Georgi Dimitrov



จอร์จี ดิมิทรอฟ (Геореий Михайлович Димитров)
ผู้นำคอมมิวนิสต์บัลกาเรีย  ฉายา เลนินแห่งบัลกาเรีย (Bulgarian Lenin) 

ดิมิทรอฟ เกิดในหมู่บ้านโกราเชฟชี (Kovachevtsi) จังหวัดเปอร์นิก บัลกาเรีย (Pernik Province, Bulgaria) ในวันที่ 18 มิถุนายน 1882  เขาเป็นลูกชายคนโตในพี่น้อง 8 คน  พ่อของเขาชื่อดิมิทรอฟ เทรนเชฟ (Dimitrov Trenchev) แม่ของเขาชื่อปาราชเกว่า โดสว่า (Parashkeva Doseva) ครอบครัวของเขานับถือคริสต์นิกายโปเตสแตนท์  พอดิมิทรอฟอายุได้ห้าขวบครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ในกรุงโซเฟีย
1894 ตอนอายุ 12 ปีเริ่มทำงานเป็นพนักงานในโรงพิมพ์
1901 เป็นเลขานุการในสหภาพช่างทาสีในกรุงโซเฟีย 
1902 เข้าร่วมกับพรรคแรงสังคมนิยมประชาธิปไตยบัลกาเรีย (Bulgarina Workers' Social Democratic Party) และระหว่างนี้ยังได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน (The General Workers' Trade Union)
1903 เข้าเป็นสมาชิกรรค RSDLP ในซึกของบอลเชวิค 
1906 แต่งงานกับ ลูบา อิโวเชวิค (Luba Ivoshevich) เธอเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้า ทั้งคู่ไม่มีลูกด้วยกัน และเธอเสียชีวิตในปี 1933 ในโซเวียต
18 มิถุนายน, ดิมิทรอฟเป็นผู้นำในการประท้วงของแรงงานเหมืองแร่ (Pernik Strikes) ซึ่งเป็นการนัดประท้วงครั้งใหญ่ครั้งแรกในบัลกาเรีย มีการเรียกร้องให้มีการลดชั่วโมงแรงงานจาก 12 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มค่าตอบแทนและสวััสดิการ การประท้วงนี้มีผู้ประท้วงประมาณหนึ่งพันคนและกินเวลานาน 35 วัน และฝ่ายผู้ประท้วงประสบความสำเร็จ แต่ว่าดิมิทรอฟ ถูกทางการจับกุมตัวครั้งแรก
1909 เป็นเลขาธิการของสหภาพแรงงาน  ซึ่งมีการจัดให้แรงงานเดินขบวนประท้วงบ่อยครั้ง 
1913 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา
1914 ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาต่อต้านการส่งทหารไปร่วมในสงคราม และรณรงค์ให้ประชาชนร่วมต่อต้านการทำสงคราม จึงเป็นเหตุให้ทางการจับกุมตัวเขา และถูกนำไปขังในเรือนจำกลางในกรุงโซเวียฟ จนถึงธันวาคม 1918
1921 เดินทางมายังโซเวียต เขาได้เข้าร่วมการประชุมของโคมินเทิร์น (Comintern) ครั้งที่ 3 และ และได้รับการเลือกให้เป็นคณะกรรมการของโคมินเทิร์นในปีเดียวกันนี้ 
1923 กันยายน , (September Uprising) ดิมิทรอฟร่วมกับ วาซิล โกลารอฟ (Vasil Kolarov) พยายามยุยงให้ประชาชนก่อจราจลในบัลกาเรียเพื่อล้มรัฐบาลของโซลอฟ (Alexander Tsankov Tsolov) แต่ว่าล้มเหลว เขาจึงหลบหนีมายังยูโกสลาเวีย ก่อนที่ต่อมาจะมาอยู่ในสหภาพโซเวียต 
1929 ย้ายมาอยู่ที่เบอร์ลิน โดยได้เข้าทำงานกับองค์การโคมินเทิร์นประจำยุโรปกลาง
1933  27 กุมภาพันธ์ , เมื่อเกิดเหตุการณ์เผาอาคารรัฐสภาของเยอรมัน (Reichstag) ดิมิทรอฟและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันหลายคนถูกจับ
23 ธันวาคม ดิมิทรอฟพ้นข้อกล่าวหา แต่ว่ามารินัส (Marinus van der Lubbe) ผู้เผาไรช์สแต๊ก ถูกประหาร
1934 เดินทางกลับไปยังโซเวียตโดยได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองของโซเวียต 
 ช่วงที่อยู่ในโซเวียตนี้เขาได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับ โรซ่า ยูเรียฟน่า(Roza Yulievna~Julio Rosa) ซึ่งมีเชื้อยิวเกินในเชคโกฯ และมีลูกด้วยกันคนหนึ่งชื่อมิตย่า (Mitya, b.1936) แต่ว่ามิตย่าเสียชีวิตตอนอายุ 7 ขวบ 
1935  ในการประชุมของโคมินเทิร์นครั้งที่  7 ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการ
1944 เขาเดินทางกลับมายังบัลกาเรียครั้งแรกในรอบหลายสิบปี หลังจากเกิดการปฏิวัติ 9 กันยายน (9 September 1944 coup) กลับมาครั้งนี้เขากลับมาเป็นหัวหน้าพรรคแรงงานสังคมนิยมฯ อีก
ปีนี้เขารับเด็กกำพร้าคนหนึ่งมาเลี้ยง ชื่อบอยโก้ (Boyko Dimitrov)  พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตระหว่างการปฏิวัติ 9 กันยายน,  ซึ่งต่อบอยโก้มากลายเป็นนักการเมือง
1946 6 พฤศจิกายน, เป็นนายกรัฐมนตรีของบัลกาเรีย โดยตลอดช่วงที่เขาปกครองตกอยู่ใต้อิทธิพลของโซเวียตอย่างมากจนถูกเรียกว่าเป็นสาธารณรัฐที่ 17 ของโซเวียต  ดิมิทรอฟมีผลงานในการริเริ่มเจรจากับติโต (Josip Tito) ผู้นำยูโกสลาเวีย ในการที่จะก่อตั้งสหพันธ์บัลข่าน(ฺBalkan Federation) เพื่อรวบชาวสลาฟให้เป็นปึกแผ่น และพลเมืองระหว่างยูโกสลาเวียและบัลกาเรียเดินทางไปมาระหว่างสองดินแดนได้อย่างอิสระ แต่ว่าการเจรจาหลายปีล้มเหลว เมื่อติโต ต้องการเป็นอิสระจากอิทธิพลของโซเวียต (Karelian Finnish ,1940-1956)
1949  เมษายน เดินทางมายังโซเวียต เพื่อรักษาอาการป่วย จากตับแข็ง (cirrhosis of liver) และเบาหวาน (diabetes mellitus)
2 กรกฏาคม เสียชีวิตใน Barvikha ชานมอสโคว์ จากภาวะหัวใจล้มเหลว
ร่างของเขาถูกนำตัวกลับกรุงโซเฟีย โดยที่ถูกร่างถูกสตาฟฟ์เอาไว้แล้ว  ร่างของเขาถูกนำไปแสดงไว้ที่สุสานดิมิทรอฟ (Dimitrov mausoleum) ในกรุงโซเฟีย  ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างเพียง 6 วัน (เสร็จในวันที่ 10 กรกฏาคม)  
จนถึงปี 1990 เมื่อคอมมิวนิสต์ในบัลกาเรียล่มสลาย ร่างของเขาจึงถูกนำไปประกอบพิธีเผาที่สุสานกลาง (Central Sofia Cemetery) และอาคารสุสานดิมิทรอฟถูกทำลายในเดือนสิงหาคม 1999

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann