Joseph Smith




โจเซฟ สมิธ (Joseph Smith)
ศาสดาแห่งมอร์มอน  (Mormon Phophet) ผู้เขียน(แปล) Book of Mormon , ผู้ก่อตั้ง Latter Day Saint movement 

สมิธเกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1805 ในชารอน รัฐเวอร์มอนต์ (Sharon, Vermont) พ่อของเขาชื่อ โจเซฟ (Joseph Smith) และแม่ชื่อ ลูซี่ (Lucy Mack Smith) พวกเขามีอาชีพเป็นเกษตรกรและค้าขาย 
1817 หลังจากเผชิญกับปัญหาทำฟาร์มแล้วไม่ได้ผล ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ที่ตอนใต้ของรัฐนิวยอร์ค ในหมู่บ้านชื่อปาลมีร่า (Palmyra village, Wayne country)  ที่นิวยอร์คนี้พวกเขาเช่าที่ดินร้อยเอเคอร์เพื่อทำฟาร์ม 
1820 เมษายน ,(First Vision) สมิธเล่าว่าเขาเข้าไปในป่าแห่งหนึ่งใกล้บ้านของเขาในแมนเซตเตอร์ เพื่อเดินพักผ่อน ปรากฏว่าได้มีเทพเจ้ามาปรากฏให้เขาเห็น และบอกว่าบาปทั้งหลายของเขานั้นได้รับการให้อภัยแล้ว 
ช่วงปี 20s นี้ครอบครัวของสมิธ หารายได้พิเศษด้วยการเป็นนักล่าสมบัติ และสมิธอ้างว่าเริ่มใช้ก้อนหินพิเศษในการช่วยค้นหาสมบัติที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน 
1823 สมิธบอกว่าตัวเขาได้พบกับเทพบุตร ชื่อว่าโมโรนิ (Moroni) ซึ่งบอกให้เขารู้ว่าแผ่นจารึกทองคำ (golden plates ~ จารึกที่เขียนด้วยอักษรสีทอง) อยู่ที่ไหน ซึ่งแผ่นจารึกทองคำนั้นถูกฝังอยู่ในเนินเขาไม่ห่างจากบ้านของสมิธนัก 
22 กันยายน, สมิธอ้างว่าได้ขุดเจอแผ่นจารึกทองคำ บนเนินเขาในแมนเชตเตอร์ นิวยอร์ค ใกล้ๆ บ้านเขา  สมิธบอกว่าเทพโมโรนิ นั้นห้ามไม่ให้เขาเคลื่อนย้ายจารึกทองเขา แต่ได้แนะนำให้เขาเดินทางกลับมาที่นี้ในวันนี้ของทุกๆ ปี 
1827 18 มกราคม , สมิธแต่งงานกับ เอ็มม่า เฮล (Emma Hale
22 กันยายน, สมิธอ้างว่าได้เดินทางกลับไปที่จุดที่พบกับจารึกทองคำซึ่งทำอย่างนี้ทุกปีติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และครั้งนี้เทพบุตรโมโรนินั้นได้อนุญาตให้เขานำเอาแผ่นจารึกทองคำกลับมาได้ แต่ว่าเทพบุตรโมโรนินั้นได้ห้ามมิให้เขาเปิดเผยแผ่นจารึกทองคำนี้แก่ผู้ใด จนกว่าสมิธจะแปลแผ่นจารึกนี้เสร็จเสียก่อน 
ตุลาคม, สมิธและเอ็มม่าที่กำลังตั้งครรถ์ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่โอ็คแลนด์ (Oakland, Pennsylvania) เขาเริ่มแปลจารึึกทองคำที่นี่
สมิธบอกว่าจารึกทองคำนั้นถูกสลักไว้ด้วยภาษาอียิปต์ประยุกต์ (reformed Egyptian) และเขาใช้เวลานานหลายปี ในการแปลมัน สมิธอ้างว่าเขาสามารถอ่านภาษาอียิปต์ประยุกต์นั้นได้ เพราะเขาใช้ก้อนหิน (seer stone) วางไว้ในหมวกสีขาวทรงสูง (Stovepipe hat) จากนั้นเขาก้มหน้าลงในหมวก ก็จะเห็นข้อความที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จากนั้นเขาจะอ่านมันให้เอ็มม่า , หรือมาร์ติน แฮร์ริส  (Martin Harris) ช่วยจด , แอร์ริส นั้นเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยซึ่งช่วยออกทุนให้สมิธย้ายมาอยู่ที่โอ๊คแลนด์ เขาเป็นพยานคนหนึ่งที่บอกว่าได้เห็นแผ่นจารึกทองคำ
1828 มิถุนายน , แฮร์ริส นำเขากระดาษที่จดคำแปลจำนวน 116 หน้า เดินทางกลับไปที่ปาลมีร่า โดยต้องการนำไปให้คนในครอบครัวของเขาดู แต่ปรากฏว่าเขาทำคำแปลทั้ง 116 หน้านี้หายไป , เวลาเดียวกันนี้เอ็มม่าให้กำเนิดลูกชายแต่ว่าเสียชีวิตไม่นานหลังคลอด 
สมิธบอกว่าเขาสูญเสียพลังพิเศษในการแปลจารึก จะกระทั้ง กันยายน ความสามารถนี้ก็กลับมาอีกครั้ง 
1829 เมษายน โอลิเวอร์ โคว์เดรี่ (Oliver Cowdery) ซึ่งเพิ่งรู้จักกับสมิธ ได้กลายเป็นผู้ช่วยสมิธในการจดบันทึกคำแปลอีกหนึ่งคน
มิถุนายน พวกเขาย้ายกันไปที่ฟาเยตต์ (Fayette , NY)  ไปอาศัยบ้านของปีเตอร์ วิตเมอร์ (Peter Whitmer) 
จารึกทองคำถูกแปลเสร็จในเดือนกรกฏาคม หลังจากนั้นสมิธได้ขอให้คน 11 คน (11 Witnesses) ที่ได้เห็นจารึกทองคำ ซึ่งก็คือคนในครอบครัวของสมิธ, แฮร์ริส และวิตเมอร์ ลงชื่อในเอกสารเป็นพยานว่าได้เห็นจารึกทองคำนี้จริงๆ    
ซึ่งหลังถูกแปลเสร็จ จารึกทองคำถูกเทพโมโรนิ นำกลับไปตามคำกล่าวของสมิธ
1830 6 เมษายน สมิธและสาวกก่อตั้งนิกายเชิร์ชออฟไครสต์ (Church of Christ
26 พฤษภาคม หนังสือแห่งมอร์มอน (Book of Mormon) พิมพ์ออกมา โดยแฮร์ริสเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน  มันคือหนังสือที่สมิธอ้างว่าแปลมาจากข้อความในจารึกทองคำ 
Book of Mormon เล่าเหตุการณ์ 600 ปี ก่อนการถือกำเนิดของพระเยซู จนกระทั้งถึงปี 421 AD โดยเริ่มจากเยรูซาเล็มโบราณ มีอารยธรรมเก่าแก่ซึ่งประชาชนถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือเนฟีเตส (Nephites) และ ลามานิเตส (Lamanites) ที่มักจะทำสงครามกัน  ในสมัยของกษัตริย์เซเดเกียห์ (King Zedekiah) จนชาวยิวชื่อ เลหิ (Lehi) และลูกชายเนฟี (Nephi) ได้พาชาวเนฟีเตส เดินทางออกจากเยรูซาเล็มเพื่อหาดินแดนแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งก็คือสหรัฐอเมริกา โดยผู้นำคนสุดท้ายมีชื่อว่า โมโรนิ (Moroni) ซึ่งเป็นผู้สลักจารึกทองคำ (ซึ่งเมื่อโมโรนิเสียชีวิตได้กลายเป็นเทพ และกลายมาเป็นเทวดาที่มาบอกที่ซ่อนของจารึกทองคำให้แต่สมิธ)
นิกายใหม่ก่อให้เกิดการประท้วงจากประชาชนจำนวนหนีึ่งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งทำให้สมิธและโคว์เดอรี่ ต้องย้ายหนีออกจากเมือง
1831 สมิธมาอยู่ที่ไครต์แลนด์ โอไฮโอ้ (Kirtland, Ohio) 
กรกฏาคม เขาเดินทางไปยังเมืองแจ็คสัน ในมิสซูรี (Jackson Country, Missouri) และประกาศว่าที่นี่เป็นนครเยรูซาเล็มแห่งใหม่ มีการประชุมใหญ่ในเดือนมิถุนายน มีการตั้งระดับตำแหน่งของนักบวชในนิกาย เรียกว่าเป็น เมลชิเซเดก (Melchizedek prieshood) สมิธ และโคว์เดรี่ นั้นมีตำแหน่งสูงสุดเป็น อาโรนิค (Aaronic) ทั้งสองคนบอกว่าตัวของพวกเขาได้พบกับเซนต์จอห์น (John the Baptist) ซึ่งมอบตำแหน่งให้กับพวกเขา
1832 สมิธ ถูกผู้ชาวบ้านที่นับถือนิกายของเขาเองทำร้ายจนหมดสติ และทรมานเขาด้วยการราดน้ำมันดินและเอาขนนกปักตามร่างกาย (tarred and feathered) 
1834 กันยายน the Messenger and Advocate หนังสือที่สมิธและโคว์เดรี่ ช่วยกันเขียน พิมพ์ออกมา , ในปีนี้ยังได้เริ่มก่อตั้งโบสถ์เคิรต์แลนด์ (Kirtland Temple) ในโอไฮโอ แต่ว่าต้นทุนการก่อสร้างจำนวนมาก นำไปสู่การล้มละลายของสมิธ เขาพยายามหาเงินทุนมาสนับสุนโดยการออกตามหาสมบัติ และออกพันธบัตรขึ้นมา แต่ในที่สุดแล้วก็ล้มละลาย 
1838 12 มกราคม , สมิธหนีจากเคิรต์แลนด์ มาอยู่ที่มิสซูรี่ โดยเมืองฟาร์เวสต์ (Far west town) กลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่
นิกายของเขาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น The Chruch of Jesus Christ of Latter Day Saints
มิถุนายน, LDS ได้ตั้งองค์กรเดนิเตส (Danites) ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับพวกที่ต่อต้าน LDS และคนทรยศ
สิงหาคม-พฤศจิกายน, เกิดเหตุการณ์ที่ LDS เรียกว่าเป็นสงครามมอร์มอน (Mormon War) ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่าง LDS กับชุมชนที่อยู่ตอนเหนือของฟาร์เวสต์ ซึ่งมีความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างกัน การทะเลาะเปาะแว้งนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันต่อเนื่อง และมีผู้เสียชีวิต 22 คน โดย 21 คนเป็นฝ่ายของมอร์มอน 
1 พฤศจิกายน , ฝ่ายมอร์มอนยอมวางอาวุธ และตกลงที่จะออกจากที่ดิน  สมิธถูกจับขึ้นศาลทหารในฐานะที่ใช้กำลังและอาวุธ เขาอยู่ในเรือนจำในเมืองลิเบอร์ตี้ (Libety country) ระหว่างการสอบสวน  ระหว่างนี้บริกแฮม ยัง (Brigham Young) กลายเป็นผู้นำใหม่ของ LDS เขาพาสมาชิกเกือบหมี่นห้าพันคน ไปหาซื้อที่ดินใหม่ในรัฐอิลลินอยส์ 
1839 6 เมษายน  สมิธซึ่งได้รับการประกันตัวออกมา ได้หลบหนีไป ซึ่งไปนานเขาก็ไปอยู่ที่อิลลินอยส์ สมิธตั้งชื่อเมืองใหม่ของพวกเขาว่า นัววู (Nauvoo , Hancock country, Illinois) ที่นี่ LDS มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นคนยากจน แรงงาน  , แต่ช่วงเวลานี้เกิดโรคมาลาเรียระบาดในหมู่ LDS 
เปิดตัวหนังสือพิมพ์รายเดือนของ LDS  ชื่อว่า Times and Seasons
1841 เร่ิมก่อสร้างวิหาร Nauvoo Temple ซึ่งสมิธบอกว่าใช้เป็นสถานที่รวบรวมความรู้ที่หายสาบสูญ เขาเร่ิมแนะนำความเชื่อและพิธีกรรมใหม่ๆ เช่น การอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาหลายคนได้ การมีพิธีการรับศีลสู่ความตาย (baptism for the dead) พิธีสถาปนา (endowment) ซึ่งคล้ายกับฟรีเมสัน ซึ่งทำพิธีกรรมเมื่อมีการมอบตำแหน่งให้กับสมาชิก 
1843 มิถุนายน ศาลในอิลลินอยส์อนุมัติให้มีการส่งตัวสมิธกลับไปยังรัฐมิสซูรี่เพื่อดำเนินคดี แต่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่จับตัวสมิธได้ 
1844 7 มิถุนายน หนังสือพิมพ์ Nauvoo Expositor ถูกพิมพ์ในเมืองนัววูเป็นฉบับแรกและฉบับเดียว โดยการสนับสนุนจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับสมิธ เช่น วิลเลี่ยม ลอว์ (William Law) หนังสือพิมพ์เรียกร้องใหม่มีการปฏิรูปเมืองนัววูเสียใหม่ และตำหนิสมิธว่าเป็นนักต้มตุ๊ม 
10 มิถุนายน หนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิด โดยสมิธและสภาเมืองนัววู 
18 มิถุนายน สมิธสั่งเคลื่อนกองทัพ (Nauvoo Legion) และประกาศกฏอภัยการศึกภายในเมือง แต่ว่าผู้ว่าการรัฐอิลินอยส์ โธมัส ฟอร์ด (Thomas Ford) ขู่ให้สมิธและผู้สนับสนุนหยุด และยอมมอบตัว  ไม่อย่างนั้นเขาจะส่งกำลังทหารเข้าปราบปราม สมิธพยายามจะหนีข้ามแม่น้ำมิสซิบซิปีไป แต่ต่อมาได้ยอมกลับมามอบตัวกับฟอร์ด  เขาถูกนำตัวไปขึ้นศาลในเมืองคาร์เทจ (Carthage) ในข้อหาก่อความวุ่นว่าย และทรยศต่อรัฐ 
27 มิถุนายน มีกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธ ทาหน้าด้วยสีดำ บุกเรือนจำในคาร์เทจที่สมิธถูกขังอยู่ สมิจใช้ปืนขนาดเล็ก (peper-box) ซึ่งถูกลักลอบนำเข้าไปในคุก ยิงกระจกหน้าต่างจนแตก และพยายามหนีออกมา แต่ว่าเขาถูกยิงหลายนัดระหว่างที่จะออกจากหน้าต่าง จนตัวเขาร่วงลงมาและเสียชีวิต เขาอุทานว่า Oh Lord my God  เป็นประโยคสุดท้าย
ศพของสมิธถูกนำกลับไปที่เมืองนัววู


Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann