Vladimir Mayakovsky



วลาดิมีร์ มายาคอฟสกี (Владимир Владимирович Маяковский)
กวีที่สตาลินบอกว่าดีที่สุดในโซเวียต , นักฟิวเจอริสต์ (Futurist), นักแสดง
เขาเกิดเมื่อวันี่ 19 กรกฏาคม 1893 ในเมืองแบกแดด (Baghdad) จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพรหมแดนจอร์เจีย โดยที่พ่อของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชื่อวลาดิมีร์ (VladimirKonstantinovich Mayakovsky,1857-1906) ซึ่งมีเชื้อสายของชาวคอสแซคจากยูเครน ในขณะที่แม่ก็เป็นชาวยูเครน มีอาชีพเป็นนักเขียน ชื่ออเล็กซานดาร์ บาฟเลนโกร (Alexander Pavlenka,1857-1954) ซึ่งตอนอยู่ที่บ้านนั้นครอบครัวนี้จะพูดภาษารัสเซียในการสนทนา แม้ว่าภายนอก ในเมืองและที่โรงเรียนจะใช้ภาษาจอร์เจียกันเป็นหลัก
1902 เข้าเรียนชั้นประถมที่เมืองกุเตียสิ (Kutaisi) ซึ่งตอนเขาอายุเพียง 14 ปี ก็ร่วมการเดินขบวนของพวกนิยมสังคมนิยมในเมืองนี้
1906 พ่อของเขาเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ด้วยโรคบาดทะยัก เพราะว่าตอกตะปูแล้วพลาดไปโดนนิ้วตัวเอง  ทำให้แม่พาเขา และพี่สาวผู้หญิงอีกสองคน ชื่อลุดมิล่า (Lyudmila,1884-1972) และ โออลก้า (Olga,1890-1949)  {ยังมีพี่น้องผู้ชายด้วยอีก 2 คน ชื่อคอนสแตนติน แต่ว่าเสียชีวิตตอนอายุแค่ 3 ขวบ , และอีกคนชื่ออเล็กซานเดอร์ เสียชีวิตตั้งแต่เป็นทารก) ทั้งหมดย้ายมาอยู่ในมอสโคว์ และมายาคอฟสกีเข้าเรียนที่โรงเรียนหมายเลข 5 (ปัจจุบัน Moscow School No.91) ในระดับชั้น ป. 4 เขาเป็นเพื่อนนักเรียนห้องเดียวกันกับบอริส ปาสเตอร์แน็ค ด้วย ,  แต่ว่าในปี 1908 ก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะว่าไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน
1908 ระหว่างอยู่ในมอสโคว์เขาสนใจเกี่ยวกับผลงานเขียนของพวกฝ่ายซ้ายและเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรค RSDLP เป็นประจำจะกระทั้งเข้าเป็นสมาชิกพรรคในปีนี้ แต่ว่าไม่นานเขาก็ถูกจับจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องไปอยู่ในคุกนานกว่า 11 เดือน
1909 ระหว่างอยู่ในเรือนจำบุตุร์ก้า (Butyrka prison) เขาก็เริ่มเขียนบทกวี แม้ว่าผลงานเขียนเวลานั้นจะถูกผู้คุมยึดไปก็ตาม
1910 ได้รับการปล่อยตัวจากเรืือนจำในเดือนมกราคม ซึ่งหลังจากออกจากคุกแล้วเขาก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค RSDLP
1911 เพื่อนของมายาคอฟสกี ที่เป้นศิลปินชื่อยูจีน แลง (Eugene Lang)  เป็นคนทำให้เขาสนใจในการวาดรูป มายาคอฟสกี จึงเข้าเรียนในคลาสเตรียมพร้อมที่โรงเรียนสโตรกรานอฟ (Stroganov School) ก่อนที่จะเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนศิลปะ Moscow Art School ทำให้ช่วงนี้เขาเข้าร่วมกลุ่มกับพวกฟิวเจอริส (Futurist)  ซึ่งเป็นพวกนิยมการคาดการ์ณอนาคต วางคอนเซปต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นภายภาคหน้าแล้วก็ถ่ายถอดมาเป็นงานศิลป์ สถาปัตย์ หรืองานเขียน
1912 การเป็นนักกวีของเขาเริ่มอย่างจริงจัง จากการได้รู้จักกับ Divid Burlyuk เพื่อนนักเรียนด้วยกันที่ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม Gileas (Гилея) ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้นิยมฟิวเจอริสซึม  (Futurism) 
 ธันวาคม กลุ่มดังกล่าว ตีพิมพ์ผลงานชื่อ A Slap in the FAce of Publice Teste (Пощёчина общественному вкусу) ซึ่งมีบทกลอนของมายาคอฟสกีรวมอยู่ด้วย ชื่อ Night(Ночь) และ Morning (Утро)
1914 ทั้งมายาคอฟสกีและเดวิด ถูกไล่ออกจากโรงเรียนศิลปมอสโคว์ , เกิดสงครามโลกในปีนี้ และเขาเขียนบทกวี ชื่อ War is declared (Война объявлена)
1915 มีความสัมพันธ์นักเขียนชื่อ ลิลี บริก (Lily Brik) เธอเป็นภรรยาของโอซิบ บริก (Osip Brik) เพื่อนของมายาคอฟสกีด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกครหาจากคนทั่วไป มายาคอฟสกี ได้แต่งบทกวีให้เธอ อย่าง The Backbone Flute ( Флейта-позвоночник,1916) และ War and Peace ( Война и мир,1916)
ระหว่างปี 1915-1916 เขาสามารถสร้างบทกวีที่สำคัญสองชิ้นของเขาได้สำเร็จ คือ A Cloud in Trousers และ The Backbone Flute
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น มายาคอฟสกี ถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นทหารร่วบในการรบ เพราะเขาถูกมองว่าเป็นมีพฤติกรรมทางการเมืองไม่เป็นที่ไว้วางใจ ทว่าเขากลายเป็นแรงงานอยู่ในโรงเรียนการผลิตรถยนต์ของกระทรวงกลาโหมในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ระหว่าง 1915-1917
1917 ช่วงการปฏิวัติรัสเซีย เขาอยู่ในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ในเขตสโมลนี่ (Smolny) เฝ้ามองเหตุการณ์การปฏิวัติอย่างตื่นเต้น และสนับสนนุ ด้วยการแต่งบทกวี ชื่อ Left March! For the Red Marines (1918) ซึ่งเขาได้อ่านมันในโรงละครของกองทัพเรือ โดยมีเหล่าทหารเรือเป็นผู้ฟัง
Ode to Revolution (1918) , Left March (1919)
1918 ร่วมแสดงหนังเงียบเรื่อง Mailed Movies (Зако́ванная фи́льмой)
1919 เขากลับมาอาศัยอยู่ในมอสโคว์ และทำงานให้กับ Russian State Telegraph Agency ในฐานะผู้วาดภาพประกอบ
1921 บทละครแนวสังคมนิยมเรื่อง Mystery-Bouffe (Мистерия-Буфф) ของเขา ซึ่งเขาปรับปรุงบทใหม่ จากที่เคยมีการเปิดแสดงครั้งแรกวันที่  7 พฤศจิกายน 1918 ในโอกาศครบรอบปีการปฏิวัติ ซึ่งเขาร่วมแสดงด้วย , ส่วนเวอร์ชั่นใหม่นี้ ได้รับความนิยมสุงกว่าการแสดงครั้งแรก เปิดแสดงในโรงละคร First Theatre ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1921 มันได้รับความนิยม จนมีการแสดงกว่าร้อยรอบ และมีฉบับที่พิมพ์ออกมาในเดือนมิถุนายนด้วย 
1922 เป็นสมาชิกของกลุ่ม Left Art Front (LEF) จนกระทั้ง  1928  เขานิยามผลงานศิลปะของตัวเองว่าเป็น Communist Futurism (Comfut) ซึ่งเขายังได้ร่วมกับเพื่อนเก่าอย่างโอซิป บริก ในการทำวารสารออกมา
1924 ในการเสียชีวิตของเลนิน มายาคอฟสกี เขียนคำไว้อาลัยยาวกว่า 3,000 บรรทัด
1925 เขาเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องพิเศษมากที่ทางการอนุญาตให้คนๆ หนึ่งเดินทางไปต่างประเทศได้ โดยเขาเดินทางไปยังยุโรป สหรัฐ เม็กซิโก และคิวบา เพื่อเก็บความประทับใจในการเขียนบทกวีและเขียนภาพ  โดยเล่่าเรื่องการเดินทางไว้ในบทกวี อย่าง My Discovery of America (1926) 
ระหว่างอยู่ในสหรัฐ เขาได้พบกับ เอลลี โจน (Elli Jones) ชื่อเดิมของเธอคือ Elezaveta Petrovna Zibert เป็นชาวรัสเซียอพยกไปสหรัฐตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติ และเธอได้แต่งงานกับชาวอังกฤษ ต่อมาเธอได้หย่าจากสามี เอลลี่ภายหลังเธอได้คลอดลูกสาวให้แก่เขาในปี 1926 โดยที่มายาคอฟสกี กว่าจะรู้ว่าเขามีลูกก็ปี 1928 , มายาคอฟสกี มีโอกาสได้เจอลูกสาวของเขาแค่ครั้งเดียว เมือเขาเดินทางไปเมืองนิช ฝรั่งเศส ในฤดูใบไม้ผลิ 
1928 เขียนบทกวี ชื่อ A Letter to Tatiana Yakovleva (Письмо Татьяне Яговлевой,1928) เขาเขียนให้กับทาเทียน่า หญิงงคนที่เขาตกหลุมรักระหว่างการเดินทางเยือนตอนใต้ของฝรั่งเศส  ตอนนั้นทาเทียน่าอายุแค่ 22 ปี เธอเป็นนางแบบให้กับชาแนล (Chanel) ด้วย เขาหลงรักเธอมากขนาดที่คิดจะย้ายไปอยู่ปารีส จนมีปัญหากับลิลี ที่ประกาศว่าเขาทรยศเธอ ลิลีแกล้งอ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่บอกว่าทาเทียน่ากำลังจะแต่งงานแล้วในปารีส ดังๆ ให้เขาฟัง , ขณะเดียวกันวีซ่าที่จะไปต่างประเทศของมายาคอฟสกีก็ถูกทางการปฏิเสธ
มายาคอฟสกี ได้รับยกย่องว่าเป็นนักกวีแถวหน้าของโซเวียตโดยสตาลิน แต่ว่างานของเขาที่เกี่ยวข้องการการเมือง และการโฆษณาชวนเชิ่อมาก ก็ทำให้บางทีเขาก็ถูกปฏิเสธจากเพื่อนในวงการเดียวกับ เขามีการเปิดนิทรรศการณ์แสดงงานของตัวเอง "20 Years of Work" ในปี 1928 นี้ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากเพื่อนหรือจากผู้นำประเทศ
ผลงานเขียนบทละครเวทีสองชิ้นสุดท้ายของเขา The Bedbug (Клоп, 1929) and The Bathhouse(Баня, 1930) โดยเฉพาะ The Bathouse นั้นถูกวิจารณ์อย่างหนัก
นิตาเลีย ปรุคาเนนโก (Natalia Bryukhanenko) เพื่อนและอดีตคนรักของมายาคอฟสกี เล่าให้ฟังว่าเธอพบเขาในเดือนมกราคม 1929 เธอรับฟังว่าเขาเล่าว่ารู้สึกผิดหวังมากเท่าไหร่ที่ไม่อาจจะไปหาทาเทียน่าได้อีก และเขาบอกว่าจะฆ่าตัวตาย 
1930 9 เมษายน เขาไปอ่านบทกวีของตัวเองให้นักศึกษาฟังที่ Polytechnical Museum ชื่อว่า At the Top of My Voice แต่ว่ามีผู้ฟังไม่น้อยที่ไม่ยอมฟังจนจบแล้วลุกออกไป
14 เมษายน เขายิงตัวตาย
โดยเขียนจดหมายลาเอาไว้ว่า

To All of You. That I die – don’t blame anyone for it, and please do not gossip. The deceased terribly dislike this sort of thing. Mother, sisters, comrades, forgive me—this is not a good method (I do not recommend it to others), but there is no other way out for me. Lily - love me. Comrade Government, my family consists of Lily Brik, mama, my sisters, and Veronika Vitoldovna Polonskaya. If you can provide a decent life for them, thank you. The verses I have begun, give to the Briks. They’ll understand them.
And so they say-
"the incident dissolved"
the love boat smashed up
on the dreary routine.
I'm through with life
and [we] should absolve
from mutual hurts, afflictions and spleen.

Vladimir Mayakovsky 12.IV.30.
Comrades of the Proletarian Literary Organization, don’t think me a coward.
Really, it couldn’t be helped. Greetings! Tell Yermilov it’s too bad he removed the slogan; we should have had it out.
V.M.
In the desk drawer I have 2000 rubles. Use them to pay my taxes. The rest can be gotten from the State Publishing House.

ศพของมายาคอฟสกี ถูกนำไปฝังที่สุสาน Novodevichy Cemetery , เมืองบ้านเกิดของเขา  Baghdati ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Mayakovsky เพื่อเป็นเกียติ
ในปี 1935 มายาคอฟสกี ถูกหนังสือพิมพ์บางฉบับในโซเวียต ตำหนิว่าไม่เหมาะกับการถูกเรียกว่าเป็น กวีกรรมกร (Proletarian poet) ทำให้ลิลี บริค เขียนจดหมายร้องเรียนไปยังสตาลิน ซึ่งสตาลินได้เขียนตอบมาว่า 
Comrade Yezhov, please take charge of Brik's letter. Mayakovsky is still the best and the most talented poet of our Soviet epoch. Indifference to his cultural heritage is a crime. Brik's complaints are, in my opinion, justified
... มายาคอฟสกี เป็นกวีที่ดีที่สุดและมีพรสวรรค์ที่สุดในยุคโซเวียตของเรา







Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann