Mstislav Keldysh


มัสติสลาฟ เคลดิช (Мстислав Всеволодович Келдыш)
The Chief Theoretician

เคลดิช เกิดในปี 1911, 10 กุมภาพันธ์ ในครอบครัวผู้มีฐานะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในเมืองริก้า (Riga) 
ปู่ของเขา ชื่อว่ามิคาอิล เป็นนักฟิสิก ยศพลเอก ในกองทัพของจักรวรรดิรัสเซีย ส่วนย่าชื่อนาตาเลีย ก็เป็นญาติของนายพลคนสำคัญของรัสเซีย อเล็กซี บรูซิลอฟ (Aleksey Brusilov) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 
พ่อของเคลดิช , วีเซโวลอด (Vsevolod) ก็เป็นทหารในกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย ช่วงก่อนการปฏิวัติมียศเป็นพลตรี แต่หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในรัสเซียแล้ว เขาทำงานเป็นศาสตราจารย์ ในสถาบันวิศวกรรมทางทหาร (Academy of Military Engineering) ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สำคัญคือ ทฤษฏีเกี่ยวกับการเสริมแรงคอนกรีต (Concrete reinforcement theroy) ซึ่งถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างคลองและถนนในกรุงมอสโคว์
1915 ครอบครัวของเขาย้ายจากริก้ามาอยู่ที่มอสโคว์
1919 ครอบครัวเคลดิช อาศัยอยู่ในเมืองอิวาโนโว่ (Ivanovo) ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมทอผ้า ห่างจากมอสโคว์ 300 กิโลเมตร พ่อของเคลดิช ทำงานสอนหนังสือในสถาบันโพลีเทคนิค ซึ่งเคลดิชเริ่มเรียนชั้นมัธยมในเมืองนี้ พวกเขาย้ายกลับมามอสโคว์ในปี 1923 
1928  เมื่ออายุ 17 ปี ได้เข้าเรียนที่คณะฟิสิกและคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ , ความจริงแล้วเคลดิช อยากจะเป็นวิศวกรโยธา เหมือนกับพ่อของเขา แต่เมื่อตอนที่เขาจบจากมัธยมปลาย เขามีอายุเพียง 16 ปี และมหาวิทยาลัยที่เขาต้องการจะเรียนก็ไม่รับนักเรียนที่อายุน้อยกว่าเกณท์ พี่สาวของเคลดิช ลุดมิลล่า (Ludmilla) ซึ่งเรียนทางด้านฟิสิกและคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ก่อนแล้ว จึงได้เรียนชวนให้น้องชายมาเรียนที่คณะเดียวกัน
1931 เรียนจบและได้รับปริญญาสาขาวิศวะกรรมศาสตร์ , อาจารย์คนหนึ่งที่สอนเคลดิช คือ ศจ.มิคาอิล ลาฟเรนต์เยฟ (Mikhail Lavrentyev) ได้แนะนำให้เขาไปทำงานที่สถาบันวิจัยด้านการบิน TsAGI (The Central Aerohydrodynamic Institute)
ซึ่งงานวิจัยแรกของเคลดิช ที่สถาบันนี้ เป็นเรื่อง Flutter ที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของแรงในการบินต่อการสั่นและบิดตัวของวัสดุ
1930s ช่วงที่เกิดการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองของสตาลิน (Great Purge) สมาชิกในครอบครัวเคลดิช หลายคนกลายเป็นเหยื่อด้วย อย่างลุงของเคลดิช ถูกจับและส่งตัวไปค่ายแรงงานในแถบทะเลขาว โดยถูกบังคับให้ทำงานขุดคลองเดินเรือ Stalin White sea - Baltic Sea Canal ซึ่งโครงการนี้มีคนตายไปกว่าหนึ่งแสนคน , แม่ของเคลดิชเองก็ถูกจับ แต่สุดท้ายตำรวจ NKVD ก็ปล่อยตัวเธอออกมาในไม่กี่อาทิตย์ต่อมาเนื่องจากหลักฐานที่จะกล่าวหาเธอไม่เพียงพอ , มิคาอิล พี่ชายของเคลดิช ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ด้านเยอรมัน ถูกจับและประหารในข้อหาสายลับ , อเล็กซานเดอร์ พี่ชายอีกคน ก็ถูกกล่าวหาในข้อหาเป็นสายลับให้กับฝรั่งเศส ในปี 1938 แต่ว่าเขาโชคดีรอดมาได้ เพราะว่ามีการเปลี่ยนผู้นำของ  NKVD ในช่วงนี้ทำให้นักโทษหลายคนได้รับการอภัยโทษ
1937 เรียนจบปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์ ขณะที่อายุเพียง 27 ปี  โดยเสนอวิทยานิพนธ์เรื่อง Complex Variable and Harmonic Functions Representation by Polynomial Series
เขาได้รับตำแหน่งศาสตร์จารย์ จากมหาวิทยาลัยมอสโคว์
1943 เป็นสมาชิกไม่ถาวรของ Academy of Sciences , และได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการของสถาบัน NII-1(Research Institute no.1) ซึ่งทำงานวิจัยด้านการบิน  และเป็นอธิการบดีของคณะเครื่องกลประยุกต์ (Department of Applied Mechanics) ของสถาบันสเตกลอฟ (Steklov Institute for Mathematics) เขาอยู่ในตำแหน่งนี้จนปี 1953
ช่วงปี 1940s เคลดิช เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยสำคัญของโซเวียตหลายด้าน ทั้งการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ การสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ของโซเวียต 
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขายังทำงานอยู่ที่ TsAGI แต่ว่าห้องวิจัยได้ย้ายไปอยู่ที่คาซาน (Kazan) เพื่อความปลอดภัย โดยที่ภรรยาและลูกของเขาก็ย้ายไปด้วย งานสำคัญในตอนนี้คือการออกแบบเครื่องบินรบสำหรับใช้ในสงคราม
1946 ได้รับรางวัล Stalin Prize ครั้งแรก จากผลงานศึกษาเรื่องการสั่นสะเทือนในเครื่องบิน (aircraft auto-oscillations) และได้เป็นสมาชิกเต็มตัวของ Academy of Sciences 
1953 เป็นศาสตร์จารย์ที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ และเป็นคณะบดีของสถาบันคณิตศาสตร์ (Institute of Applied Mathematics, Academy of Sciences) ระหว่างนี้ได้เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และและเปิดไฮโดรเจนของโซเวียต  และยังพัฒนาการออกแบบล้อหน้าของเครื่องบินใหม่ เพื่อแก้ปัญหาของปรากฏการณ์ Shimmy ที่ทำให้ล้อของเครื่องบินในยุคนั้นมักจะบิดตัว
 ในปีนี้ โซเวียต โดยการผลักดันของเคลดิช ได้เริ่มพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม Strela (Стрела)  
1954 เคลดิช ร่วมกับ โคโรเลฟ (Sergey Korolev) เสนอโครงการพัฒนาดาวเทียมไปยังรัฐบาลโซเวียต 
1955 เคลดิช ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการดาวเทียม (Satellite Commitee) ของ Academy of Sciences
1956 ได้รับรางวัล Hero of Socialist Labor จากผลงานการออกแบบเครื่องบินในช่วงสงครามโลก
1957 ตุลาคม โซเวียตปล่อยดาวเทียมสปุตนิก สู่อวกาศสำเร็จ , ทำให้เขาได้รับรางวัล Lenin Prize 
1961 ได้รับรางวัล Hero of Socialist Labor อีกครั้ง หลังจากนักบินอวกาศยูริ กาการิน ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร๊จ  และอีก 3  เดือนต่อมา ได้รับเลือกให้เป็นประธานของ Academy of Sciences ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งนี้นาน 14 ปี 
1962 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของสุฟรีมโซเวียต (Supreme Soviet)
1975 เขายื่นใบลาออกจากตำแหน่งประธานของ Academy of Sciences เนื่องจากปัญหาสุขภาพ  เคลดิช เคยได้รับการผ่าตัดหัวใจโดย ศัลยแพทย์ชาวสหรัฐ ไมเคิ้ล เดแบคคีย์ (Michael DeBackey) แพทย์คนเดียวกันกับที่เคยผ่าตัดให้บอริส เยลต์ซิน 
1978 เสียชีวิตในวันที่ 24 มิถุนายน ขณะอายุได้ 67 ปี  ร่างของเคลดิช ได้รับการประกอบพิธีศพแบบรัฐพิธี ที่ตำแหน่งอันทรงเกียรติ Necropolis point ข้างกำแพงเครมลิน
การเสียชีวิตของเขาค่อนข้างเป็นที่สงสัย เมื่อผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าเคลดิช เข้าไปในโรงจอดรถ แล้วก็สตาร์ตรถยนต์โวลก้า (Volga) ของเขา โดยที่ประตูของโรงจอดรถถูกปิดเอาไว้สนิท เอกสารทางการบอกว่าเขามีอาการหัวใจวายหลังจากนั้นไม่นาน  แต่เพื่อนของเคลดิชบางคนก็สงสัยว่ามันเป็นการฆาตกรรม โดยการใส่แก๊สพิษไว้ในเครื่องยนต์





Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann