Spartacus



สปาร์ตาคัส

สปาร์ตาคัส เป็นชาวทาร์เคียน (Tharcians) เผ่าแมดิ (Maedi tribe) ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสทรูม่า (Struma river) แม่น้ำซึ่งไหลผ่านบัลกาเรียและกรีซ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าสปาร์ตาคัสเป็นหัวหน้าของชนเผ่า เพราะว่ากษัตริย์หรือผู้นำของของทาร์เคียนหลายคนก็ใช้ชื่อว่าสปาร์ตาคัส 
สปาร์ตาคัส ถูกจับมาเป็นทาสหลังจากการรบกันระหว่างชาวทาร์เคียนกับทหารโรมัน  ในตอนแรกเขาถูกส่งไปทำงานในเหมือน ก่อนที่ต่อมาจะถูกขายให้กับโรงเรียนฝึกนักรบกลาดิเอเตอร์ (gladiator)  ซึ่งสปาร์ตาคัสพยายามหลบหนีออกมาหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ ซึ่งสุดท้ายเขามาอยู่ที่โรงเรียนของ จีเนียอุส บาเตียตัส (Gnaeus Lentulus Batiatus)  ในเมืองคาปัว (Capua) จังหวัดแคมปาเนีย (Campania) เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการฝึกกลาดิเอเตอร์  ที่โรงเรียนของบาเตียตัสมีทาสที่ถูกนำมาฝึกกว่า 200 คน 
73 BC การปฏิวัติกลาดิเอเตอร์ (Gladiator Revolution ,Third Servile War, 73-71 BC) สปาร์ตาคัส เป็นผู้นำทาสประมาณ 70 คน พยายามหนีออกจากโรงเรียนฝึก โดยพวกเขาได้หนึไปยังบริเวณเชิงเขาเวสุเวียส (Vesuvius)  อิตาลี ระหว่างทางพวกเขาช่วยกันปล่อยทาสที่ถูกจับไว้ตามที่ต่างๆ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก จากนั้นได้สอนการต่อสู้ให้กับพวกทาส  และพวกเขาได้ออกปล้นสดมถ์ เพื่อรวบรวมอาวุธ และตั้งกองทัพ โดยที่มีผู้นำสามคนคือสปาร์ตาคัส , ไครซัส (Crixus) และ เกลเลียส (Gellios )
ฝ่ายโรมัน ได้ส่งทหารกว่าสามพันคนนำโดย เกียส กลาฟโร (Gauis Claudius Glavro, Poulchro) เขาปราบปรามการกบฏของพวกทาส  
ขณะนั้น ปอมปีย์ (Pompey) กำลังรบกับคินตัส เซอร์โตเรียส (Quintus Sertorius) อยู่บริเวณสเปน เพราะว่าคินตัส ตัองการแยกดินแดนฮิสปาเนีย (Hispania) ออกจากโรมัน  , ส่วน มาร์คัส ลูคัลลัส (Marcus Terentius Varro Lucullus) ก็ติดพันในการรบกับกษัตริย์มิทรีเดเตส แห่งปอนตุส (King of Pontus, Mithridates) อยู่ในเอเซียไมเนอร์  ทำให้ทั้งสองไม่สามารถกลับมาช่วยกำจัดสปาร์ตาคัสได้ 
ทำให้ ทหารโรมันของกลาฟโร เสียท่าพ่ายแพ้ให้กับกองทัพของพวกทาส 
72 BC สปาร์ตาคัส ยึดดินแดนแคมปาเนีย (Campania) เอาไว้ได้ ตอนนี้จำนวนของทาสที่ก่อกบฏ เพิ่มขึ้นเป็นกว่าเจ็ดหมื่นคน
ฝ่ายโรมันได้ส่งกงสุล ลูเคียส พับลิโคล่า (Lucius Gellius Publicola) และนายพลจีเนียอุส โคเดียนัส (Gnaeus Cornelius Lentulus Clodianus) นำกองทัพสองหน่วยบุกโจมตีสปาร์ตาคัสพร้อมกัน  แต่สปาร์ตาคัส ซึ่งรู้ว่ากลุ่มของพวกเขาคงไม่สามารถสู้กับทหารโรมันได้หากว่ามีกำลังเท่ากัน จึงได้ตัดสินใจแยกย้ายกันออกจากดินแดนที่โรมันปกครอง  ไครซัสตั้งเมืองอยู่ในปุเกลีย (Puglia) อิตาลี โดยที่ไม่ต้องการไปอาศัยที่อื่น , เกลเลียส ได้นำผู้สนับสนุนรบกับทหารโรมัน บริเวณฟอกเกีย (Foggia) แต่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และเขาถูกจับ  และต่อมาคริซัส ก็ถูกฆ่าตายในการรบ
ส่วนสปาร์ตาคัสนี้ เมื่อเขานำทาสเดินทางไปตอนเหนือของอิตาลี จนไปถึงเอเพนไนน์ (Apennines)ทหารโรมันได้ไล่ตามมาทัน แต่สปาตาร์คัส อาศัยการรบแบบกองโจร ทำให้สามารถสังหารทหารโรมันที่ตามมาได้ ส่วนทาสก็มุ่งหน้าหนีไปเรื่อยๆ จนไปถึงบริเวณแม่น้ำโป (Po river) ใกล้เทือกเขาแอลป์ (Alps) ซึ่งปลอดจากอิทธิพลของโรมัน  
ทาสบางส่วนข้ามเทือกเขาแอลป์ไปเพื่อกลับบ้านของตน แต่ว่าทาสส่วนใหญ่รวมถึงสปาร์ตาคัส พยายามอีกครั้งที่จะกลับไปยังอิตาลี พวกเขาพากันลงใต้เพื่อเดินทางไปยังซิสิลี (Sicily) พวกเขาไปตั้งค่ายกันอยู่ที่เรเกียม (Reggio Calabria) ใกล้ช่องแคบเมสสิน่า (Strait of Messina) 
ฝ่ายโรมัน ได้แต่งตัั้งให้มาร์คัส คราสซัส (Marcus Licinius Crassus) พ่อค้าที่มั่งคังในกรุงโรมมารักหน้าที่ไล่ล่ากลุ่มกบฏ  คราสซัส นั้นรวบรวมทหารมีฝีมือสี่หมื่นนายและยกทัพไล่ตามสปาร์ตาคัส 
สปาร์ตาคัสพยายามเจรจากับโจรสลัด ชื่อ คิลิเคียน (Cilician) ให้ช่วยพาเขาและทาสข้ามไปยังเกาะซิสิลี แต่ว่าเมื่อโจรสลัดรับเงินไปแล้ว กลับไม่รักษาสัญญา  พวกทาสจึงพยายามเดินทางกลับขึ้นเหนือ แต่ว่าตอนนั้นปอมปีย์ได้ยกทัพกลับมาจากสเปน และได้ถูกส่งให้ตามมาปราบกบฏ  ซึ่งคราสซัสเองกลัวว่าเครดิตจะตกเป็นของปอมปีย์ เขาจึงได้เร่งทำศึกเพื่อปราบปรามกลุ่มกบฏตัดหน้าปอมปีย์ 
71 BC ช่วงฤดูใบไม้ผลิการรบครั้งสุดท้าย  เกิดขึ้นบริเวณริมฝั่งขวาของแม่น้ำเซล (Sele river) บริเวณเวเนอร์เชีย (Senerchia) ในปัจจุบัน  โดยฝ่ายกบฏมีจำนวน 35,000 คน ทำการรบอย่างกล้าหาญ และสปาร์ตาคัสเสียชีวิตในการรบ  ทาส 6,000 คนเหลือรอดก็ถูกจับ ทาสทั้ง 6,000 คน ถูกจับตรึงกับไม้กางเขน ตลอดแนวถนนแอปเปียเวย์ (Appia Way) จากกรุงโรมถึงคาปัว  ยาวกว่า 200 กิโลเมตร



Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann