Pavel Dybenko




ปาเวล ไดเบนโก้ (Павел Ефимович Дыбенко)
หนึ่งในแกนนำปฏิวัติตุลาคม

ไดเบนโก้ เกิดในครอบครัวเกษตกรขนาดใหญ่ ที่มีฐานะปานกลาง ที่หมู่บ้านลุดโกโว่ โนโวซิปกอฟ เขตเชอร์นิเฮฟ (Lyudkovo Novozybkov, Chernigov Province)  เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1889 (16 กุมภาพันธ์ O.S.)  พ่อของเขาชื่อว่าเยฟิม (Yefim Dybenko)  , ไดเบนโก้มีพี่น้องหกคน  เขาเริ่มเรียนเขียนอ่านจากลูกสาวของบาทหลวงคนหนึ่งในหมู่บ้าน 
1899 เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนในหมู่บ้าน (three-class school)  ในก่อนที่จะเริ่มทำงานเป็นพนักงานคลังที่เมืองโนโวเล็กซานดรอฟส์ก (Novoaleksandrovsk) แต่ว่าก็ถูกไล่ออก ด้วยเหตุผลว่าเขาไม่น่าไว้วางใจ ไดเบนโก้จึงย้ายไปอยู่ที่เมืองริก้า (Riga) และทำงานเป็นคนงานในท่าเรือ
1911 เข้าเป็นทหารในกองทัพเรือในทะเลบอลติก 
1912 เข้าเป็นสมาชิกพรรค RSDLP 
1915 เป็นแกนนำในการโฆษณาชวนเชื่อบนเรือรบ จักรพรรดิ พอล ที่ 1 (battleship Emperor Paul I) ให้้มีการต่อต้านการทำสงคราม ซึ่งทำให้เขาถูกจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน แต่ว่าเมื่อออกมาแล้ว เขาก็ยังคงพูดให้มีการต่อต้านการทำสงครามอีก ทำให้ถูกจำคุกอีกครั้ง และถูกปล่อยตัวเมื่อหลังการปฏิวัติกุมภาพันธ์ ผ่านไปแล้ว 
1917 หลังการปฏิวัติกุมภาพันธ์ ไดเบนโก้ กลับเข้าประจำการในกองเรือในทะเลบอลติก ต่อมาได้รับมอบหมายจากพรรคให้เป็นประธานคณะกรรมการพรรคประจำกองเรือในทะเลบอลติก หรือ  Centrobalt (Центробалт, Central Committee of the Baltic Fleet) ซึ่งมีเป้าหมายในการเตรียมกำลังเพื่อในการทำการปฏิวัติตุลาคม 
ระหว่างเกิดการปฏิวัติตุลาคม เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพแดง ใน Gatchina และ Red Selo มีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงการปฏิวัติ เขาทำเรือรบ 10 ลำ และทหารเรือกว่าหมื่นนาย บุกกรุงเปโตรกราส และจับนายพลกราสนอฟ ( Pyotr Krasnov)  ซึ่งทำให้รัฐบาลเฉพาะกาล (Provisional Goverment) ล้มลง  ทหารของไดเบนโก้ยิงประชาชนผู้ประท้วงเสียชีวิตไปจำนวนมาก ช่วงที่เกิดการยึดอำนาจ
หลังจากการปฏิวัติ เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีดูแลกองทัพเรือ (Peopel's Commissar for Naval Affairs) จนกระทั้งมีนาคม 1918
1918 ปลายเดือนกุมภาพันธ์ กองทัพเยอรมัน มุ่งหน้ามายังเปโตรกราด  ไดเบนโก้ รับหน้าที่ในการปกป้องเมือง แต่ปรากฏทหารของไดเบนโก้ และตัวเขาหนีจากการรบ ทำให้แนวป้องกันบริเวณนาร์ว่า  (Narva) ของกองทัพแดงถูกทำลาย ทำให้กองกำลังหน่วยที่ 6 (6th Division) ของโซเวียตถูกทำลาย ไดเบนโก้ นั้นหนีไปยังซามาร่า (Samara) ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เขาถูกไล่ออกจากพรรค และรัฐบาลโซเวียตออกคำสั่งให้จับตัวเขากลับมาดำเนินคดี
เมษายน ไดเบนโก้ และโคลลอนได (Alexandra  Kollontai (นามสกุลเดิม Domontovich))เดินทางมาที่ซามาร่า ที่เมืองนี้ถูกปกครองด้วยฝ่ายซ้ายที่ไม่ใช่บอลเชวิค, กลุ่มที่สนับสนุนอนาธิปไตย และพวกที่เคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชให้กับยูเครน  ไดเบนโก้กลายเป็นแกนนำของคนกลุ่มนี้ เขาต่อต้านการทำสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างโซเวียต เยอรมัน (Brest Litovsk treaty) เขากล่าวหาเลนินว่าคอรัปชั่นและเป็นสายลับของเยอรมัน  
พฤษภาคม ไดเบนโก้ กลับมาปรากฏตัวในมอสโคว์ เมืองหลวงใหม่ของโซเวียตที่ย้ายมาจากเปโตรกราส  แม้ว่าช่วงเวลานี้ฝ่ายที่อยู่ในซามาร่ากำลังเตรียมที่จะทำการลุกฮือขึ้นปฏิวัติ  ซึ่งปรากฏว่าคำตัดสินของศาลทหาร บอกว่าเขาไม่มีความผิด เพราะว่าเขาไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อเป็นผู้นำในการรบ เป็นเพราะฝ่ายที่สนับสนุนไดเบนโก้สี่สิบกว่านาย  ขู่ว่าจะใช้ปืนใหญ่ยิงพระราชวังเครมลิน หากไดเบนโก้ถูกลงโทษ , หลังจากไดเบนโก้พ้นความผิดกองกำลังที่อยู่ในซามาร่านั้นถูกฝ่ายบอลเชวิคปราบปรามจนสลายไป
ช่วงฤดูร้อน ถูกส่งไปทำงานเคลื่อนไหวลับๆ อยู่ในยูเครน 
สิงหาคม ถูกจับโดยทหารเยอรมัน  แต่เพราะว่าโคลลอนไต ขอร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ  ในเดือนตุลาคม ก็ได้รับการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษชาวเยอรมัน ซึ่งหลังจากได้รับการปล่อยตัวเขายังทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการรบแบบกองโจรอยู่ในยูเครนต่อไป  โดยได้มีโอกาสร่วมงานกับ เนสเตอร์ แม็กโน่ (Nestor Makhno) และ Nichephorus Grigorieva
1919 กันยายน เข้าเรียนที่  Gernaral Staff Military Academy
หลังจากนั้น  ได้กลับเข้าทำงานในกองทัพแดงในไครเมีย แต่ว่าเป็นนายทหารที่มียศไม่สูงนัก เขามีบทบาทร่วมในการส่งกำลังเข้าปราบปรามการประท้วงของชาวนา ในตามบอฟ (a peasant uprising in Tambov province) ระหว่างสิงหาคม 1920 ถึง 1921 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่าหมื่นคน 
1921 มีนาคม ร่วมในการปราบปรามการประท้วงที่ครอนสแตดท์ (Kronstadt uprising) ในเปโตรกราด ภายใต้การนำของมิคาอิล ตุคาเชฟสกี (Mikhail Tukhachevsky) ซึ่งหลังการปราบปราม ไดเบนโก้ได้ตั้งศาลทหารขึ้นมาพิจารณาคดีกบฏครอนสแตดท์นี้อีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารเรือ ที่ถูกประหารชีวิตด้วยการกดให้จมน้ำตายกว่าสองพันคน และอีกกว่าหมื่นคนถูกส่งไปตายในค่ายใช้แรงงาน 
1922 เรียนจบจาก Gernaral Staff Military Academy , ได้กลับอนุญาตให้กลับเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อีกครั้ง ,
เขาแต่งงานกับ อเล็กซานดร้า โคลลอนไต   ไดเบนโก้ เป็นสามีคนที่สองของเธอ แต่ว่าไม่นานชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ก็ล่มลง ไดเบนโก้เสียใจมากจนถึงกับพยายามจะฆ่าตัวตาย แต่โคลลอนไตได้พยายามปลอบ ซึ่งหลังจากนั้นไดเบนโก้ ได้แต่งงานอีกสองครั้ง 
ช่งง 1922-1928 ถูกย้ายไปบัญชาการหน่วยทหารต่างๆ หลายครั้งที่ไม่มีความสำคัญมากนัก 
1928 เขาถูกส่งไปอยู่ในบริเวณเอเชียกลาง ดูแลทหารซึ่งไม่มีอิทธิพลทางการเมืองมาก คอยปราบปรามการค้าสินค้าเถื่อน และปราบปรามพวกชาติพันธ์หัวรุนแรงในบริเวณ ซึ่งเขาปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด 
1933 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัชญาการทหารเขตโวลก้า (Volga military district) 
1937 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของสุพรีมโซเวียต (Supreme Soviet) และได้ติดยศชั้นนายพล  (Comandarm) ได้ถูกย้ายไปเป็นผู้บัญชาการกองทัพในเขตเลนินกราด (Leningrad military district)  เขามีส่วนช่วย NKVD ในการจับตัวตุคาเชฟสกี อดีตเจ้านายเก่าของเขา 
1938 มกราคม ถูกปลดจากกองทัพ แต่ว่าได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมป่าไม้ (Commissar of the forest industry) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเขาจะถูกกวาดล้าง
26 กุมภาพันธ์ ถูกจับระหว่างอยู่ในสเวิร์ดลอฟส์ก (Sverdlovsk) โดยถูกสอบสวนและตั้งข้อหาว่าเป็นพวกทร็อตสกี ต่อต้านโซเวียต ติดต่อกับสหรัฐอเมริกา  , เขาเขียนจดหมายถึงสตาลินว่าเขาไม่ได้เป็นสายลับให้สหรัฐ 
29 กรกฏาคม เขาถูกลงโทษด้วยการยิงเป้า ที่คอมมูนาร์ก้า (Kommunarka) ในมอสโคว์ 
26 สิงหาคม เซดยากิ้น (Sedyakin Dybenko)ภรรยาคนที่สามของเขาถูกประหารด้วยการยิงเป้าเช่นกัน
1956 มีการลบล้างความผิดให้เขา ในสมัยของนิกิต้า ครุสเชฟ (Nikita Khrushchev) 

ผลงานเขียนของไดเบนโก้ 

• The Depths of the Tzarist Navy (В недрах царского флота, 1919)
• The Rebels (Мятежники, 1923)
• October on Baltics (Октябрь на Балтике, 1934) 
• The Baltic revolutionaries (Революционные балтийцы)
• From the Depth of the Tzarist Navy to the Great October (Из недр царского флота к Великому Октябрю))




Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann