Kliment Voroshilov


wikipedia.org


คลีเมนต์ โวโรชีลอฟ (Клмиент Ефремович Ворошилов)
รัฐมนตรีกลาโหม จอมพลแห่งโซเวียต ระหว่าง 1935-1936

เขาเกิดในยูเครน ในเขตลูฮานส์ก (Luhansk oblast) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1881 ในครอบครัวแรงงานสร้างทางรถไฟ พ่อของเขา ชื่อ โวโรชิลอฟ (Ворошилов Ефрема АндреевичаVoroshilov Ephraim)  กับมารดาชื่อ  มาเรีย ( Марии Васильевны(Агафоновой) ,Maria Vasilievna (Agafonovo) ) ครอบครัวของเขามีฐานะยากจน พี่น้องของเขา ชื่อ อีวาน กับ ซอนย่า เสียชีวิตตั้งแต่ตอนเล็กเพราะขาดสารอาหาร เหลือเพียงตัวเขา กับพี่น้องผู้หญิงอีกสองคน คือ เคท และแอนนา ที่มีชีวิตรอด ตั้งแต่อายุเพียง 7 ปี เขาก็ต้องตามพ่อไปทำงานในเหมือง และเขาโรงเรียนครั้งแรกตอนอายุ 12 ปี ในขณะที่ต้องทำงานไปด้วย และเขาเรียนหนังสือได้เพียงสองปีก็ออกจากโรงเรียน
1896 เขามาทำงานในโรงงานเหล็กแห่งหนี่งใน Alchevsk (Алчевск) ตะวันออกของยูเครน  เริ่มทำงานตั้งแต่ส่งเอกสาร ผู้ช่วยในครัว จนกระทั้งได้เป็นผู้ควบคุมเครนสำหรับยกเหล็ก ซึ่งสภาพภายในโรงงานก็ไม่ดีนัก มีครั้งหนึ่งที่แรงงานพากันประท้วง จนเจ้าของโรงงานต้องยอมติดตั้งพัดลมให้ เขาทำงานอยู่ที่นี่ 3 ปี ก่อนจะโดนไล่ออกตอนอายุ 18 ปี เมื่อเขานำแรงงานประท้วง
1905 เข้าร่วมกับพรรค RSDLP  โดยอยู่ในฝ่ายที่เป็นบอลเชวิค เขาเป็นกรรมการขอพรรคประจำเขตลูฮานส์กที่เขาเกิด มีหน้าที่ค่อยส่งเสริมแรงงานให้ต่อต้านรัฐขณะนั้น และฝึกกองกำลัง โวโรชิลอฟ มีโอกาสได้พบกับสตาลินครั้งแรก ในปี 1906 เมื่อมีการประชุมพรรคที่สต็อกโฮม ในเดือนเมษายน
1907 กันยายน ถูกจับ และถูกส่งตัวไปที่เขตอาร์ชแองเจิ้ล (Archangel) โดยคำสั่งเนรเทศเป็นเวลา 3 ปี แต่ว่าเขาหลบหนีได้ในเวลาต่อมา เขากลับมาสมทบกับสตาลินในกรุงบากู (Baku) และทำงานให้พรรคต่อ
1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ปรากฏตัวใน เมืองซาริตซิน (Tsaritsyn) ก่อนที่จะหนีการจับกุมไปทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก 
1917 ช่วงการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ เขาทำหน้าที่โฆษณาช่วนเชื่อในหน่วยทหารไลฟ์การ์ด ใน Izmailovo  ในมอสโคว์ และพอเดือนมีนาคม ก็กลับไปก่อตั้งพรรคบอลเชวิคที่ลูฮานส์ก บ้านเกิด
ระหว่างการปฏิวัติในเดือนตุลาคม เขาควบคุมกองกำลังในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ทำงานร่วมกับดเซอร์ชินสกี  (F. Dzerzhinskii) เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในรัสเซีย (1917-1921) เขาได้รับตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทยประจำยูเครน และบังคับบัญชากองทัพในคาร์คอฟ  ในปี 1918 ได้ทำกำลังรบเพื่อป้องกันเมื่อคาร์กอฟ ต่อสู้กับทหารจากเยอรมันและออสเตรีย ที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม เขาบังคับบัญชาหน่วยทหารที่ 3 และ  5 ซึ่งมีกำลังประมาณ 6,000 นาย ต่อสู้อย่างหนักเพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง ซาริตซิน ห่างออกไปกว่ 500 กิโลเมตร ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ทรหดมากในตอนนั้น ต่อมาจึงได้รับหน้าที่บังคับทหารในซาริตซิน
หลังจากนั้นได้เข้าไปทำงานร่วมกับสตาลิน และพล.โท สเนซาเรฟ เยฟเรเนวิช (Снесарев Андрей Евгеньевич)ในการดูแลกองทัพที่ 10 ในเขตคอเคซัสเหนือ ปกป้องซาริตซิน จากพวกกองทัพขาว แต่ปรากฏว่าหลังจากปกป้องเมืองซาริตซินเอาไว้ได้แล้ว ซึ่งเครดิตส่วนใหญ่ควรจะอยู่ที่ พล.โท สเนซาเรฟ แต่สตาลินรายงานกลับมายังมอสโคว์ว่า พล.ท. สเนซาเรฟ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพในการรบ ทำให้เขาถูกย้ายจากตำแหน่ง ซึ่งทร็อตสกี เอามาเขียนเป็นหนังสือ โจมตีสตาลินในภายหลังว่าใช้แผน  спецоненавистничество , ซึ่งหลังจากย้าย พล.โท. สเนซาเรฟ ออกไปแล้ว สตาลินและโวโรชิรอฟ พยายามที่จะบุกโจมตีกองทัพขาวแต่ล้มเหลว , พล.โท สเนซาเรฟ ถูกจับและประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 1921
1920 เขาได้รับรางวัล Order of the Red Banner วันที่ 26 มิถุนายน 1920, และ 30 ธัันวาคม ได้เข้าเป็นคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์
1925 มิคาอิล ฟรุนซ์ รัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียต เข้าฝ่าตัดมะเร็งในลำไส้ และเสียชีวิต ทำให้หลังจากฟรุนซ์ เสียชีวิตไปแล้ว โวโรชิลอฟได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม (People's Commissar for Military and Navy Affairs) และเป็นประธานในสภากลาโหมเพื่อการปฏิวัติ (Revolutionary Military Council) 
1926 เข้าเป็นสมาชิกของโพลิตบุโร เขาอยู่ในตำแหน่งนี้จนปี 1960 ซึ่งเปลี่ยนเป็นสภาเปรสซิเดียมในปี 53
1929 Сталин и Красная Армия (Stalin and the Red Army) เขาเขียนบทความเชิดชูสตาลิน หนา 6 หน้า ลงในหนังสือพิมพ์ปราพด้า ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม ในโอกาสวันเกิด อายุ 50 ปี ของสตาลิน
1935 ได้รับตำแหน่ง จอมพลแห่งโซเวียต 20 พฤศจิกายน  , ระหว่างช่วงเวลาแห่งการกวาดล้างศัตรูของสตาลิน เขามีบทบาทสำคัญในการลงโทษเจ้าหน้าที่ในกองทัพ มีเอกสารรายชื่อผู้ที่ถูกลงโทษกว่า 185 ฉบับ ที่ตัวเขาเองเป็นคนเซ็นต์รับรอง ซึ่งมีผู้ที่โดนลงโทษกว่า 18,000 คน
1939 ควบคุมกำลังทหารในสงคราม Winter War ร่วมกับสตาลิน ในการสนับสนุนฝ่ายซ้ายในฟินแลนด์ Finland Democratic Republice ต่อสู้รัฐบาลฟินแลนด์ที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซีเยอรมัน ซึ่งสงครามจบลงด้วยการเจรจาในขณะที่โซเวียตเป็นฝ่ายสูญเสียในสงครามนี้อย่างหนัก มีทหารตายไปกว่าสามแสนนาย
1941 ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นสมาชิกของ State Defence Committee เริ่มต้นเขาควบคุมกองทัพในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ถึง 5 ก.ย. 41) ควบคุมกองทัพในเลนินกราด (ถึง 14 ก.ย. 41) จากนั้นก็ได้ถูกแต่งตั้งให้รับหน้าที่เป็นตัวแทนในกองกำลังอีกหลายหน่วย และยังเป็นดูแลกองทหารที่รบแบบกองโจรด้วย
1943 เขาเดินทางพร้อมกับสตาลิน ไปเข้าร่วมประชุมเตหะราน (Teheran Conference) ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในงานเลี้ยงคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ทำดาบที่ระลึก เรียกว่า  Sword of Stalingrad มันสลักข้อความว่า "To the steel-hearted citizens of Stalinrad- - the gift of King George VI - in token of the homage of the British people" มอบให้แก่สตาลิน ซึ่งสตาลินทำให้โวโลชิลอฟด้วยการมอบดาบให้กับเขาขณะที่งานเลี้ยงจบลง ตอนโวโลชิลอฟ รับดาบมา เขาทำมันหลุดมือหล่นลงพื้น จนคนในงานตกใจ
1945-1947 รับหน้าที่ประธานกำลังทหารโซเวียตในฮังการี 
1946-1953 เป็นรองนายกรัฐมนตรีของโซเวียต
1953-1960 เป็นประธานสภาเปรสซิเดียม (Chariman of the Presidium of the Supreme Soviet)
1957 เป็นสมาชิกของกลุ่ม Anti-Party group ที่พยายามขัดขวางการขึ้นสู่อำนาจของครุสเซฟ ซึ่งเขา , มาเลนกอฟ , โมโลตอฟ ไม่เห็นด้วยกับการประณามสตาลินของครุสเซฟ ซึ่งพวกเขาเกรงว่าการกระทำของครุสเชฟ จะทำให้โซเวียตอ่อนแอ และถูกฝ่ายตะวันตกโจมตี แต่ว่ากลุ่มของพวกเขาไม่อาจขัดขวางครุสเซฟ ได้สำเร็จ แต่ว่าโวโรชิลอฟ เป็นคนเดียวที่โชคดีต่างจากเพื่อนในกลุ่ม ที่ไม่ถูกไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนคนอื่น เขาเพียงถูกประณามในที่ประชุมพรรค ครั้งที่  12
1961 พฤษภาคม เขาขอลาออกจากสุพรีมโซเวียต ในการประชุมพรรคครั้งที่ 22 เดือนตุลาคม เขาสูญเสียการสนับสนุนและไม่ได้รับเลือกให้นั่งในตำแหน่งคณะกรรมการกลางของพรรคอีก
1966 ได้รับเลือกให้กลับเข้ามาในคณะกรรมการกลาง
1969 เสียชีวิตในคืนวันที่ 2 ธันวาคม และถูกประกอบพิธีข้างกำแพงเบอร์ลิน ณ.ตำแหน่งนาโคโพลิส อย่างสมเกียรติ เป็นรัฐพิธีศพที่ยิงใหญ่ที่สุดหลังการเสียชีวิตของสตาลิน

ชีวิตครอบครัว เขาแต่งงานกับหญิงชาวยิว จากยูเครน  ชื่อ กอลด้า ดาวิดอฟน่า (Голда Давидовна Горбман, Golda Gorbman Davidovna) ซึ่งกอ่นจะแต่งงานกัน กอลด้า ได้เปลี่ยนชื่อเป็น  เยแคทเธอริน่า (Екатерина) เพื่อเปลี่ยนศาสนาเป็นออโธดอกซ์ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้แต่งงานกันได้ กอลด้า ทำงานในพิพิธภัณฑ์เลนิน  พวกเขาไม่มีลูกด้วยกัน แต่ได้รับเด็กมาเป็นลูกบุญธรรมคนหนึ่ง เป็นลูกของมิคาอิล ฟรุนซ์ ชื่อ ทีเมอร์ ( Тимур Михайлович Фрунзе,1923-1942)  ลูกคนที่เหลือชื่อทาเทียน่า (1920) และปีเตอร์ (1914-1969)

รางวัล

  • Hero of the Soviet Union (03/02/1956 G., 22/02/1968)
  • Hero of Socialist Labor (07/05/1960 )
  • 8 Orders of Lenin (23/02/1935 , 22/02/1938 , 03/02/1941, 21/02/1945, 02/03/1951 , 02/03/1956, 05/07/1960, 02/03/1961)
  • 6 Red Banner (06.26.1920,  03.1921, 12/02/1925, 02/22/1930,11/03/1944, 24/06/1948)
  •  Order of Suvorov I class (02/22/1944 )
  • Order of the Republic of Tuva (10/28/1937)
  • 3 Orders of Red Banner of Labor Union republics (TSFSR, Uzbek. SSR, Taj. SSR)
  • 12 medals and awards and medals from foreign countries. Military rank of Marshal of the Soviet Union, awarded November 20, 1935


Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann