Heinrich Himmler



ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Luitpold Himmler)

ฮิมม์เลอร์ เกิดในวันที่ 7 ตุลาคม 1900 ในครอบครัวชนชั้นกลางที่นับถือโรมันแคโธริก พ่อของเขาเป็นครูชื่อว่าเก๊บฮาร์ด (Gebhard Himmler) แม่ชื่อแอนน่า (Anna Maria Heyday) ฮิมม์เลอร์เป็นลูกชายคนกลางในพี่น้องสามคน ชื่อฮิมม์เลอร์มาจากชื่อของเจ้าชายเฮนริชแห่งบาวาเรีย (Prince Heinrich of Bavaria) มงกุฏราชกุมารขณะนั้น ซึ่งเป็นพ่ออุปถัมภ์ของฮิมม์เลอร์ และเคยเป็นลูกศิษย์ของเก็บฮาร์ด
ฮิมม์เลอร์เข้าเรียนประถมที่วิลเฮมจิมเซียม (Wilhelm Gymnasium) ในมิวนิคจนกระทั้งอายุ 13 ปี หลังจากนั้นครอบครัวย้ายมาอยู่ที่แลนด์ชู๊ต (Landshout) 
1915 เข้าเรียน ม.ปลายที่ Hans-Carossa Gymnasium  ฮิมม์เลอร์เรียนหนังสือเก่งแต่ว่าไม่เก่งด้านกีฬาเพราะมีปัญหาสุขภาพ มีอาการป่วยเรื้อรังเกี่ยวกับลำไส้ 
1917 ช่วงปลายสงครามโลก เขาเข้าประจำการในกองทหารหน่วยที่ 11  ในบาวาเรียน (11th Bavarian Regiment) แต่ว่าหลังจากเยอรมันแพ้สงครามในปีถัดมา ฮิมม์เลอร์ก็ออกจากราชการทหาร
1919 เข้าเรียนด้านการเกษตร ที่มหาวิทยาลัยเทคนิคมิวนิค (Munich Technical University )
1922 เมื่อเรียนจบ ทำงานเป็นเซลล์แมนขายปุ๋ยเคมีอยู่ในมิวนิค 
เข้าร่วมกับ Apollo Munich  และได้รู้จักกับเอิร์น โรห์ม (Ernst Röhm) ซึ่งเป็นแกนนำคนหนึ่งของนาซี
1923 สิงหาคม, เข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซี (Nazi) โดยมีหมายเลขสมาชิก 14,303 
8 พฤศจิกายน ,  ร่วมในเหตุการณ์ปฏิวัติโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch) ที่นำโดยฮิลเลอร์ (Adolf Hitler)และพรรคเพื่อพยายามยึดอำนาจซึ่งล้มเหลว แต่ว่าฮิมม์เลอร์ไม่ถูกตั้งข้อหาเนื่องจากหลักฐานน้อยเกินไป 
1924 ช่วงกลางปี ฮิมม์เลอร์มาทำงานกับ กรีกอร์ สเตราสเซอร์ (Gregor Strasser) ซึ่งทำงานด้านโฆษณาชวนเชื่อให้กับพรรคนาซี  ซึ่งเขาต้องเดินทางไปปราศรัยตามที่ต่างๆ ทั่วบาวาเรีย
1925  เข้าร่วมกับหน่วย SS (Schutzstaffel) โดยมียศฟูเรอร์ (Führer-ผู้นำ) ซึ่งก่อนที่ฮิมม์เลอร์จะเข้าไปเป็นเพียงหน่วยทหารเล็กๆ ที่คอยอารักขาฮิตเลอร์ และยังอยู่ใต้การบังคับบัญชาของหน่วย SA (Sturmabteilung-Storm Battalion) 
1926 ฮิมม์เลอร์เริ่มมีบทบาทเป็นแกนนำพรรคจริงๆ เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็น SS-Gauführer (ผู้นำประจำเขต) ซึ่งเขามีหน้าที่ดูแลพื้นที่เขตบาวาเรียตอนใต้
1927 มกราคม, สเตราสเซอร์แต่งตั้งให้เขาเป็นรองหัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อ
ได้รับตำแหน่ง SS-Oberführer
เข้าร่วมกับอาร์ตาแมนลีคจ์ (Artaman League)
1928 แต่งงานกับมาร์กาเร็ต ( Margarete Siegroth) มีลูกด้วยกันชื่อ Gudrun Burwitz , b. 1929
1929 แต่งงานกับเฮดวิก โปตธาสท์ (Hedwig Potthast) มีลูกสาวและลูกชายด้วยกันอีกอย่างละคน การแต่งงานมีภรรยาสองคนขณะนั้นไม่ผิดกฏหมาย
ฮิมม์เลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็น SS-Reichsführer หลังจาก ไฮเดน (Erhard Heiden) ลาออก  หลังจากนั้นหนึ่งปีสมาชิกของ SS ได้เพิ่มขึ้นจากสามร้อยคน เป็นกว่าสามพันคน และฮิมม์เลอร์พยายามโน้มน้าวให้ฮิตเลอร์แยก SS ออกมาเป็นอิสระจาก SA 
1931 ฮิมม์เลอร์ก่อตั้งหน่วย Sicherheitsdienst (SD, Security Service) โดยตั้งให้ไรน์ฮาร์ด เฮย์ดริช (Reinhard Heydrich) เป็นคนดูแล
 และยังตั้งหน่วย  SS- Rasser and Siedlungshauptamt (SS Race and Settlement Main Office) โดยให้ริชาร์ด แดรร์ (Richard Walther Darre) เป็นผู้ดูแล หน่วยงานนี้เป็นองค์กรที่เหยีดชาติพันธ์ คอยสอดส่องดูแลสมาชิกของ SS ว่าเป็นอารยันบริสุทธิหรือไม่ ตลอดจนคนที่แต่งงานต้องเป็นอารยัน้ดวย  
1932 พรรคนาซีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งโดยได้เสียงสนับสนุน 37.3% โดยระหว่างการหาเสียงที่ฮิตเลอร์ใช้ประโยชน์จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) เงินเฟ้นที่สูงมากในเยอรมันในการโจมตีรัฐบาล และโทษชาวยิวว่าเป็นต้น
1933 30 มกราคม ฮิตเลอร์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (channellor)
กุมภาพันธ์ เกิดเพลิงไหม้อาคารรัฐสภา ฮิตเลอร์อาศัยเหตุการณ์นี้กดดันให้ประธานาธิบดีพอล ฮินเดนเบิร์ก (Paul von Hindenburg) ออกกฏหมาย Reichstag Fire Decree ซึ่งช่วยให้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเผารัฐสภามาขังคุกได้โดยไม่ต้องสอบสวน ฮิตเลอร์อาศัยกฏหมายนี้ในการกำจัดฝ่ายซ้ายและศัตรูทางการเมือง
 หลังจากนั้นได้มีการผ่านกฏหมาย Enabling Act ตามมา ทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ เพราะกฏหมายให้อำนาจรัฐบาลออกกฏหมายได้โดยไม่ต้องผ่านสภา 
ในช่วงนี้ฮิมม์เลอร์ขยายจำนวน SS ออกไปเกือบหกหมื่นคน  โดยที่สมาชิกของ SS ทุกคนต้องเป็นสายเลือกอารยัน (Aryan race) ตามความเชื่อ
มีนาคม, ฮิมม์เลอร์สร้างค่ายกักกันแห่งแรกขึ้นมาที่ดาชัว (Dachau concentration camp) 
เมษายน, หลังจากนาซีมีอำนาจ ฮิมม์เลอร์ได้รับการแต่งตั้งจากเอิร์น โรห์ม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมขณะนั้น ให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจในมิวนิค  (Chief of Munich Police)
 เขาได้รับแต่งตั้งจากฮิตเลอร์ให้มียศ SS-Obergruppenführer (senior SA commanders)
1934 กรกฏาคม, SS กลายเป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นกับ SA อีก ฮิมม์เลอร์ได้ตั้งหน่วย SS-Verfügungstruppe (SS-VT) ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ SS-VT จะได้รับการติดอาวุธเหมือนทหาร ซึ่งภายหลังรวมกับเข้ากับ Waffen-SS ซึ่งมีบทบาทในสงครามโลก 
สิงหาคม, ประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์ก  และฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งจากสภาเป็นผู้นำประเทศ (Leader and chancellor) โดยที่ตำแหน่งประนาธิบดีถูกยกเลิกไป
ฮิมม์เลอร์ได้รับแต่งตั้งจากโกริ่ง (Goering) ให้เป็นหัวหน้าหน่วยเกสตาโป (Gestapo) 
1936 2 กรกฏาคม, ฮิมม์เลอร์จัดงานรำลึก 1,000 ปีการสิ้นพระชนษ์ของกษัตริย์เฮนรี่ ที่ 1 ซึ่งเขาเปรียบ SS ว่าเป็นอัศวินทูโนนิคยุคใหม่(Order of the Teutonic Knights) , Church of St. Servatius ถูกถือว่าเป็นมหาวิหารประจำชาติ และเป็นสถานที่ระลึกถึงกษัตริย์เฮนรี่ 
Lebonsborn eV
1939 Operation Himmler ก่อนเยอรมันจะบุกโปแลนด์ซึ่งนำมาซึ่งสงครามโลก ครั้งที่ 2  ฮิตเลอร์พยายามหาข้ออ้างที่จะบุกโปแลนด์ โดยการสร้างสถานการณ์ให้ทหารเยอรมันสวมชุดทหารโปแลนด์ แล้วเข้ามาในพรหมแดนเยอรมัน ซึ่งเยอรมันเอามาใช้ในการโฆษณาเป็นเหตุผลในการบุกโปแลนด์ 
1940 ก่อตั้งสถาลันเศรษฐกิจเยอรมัน (Deutsche Wirtschaftsbetriebe, German Economic Enterprise)
1941 มิถุนายน  Generalplan Ost เยอรมันวางแผนบุกโซเวียต โดยต้องการดินแดนรัฐบอลติกและยูเครน เพื่อใช้เป็นที่อยู่ของคนเยอรมัน 10 ล้านคน และจะขับไล่ชาวรัสเซีย 31 ล้านออกไป 
1945 เมื่อเยอรมันใกล้จะแพ้สงคราม ฮิมม์เลอร์แสดงตัวเป็นผู้นำแทนฮิตเลอร์ และพยายามเจรจากับตะวันตกโดยไม่ผ่านฮิตเลอร์ ทำให้ฮิตเลอร์สั่งให้จับตัวฮิมม์เลอร์ ซึ่งในจดหมายฉบับสุดท้ายของฮิตเลอร์ลงวันที่ 29  เมษายน  (Last will andtestament) ก่อนเขาจะฆ่าตัวตาย ได้ประณามฮิมม์เลอร์ และโกริ่งว่าเป็นคนทรยศ  และสั่งให้ทหารจับตัวพวกเขา ฮิมม์เลอร์พยายามหลบหนีลงมาทางใต้ โดยใช้ชื่อปลอมว่าจ่าเฮนริช ฮิตเซนเจอร์(Heinrich Hitzenger)
21 พฤษภาคม ถูกจับได้บริเวณด่านใน Friedrichkoog 
23 พฤษภาคม ถูกส่งตัวให้กับทหารอังกฤษที่อยู่ที่เมืองลูนบูร์ก (Lüneburg) แต่ระหว่างที่หมอทำการตรวจสอบเขา ฮิมม์เลอร์ได้กัดหลอดไซยาไนด์ที่ซ่อนอยู่ในปาก และเสียชีวิตใน 15 นาทีต่อมา และไม่นานร่างของเขาถูกนำไปเผาทำลาย

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann