทร็อตสกี ปรามาท โมโลตอฟว่าเป็น "พวกสามัญธรรมดา (Mediocrity personified)" ซึ่งประวัติศาสตร์ก็ได้ยืนยันว่าทร็อตสกีนั้นประเมินเขาต่ำเกินไป โมโลตอฟมีความสามารถในการบริหารอย่างมาก และก็ทำงานหนัก เขาเป็นสมาชิกพรรคไม่กี่คนที่นิยมสวมเสื้อสูทและเนคไทตลอดเวลาในสังคม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทีดี
1926 ได้เป็นสมาชิกของโพลิตบุโร
1928 ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมอสโคว์ เขาอยุ่ในตำแหน่งจนกระทั่ง  15 สิงหาคม 1929
1929 เมื่อได้เป็นสมาชิกของคณะกรรมการกลางของพรรค เขาเป็นผู้ริเริ่มสนับสนุนให้เร่งการปรับปรุงด้านการเกษตรกรรมของโซเวียต
1930 ได้รับตำแหน่งประธานของสภาคณะกรรมการประชาชน (Council of People's Comminssars) ซึ่งมีฐานะเป็นผู้นำรัฐบาล ในวันที่ 19 ธันวาคม ซึ่งเขาสนับสนุนนโยบายการเร่งผลผลิตในนารวมอย่างรวดเร็ว และเนรเทศผู้ต่อต้านไปยังค่ายผู้ใช้แรงงานอย่างหนัก ออกกฏหมาย Law of Spikeltes ซึ่งบังคับเอาผลผลิตจากชาวนา และลงโทษผู้ที่กักตุนผลผลิต ซึ่งมีสว่นทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างมากจนมีผู้เสียชีวิตมาก ในช่วงปี 1932-1933 ในยูเคลนและตะวันตกของโซเวียต
1938 ระหว่างการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสตาลิน (Great Purge) คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของโมโลตอฟ 20 คนจาก 28 คน ถูกตัดสินประหาร ซึ่งมีคำสั่งกว่า 372 ฉบับที่โมโลตอฟเป็นผู้ลงนาม โมโลตอฟเป็นคนหนึ่งที่สตาลินปรึกษาด้วยในระหว่างการกวาดล้างนี้ และเขาจะปฏิบัติตามคำสั่งสตาลินโดยไม่ถามคำถามใดๆ และแม้ว่าสตาลินเสียชีวิตไปแล้ว โมโลตอฟ ยังคงประกาศรับผิดชอบว่ารัฐบาลของเขาเป็นผู้ทำการกวาดล้างเอง
อย่างไรก็ตามโซเวียตภายใต้สตาลินและรัฐบาลของโมโลตอฟ ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการเกษตรและอุตสาหกรรมขนานใหญ่ ซึ่งเป็นผลงานด้านที่ผู้สนับสนุนสตาลินมักอ้างถึง
1939 เขาเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ แทน Maxim Litvinov ซึ่งตอนมีงานสำคัญคือการเจรจาข้อตกลงไม่รุกรานซึ่งกันและกันระหว่างโซเวียตและเยอรมัน ซึ่งกลายเป็นข้อตกลง Molotov-Ribbentrop Pact ลงนามในวันที่ 23 สิงหาคม  ซึ่งบางคนมองว่ามันเป็นข้อตกลงแบ่งยุโรประหว่างเยอรมันและโซเวียต ซึ่งต่อมาฮิตเลอร์ก็บุกโปแลนด์ ในเดือนต่อมา 1 กันยายน เป็นฉนวนของสงครามโลก ครั้งที่  2
1940 เขา , สตาลิน และ ลาฟเรนตี เบเรีย เกี่ยวข้องกับกรณีสังหารหมู่เจ้าหน้าที่โปแลนด์กว่า 25,700 คน ในป่าแห่งหนึ่ง (Katyn massacre) ในวันที่ 5 พฤษภาคม
พฤศจิกายน โมโลตอฟ เดินทางไปยังเบอร์ลินเพื่อเจรจากับฮิตเลอร์ ซึ่งตอนนั้นโซเวียตรังเกียจอังกฤษและตุรกี ว่าจะรุกรานโซเวียตมากกว่าเยอรมัน
1941 22 มิถุนายน โมโลตอฟ เป็นคนที่ประกาศสถานะการเข้าสู่สงครามให้รปะชาชนรับทราบผ่านทางวิทยุ  เมื่อเยอรมันเริ่มบุกโซเวียต หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเจรจากับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในการสร้างพันธมิตร โดยโมโลตอฟ เดินทางไปยังลอนดอนอย่างลับๆ เพื่อเจรจากับเชอร์ชิล  
พฤษภาคม เขาเดินทางไปยังวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อพบกับ รูสเวลต์ มีการลงนามในข้อตกลง Lend-Lease Treaty ซึ่งเท่ากับสหรัฐอเมริกาใช้วามช่วยเหลือทางการเงินกับสหภาพโซเวียตในสงครามโลก ผ่านการให้กู้หรือเช่าทรัพย์สินของโซเวียต
1942  มีการลงนามข้อตกลง Anglo-Soviet Treaty  ในวันที่  26 พฤษภาคม 1942 ซึ่งอังกฤษ สหรัฐ และโซเวียตจับมือกันในสงครามโลก
1943 เดินทางไปอิหร่าน พร้อมกับสตาลิน เพื่อร่วมประชุม Teharan Conference
ปีนี้เขาได้รับรางวัล Hero of Socialist Labor
1944 ในตอนแรกสตาลินให้โมโลตอฟ ดูแลโครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ของโซเวียต แต่ว่าเมื่อโครงการดำเนินไปอย่างล่าช้า เขาจึงเสียตำแหน่งในโครงการนี้ให้เบเรีย ไป
ในปีนี้ โมโลตอฟ ยังมีส่วนผลักดันให้แต่งเพลงชาติของโซเวียต เวอร์ชัน 1944 นี้ด้วย โดยเขาขอให้ผู้เขียนใส่เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพลงไป
1945 จัดการประชุม Yalta Conference  ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นการพบกันของ Big Three ผู้นำของสามอภิมหาอำนาจ อย่าง อังกฤษ,สหรัฐและโซเวียต ซึ่งทำให้เกิดภาพที่เราเห็น เชอร์ชิล,รูสเวลต์ และสตาลิน นั่งอยู่ด้วยกัน นี่การประชุมต่อจากการประชุมเตหะรานปีที่แล้ว เพื่อวางแผนโลกหลังจากสงคราม  และเตรียมความพร้อมของการตั้งองค์การสหประชาชาติ 
1947 โมโลตอฟ ตำหนิแผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ว่าเป็นการสร้างจักรวรรดินิยมอเมริกา เขาตอบโต้ โดยการเสนอแผน Molotov Plan ซึ่งเป็นการสร้างกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียต ซึ่งกลายมาเป็นองค์การโคมิคอน (COMECON)
1948 ภรรยาของโมโตลอฟ โปลิน่า เชมชุชิน่า (Polina Zhemchuzhina, Полине Жемчужиной) ถูกจับ ในเดือนธันวาคม ในข้อหา ทรยศ , เธอเป็นชาวยิว ทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสตาลิน แต่ว่าโมโลตอฟ  ยังคงรักเธออย่างมาก และโทษตัวเองว่าทำให้เธอต้องลำบาก หลังการเสียชีวิตของสตาลิน ทั้งคู่จึงได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีก
เขาแต่งงานกับโปลิน่า (พอลลีน) ตั้งแต่ปี 1921 มีลูกสาวชื่อสเวตล่าน่า (1929-1989) เธอทำงานที่สถาบันประวัติศาสตร์
และมีลูกบุญธรรมชื่อ อเล็กซี นิโกนอฟ ( Алексей Никонов,1917-1992) เป็นเจ้าหน้าที่ใน NKVD
1949 โมโลตอฟ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีการต่างประเทศ แต่ยังคงมีตำแหน่งในโพลิตบุดร และรองนายกอันดับหนึ่ง
1952 การประชุมพรรรคครั้งที่ 19 เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสภาเปรสซิเดียม (Presidium) ซึ่งมาแทนที่ของ โพลิตบุโร แต่ว่าไม่ได้รับตำแหน่งใน Bureau of the Presidium ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ใช้อำนาจสูงสุดของสภาเปรสซิเดียม นั้นอาจจะแสดงให้เห็นว่าสตาลินไว้วางใจเขาลดลง ซึ่งในที่ประชุมพรรคครั้งนี้ โมโลตอฟ และ มิโกยาน (Anastas Mikoyan) ได้ยอมรับผิดต่อสตาลินในการทำงาน รวมถึงการเผยแพร่สุนทรพจน์ของเชอร์ชิลช่วงสงครามด้วย โดยสตาลิน หันไปให้ความเชื่อถือ เบเรีย, และครุสเชฟ มากขึ้น , ครุสเชฟ เคยกล่าวในการประชุมพรรคครั้งที่ 20 ว่าสตาลิน เคยบอกให้สังหารโมโลตอฟ และมิโกยาน หลังจากการประชุมพรรคครั้งที่ 19 สิ้นสุด
1953 หลังจากเสียชีวิตของสตาลิน โมโลตอฟ ได้แต่งตั้งให้กลับมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอีก ในวันที่ 5 มีนาคม ตอนแรกเขาจับมือกับ มาเลนกอฟ (Georgy Malenkov) , เบเรีย (Larentiy Beria) ในการสร้างกลุ่มทรอยก้า (Troika) เพื่อสืบอำนาจจากสตาลิน และต่อมาโมโลตอฟ ถอนตัวและให้การสนับสนุนครุสเชฟแทน เขาให้การสนับสนุนครุสเชฟในการสังหารเบเรีย
1955 เป็นตัวแทนของโซเวียตเข้าร่วมการประชุมเจเนวา , 
1956 การประชุมพรรคครั้งที่ 20 ครุสเชฟ สร้างความประหลาดใจ เมื่อเขากล่าว Secreat Speech ประณามสตาลิน นั้นเป็นสัญญาณความเสื่อมทอยของโมโลตอฟ และผู้สนับสนุนสตาลิน  ทำให้โมโลตอฟ เป็นแกนนำในความพยายามปลดครุสเชฟ 
เขามีความขัดแย้งกับครุสเชฟหลายเรื่อง ทั้งการที่เขาต้องการให้โซเวียตถอนทหารจากออสเตรีย โครงการ Virgin Land ของครุสเชฟ 
มีนาคม มีการชุมนุมประท้วงในทบิลิซี จอร์เจีย โดยผู้ประท้วง ใช้สโลแกน "โค่นครุสเชฟ" แต่ว่ากลุ่มผู้ประท้วงถูกทหารจัดการสลาย
มิถุนายน โมโลตอฟ ถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีการต่างประเทศ
1957 ถูกปลดจากสมาชิกสภาเปรสซิเดียม ในเดืนอมิถุนายน  หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการถอดครุสเชฟจากอำนาจ โมโลตอฟ ตั้งกลุ่ม Anti-Party group เพื่อโค่นครุสเชฟ สามารถชนะครุสเชฟในการประชุมเปรสซิเดียมด้วยคะแนนเสียง 7-4 ให้ปลดครุสเชฟ แต่ว่าครุสเชฟ ปฏิเสธที่จะลาออก และกล่าว่าคณะกรรมการกลาง ( Central Committer) ไม่ได้สนับสนุน
โมโลตอฟ ถูกส่งไปเป็นทูตในมองโกเลีย เป็นการขับไล่เขาจากศูนย์กลางอำนาจโดยอ้อม เขายังคงทำงานในตำแหน่งที่ไม่สำคัญให้กับโซเวียต อย่างการเป็นผู้แทนไปประชุมในที่ต่างๆ 
1960 เป็นหัวหน้าผู้แทนของโซเวียตในองค์การปรมาณูสากล 
1961 หลังการประชุมพรรคครั้งที่ 20 โมโลตอฟ ถูกปลดออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่งในพรรค
1962 โมโลตอฟ เกิดอาการหัวใจวาย ในเดือนมกราคม , ระหว่างที่โซเวียตและจีน มีปัญหากันอยู่ มีรายงานว่าโมโลตอฟ เห็นด้วยกับประธานเหมาในการตำหนิครุสเชฟ ที่พยายามล้างภาพของสตาลิน นักประวัติศาสตร์ ลอย เมดเวเดฟ (Roy Medvedev) อ้างว่า  ลูกสาวของสตาลิน (Svetlana Alliluyena) เคยกล่าวชื่นชมโมโลตอฟ ว่า "เขาเป็นอัจฉริยะ และหากปราศจากเขาแล้วคงไม่มีจิตวิญญาตแห่งการปฏิวัติอยู่ทุกหนแห่งเช่นนี้"
เดือนพฤศจิกายน เขาถูกเรยีกตัวกลับจากเวียนนา ถูกขับออกจากพรรคและทุกตำแหน่ง

ชีวิตหลังบั่นปลายหลังสิ้นอำนาจของเขาค่อนข้างจะอยู่อย่างสงบ อาศัยอยู่ในบ้านที่มอสโคว์ และออกมาเดินตามถนนบ้าง สมัยของครุสเชฟ พยายามจะลบเอกสารและบันทึกราชการที่เกี่ยวข้องกับเขาทิ้งไป ในประมาณ  1973 สมัยลีโอนิค เบรสเนฟ ชื่อและผลงานของโมโลตอฟ ถึงได้รับการอนุญาตให้ใส่ไว้ในสาราณุกรมของโซเวียตอีกครั้ง  
1984  ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อีก
1985 มีบทสัมภาษณ์โมโลตอฟ โดย เฟลิก ชูฟ (Felix Chuev) ที่พิมพ์ออกมา ชื่อหนังสือว่า Molotov Remembers: Inside Kremlin Politics
(Сто сорок бесед с Молотовым )  และ Political Ruler (Полудержавный властелин)
1986 มิถุนายน เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกุนต์เซฟสกาย่าในมอสโคว์ สถานที่ซึ่ง วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ เสียชีวิต ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 1986  เขามีอายุ  96 ปี  และถูกฝังที่สุสานโนโวดีวิชี ( Novodevichy cemetery) 


ความทรงจำ
Molotov Cocktail , ระเบิดขวดหรือระเบิดเพลิง เป็นชื่อที่ชาวฟินแลน์ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการเสียดสี โมโลตอฟ ซึ่งมีบทบาทในการที่โซเวียตบุกฟินแลนด์ก่อนสงครามโลก ซึ่งโมโลตอฟ กล่าวผ่านวิทยุว่า โซเวียตไม่ได้ทิ้งระเบิดฟินแลนด์ แต่ว่าเอาอาหารไปหย่อนให้ เพื่อช่วยเหลือชาวฟินแลด์ที่กำลังหนาว

29 พฤศจิกายน 1946 ได้รับตำแหน่งสมาชิกกิตติมาศักดิ์ของสถาบันวิทยาศาสต์แห่งโซเวียต แต่ถูกถอดจากตำแหน่ง ในวันที่ 26  มีนาคม 1959









Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann