Margaret Thatcher


มากาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Hilda Thatcher (Roberts))

มากาเร็ต โรเบิร์ต (Margaret Hilda Roberts)เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 1928 นเมืองแกรนธัม จังหวัดลินคอล์นไซร์ (Gramtham, Lincolnshire) พ่อของเธอชื่ออัลเฟรด (Alfred Roberts)  กับแม่ชือเบียไทรซ์ (Beatrice Stephenson)  พ่อของเธอเปิดกิจการร้านขายของชำ มีอยู่สองสาขา 

เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประถมฮันติงโทเวอร์โรด (Huntingtower Road Primary School) 
ได้รับทุนเข้าเรียนที่ Kesteven and Grantham Gilrs' School  ซึ่งแธตเชอร์เรียนหนังสือดี และชอบทำกิจกรรม ทั้งเล่นฮอคกี้ เปียโน และอ่านบทกวี 
1943 เขาเรียนภาควิชาเคมี ที่วิทยาลัยโซเมอร์วิลล์ อ็อคฟอร์ด (Somerville College, Oxford) 
1946 ระหว่างที่เรียนอยู่ได้รับตำแหน่งประธานของสมาคมฝ่ายอนุรักษ์นิยมของอ็อกฟอร์ด (Oxford University Conservative Association) 
1947 จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์เคมี ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง 
หลังเรียนจบเธอบ้ายมาอยู่ที่โคลเชสเตอร์ (Colchester, Essex) เพื่อทำงานให้กับบริษัท BX plastic  และช่วงเวลานี้ได้เข้าทำงานการเมืองกับพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) 
1950 ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในฐานะตัวแทนจากพรรคอนุรักษ์นิยม ในเขตดาร์ตฟอร์ด (Dardford) แต่ว่าเธอแพ้การเลือกตั้งให้กับตัวแทนของพรรคแรงงาน 
1951 13 ธันวาคม, แต่งงานกับเดนิส แธตเซอร์ (Denis Thatcher)  ซึ่งพวกเขามีลูกแฝดด้วยกัน เกิดในปี 1953 ชื่อ มาร์ก (Mark) และ แคโรล (Carol) 
1959 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ครั้งแรกในเขตฟินชลีย์ (Finchley) 
1961 เป็นรัฐมนตรี Housing and Land ในรัฐบาลของ Harold Macmillan
1964 พรรคอนุรักษ์นิยมพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ทำให้มีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาเป็นเอ็ดเวิร์ด ฮีธ (Edward Heath) ,  ในขณะที่นายกรัฐมนตรีตอนนั้นคือ Harold Wilson จากพรรคแรงงาน, ช่วงนี้แธตเชอร์ทำงานเป็นเลขานุการให้กับรัฐมนตรีประกันสังคม (Parlaimentary Secretary to the Minister for Pensions) 

1970 พรรคอนุรักษ์นิยมกลับมาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งง แธตเชอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีการศึกษาและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเธอมีนโยบายยกเลิกโครงการนมโรงเรียนเพื่อนักเรียนที่อายุเกิดเจ็ดปีและเพิ่มค่าอาหารในโรงเรียน แต่ก็ให้การสนับสนุนนโยบายเดิมของพรรคแรงงานในการก่อตั้งมหาวิทยาลัย The Open ขึ้นมาเพื่อให้โอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับสูงมากขึ้น ด้วยการเรียนทางไกล
1973  Oil crisis ในอังกฤษ กลุ่มสหภาพเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าจ้าง 
1974 ตุลาคม, พรรคอนุรักษ์นิยมแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคแรงงาน  แธตเชอร์กลายเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านแทนเอ็ดเวิร์ด ฮีธ ซึ่งกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ 
1976 แธตเชอร์กล่าวตำหนิสหภาพโซเวียตว่าพยายามครอบครองโลกโดยไม่สนใจความเห็นของประชาชน จนรัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียตเรียกเธอว่า หญิงเหล็ก (Iron Lady) ซึ่งพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ Red Star ของโซเวียต
วิลสัน ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนนายกมาเป็นเจมส์ แคแล็กฮาน (James Callaghan)
1978 เดนิส เฮียเลย์ (Denis Healey) รัฐมนตรีคลัง (Chancelloer of the Exchequer) ประกาศนโยบายเข้มงวดนโยบายทางการเงิน โดยการตัดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุข  ซึ่งมีผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ (winter of discontent)  
1979 ผลของการประท้วงใหญ่และการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ นายกฯ เจมส์ ประกาศยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ 
พฤษภาคม, พรรคอนุรักษ์นิยมของแธตเชอร์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ด้วยเสียง 43.9% หรือ 339 ที่นั่งในสภาผู้แทน
4 พฤษภาคม, แธตเชอร์กลายเป็นนายกหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักร
หลังรับตำแหน่ง นโยบายของแธตเชอร์ยังคล้ายกับนโยบายของเจมส์ เธอพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลง โดยการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปสองเท่า จนถึง 15% แต่ว่าทางตรงอย่างภาษีรายได้ลง นอกจากนั้นยังแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ยังเหลือในมือรัฐบาลอย่าง Brtish Airways, British Steel, British Telecom ออกไป นโยบายของแธตเชอร์สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และเงินเฟ้อลดลงมาจนต่ำเหลือราว 9% จากที่เคยสูงเกือบ 18%  แต่ว่าในแง่ลบทำให้จำนวนคนว่างงานจำนวนมาก กว่าสามล้านคนในปี 1984
1982 2 เมษายน , (Falkland War)  อาร์เจนติน่าส่งทหารบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ 
5 เมษายน, แธตเชอร์ส่งกองทัพเรือออกจากอังกฤษไปยังหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ 
14  มิถุนายน, อาร์เจนติน่ายอมแพ้ในสงคราม
กันยายน, เดินทางเยือนจีน ซึ่งเธอเป็นนายกจากอังกฤษคนแรกที่เคยไปจีน  สาระสำคัญคือการเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของฮ่องกงซึ่งจะส่งมอบกลับให้กับจีนในปี 1997
1983 ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งด้วยคะแนนเสียง 42.43% 
พฤศจิกายน , สหรัฐส่งทหารบุกกรีนาด้า (Grenada) ประเทศเล็กๆ ในทะเลแคลิเปี้ยน ซึ่งแธตเชอร์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ของเรแกน (Ronald Reagan) 
1984 จำนวนคนว่างงานในอังกฤษฟุ่งสูงถึง 3.3 ล้านคน แต่ว่าเศรษฐกิจกลับมาเติบโตและเงินเฟ้อต่ำ
12 ตุลาคม, โรงแรมบริงตัน (Brington) ที่แธตเชอร์และสามีเข้าพักถูกวางระเบิดจากกลุ่ม IRA จนมีผู้เสียชีวิตห้าคน แต่ว่าแธตเชอร์รอดมาได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ
1985 มีนาคม, เดินทางเยือนโซเวียต ในพิธีศพของเชอร์เนนโก้ (Konstantin Chernenko) ซึ่งได้มีโอกาศพบกับกอร์บาเชฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้นำใหม่ ทำให้แธตเชอร์เห็นความเปลี่ยนแปลงของโซเวียตในแง่ดีมากขึ้น
1986 เธออนุญาตให้สหรัฐอเมริกาใช้ฐานทัพในอังกฤษเป็นฐานในการทิ้งระเบิดลิเบีย
1987 ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมัยที่ 3 ด้วยคะแนนเสียง 42.3% 
ลดการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจและเงินที่ช่วยเหลือท้องถิ่น ลดเงินสวัสดิการด้านสังคมและการศึกษา ปิดโรงเรียนหลายแห่ง และตั้ง Consolidated School Agency ขึ้นมาแทน  ซึ่งทำให้คะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชนลดลงเหลือ 23%
1989 ประกาศใช้ภาษี Community Charge (poll tax ภาษีต่อหัว) ภาษีอัตราเดียวที่เรียกเก็บจากประชาชนวัยผู้ใหญ่ทุกคน ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำให้เธอสูญเสียการสนับสุนอย่างมาก  จนมีการประท้วงใหญ่ที่จตุรัสตราฟัลการ์ ( Trafalgar square) ด้วยผู้ชุมนุม 70,000 คน จนกลายเป็นจราจล 
1990 1 พฤศจิกายน ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเธอสูญเสียเสียงสนับสนุนภายในพรรคอนุรักษ์นิยมของเธฮเองในการเป็นหัวหน้าพรรค
2003 26 มิถุนายน , เดนิส สามีของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
ช่วงสิบปีสุดท้ายของแธตเชอร์เธอมีอาการสมองเสื่อม (Dementia) และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ไม่ค่อยปรากฏตัวในที่สาธารณะนอกจากงานสำคัญ 
2013 8 เมษายน, เสียชีวิตด้วยอาการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง (Stroke)  ภายในโรงแรมริตซ์ (Ritz Hotel)

ผลงานเขียน
  • What's wrong with politics, 1968
  • In Defence of Freedom, 1986
  • In Defence of Freedom: Speeches on Britain's Relations with the World 1976-1986, 1987
  • Britain and Europe, 1988
  • The Downing Street Years, 1993
  • The Path to Power, 1995
  • As I said to Dennis, 1997
  • Messages from Croatia, 1998
  • Let our children grow tall: Selected speeches, 1975-1977
  • The Colledted Speeches of Margaret Thatcher, 1998
  • Statecraft: Strategies for a Changing World, 2002
  • Statecraft , 2003
  • Margaret Thatcher in her own words, 2011

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann