Antonio Vivaldi



แอนโตนิโอ วิวาลดิ (Antonio Vivaldi)

วิวาลดิ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 1678  ในเมืองเวนิช สาธารณรัฐเวนิช (Republic of Venice) ในขณะนั้น วันที่เขาเกิดเป็นวันที่เกิดแผ่นดินไหว และวิวาลดิถูกนำตัวไปเข้าพิธีแบ๊พติสทันทีที่เกิด อาจเพราะความเชื่อเรื่องแผ่นดินไหวหรือจากการที่ทารกวิวาลดิมีสุขภาพที่อ่อนแอ 
 พ่อของวิวาลดี ชื่อจิโอวันนิ (Giovanni Battista Vilvaldi, 1655-1736) พื้นเพเขาเป็นคนจากเบรสเคีย (Brescia) ซึ่งอยู่ใกล้เทือกเขาแอลป์ ตอนเหนือของอิตาลีปัจจุบัน แต่ย้ายมาอยู่ในเวนิชเมื่อตอนอายุราวสิบปี ซึ่งวิวาลดิได้สีผมสีแดงมาจากพ่อของเขา
1677 จิโอวันนีได้แต่งงานกับคามิลล่า (Camilla Calicchio) ซึ่งเป็นช่างเสริมสวย  ซึ่งทั้งสองทำกิจการร้านตัดผมด้วยกัน และปีต่อมาคามิลล่าก็ให้กำเนิดวิวาลดิ ซึ่งวิวาลดินั้นมีเส้นผมสีแดงเหมือนกับพ่อของเขา , หลังจากนั้นคามิลล่ามีลูกอีกสี่คน คือ มากาเร็็ต (Margaret Gabriel), เคซิลเลีย (Cecilia Maria Zanetti), แอนนา (Anna), โธมัส  (Thomas),  โบนาเวนเจอร์ (Bonaventure Francesco Gaetano) 
1685 จิโอวันนีก่อตั้งชมรมดนตรีขึ้นมา จากความสนใจของตัวเขาเองที่ชอบเล่นไวโอลีน ซึ่งที่ชมรมนี้ได้คอมโพเซอร์ชื่อ จิโอวานนิ เลเกรนซิ (Giovani Legrenzi) มาช่วยดู  ส่วนจิโอวันนิได้เข้าไปเล่นไวโอลีนเป็นประจำให้กับโบสถ์เซนต์มาร์ก (Catherdral of St. Mark)
ครูที่สอนดนตรีให้กับวิวาลดิในวัยเด็กก็คือพ่อของเขาเอง กับเลเกรนซิ ซึ่งเลเกรนซิ เสียชีวิตไปในราวปี 1690 แต่ว่าวิวาลดิมีปัญหาสุขภาพเป็นอุปสรรคมาตลอดตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาจะมีอาการเจ็บที่บริเวณหน้าอก คาดว่าโรคที่เขาเป็นคืออาการของโรคหอบหืด (asthma)
1693 ตอนอายุ 15 ปี เขาเริ่มเข้าเรียนในหลักสูตรสำหรับการเป็นนักบวช
1703 23 มีนาคม ได้เข้าพิธีบวช โดยได้รับชื่อทางศาสนาว่า iL Prete Rosso (The Red Priest) 
กันยายน, เริ่มเป็นครูสอนไวโอลีนให้กับเด็กกำพร้า ที่เฟียทา (Pio Ospedale della Pietà) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์ในเวนิช
1704 ได้ตำแหน่งครูสอนวิโอลา (Viola) เพิ่มขึ้นมาอีก 
1705 มีผลงานชิ้นแรก (Opus 1) เป็นคอลเล็คชั่นของบทประพันธ์เพลงแบบโซนาต้า (sonata)  12 เพลงสำหรับไวโอลีน
1709 ฝ่ายบริหารของสถานเด็กกำพร้าไม่ต่อสัญญาในการเป็นครูให้กับวิวาลดิอีก ทำให้เขากลายเป็นนักดนตรีอิสระ
มีผลงานชิ้นที่สอง (Opus 2) ซึ่งเป็นคอลเล็คชั่นใหม่อีก 12 เพลง สำหรับไวโอลีน
1711 กุมภาพันธ์, วิวาลดิและพ่อของเขาเดินทางไปยังเบรสเซียบ้านเกิดของพ่อ ซึ่งที่นี่วิวาลดิแต่งเพลง Stabat Mater (RV 621) ซึ่งเป็นงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่เขาสร้างไว้ สำหรับบรรเลงในพิธีทางศาสนา 
ถูกเรียกตัวกลับไปเป็นครูที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
มีผลงานชิ้นที่สาม (Opus 3) เป็นงานแบบคอนแชร์ติ (Concerti) เป็นครั้งแรกสำหรับไวโอลีน 1-4 ชิ้น  ซึ่งเพลง L'Estro Armonico (Harmonic Inspiration) เป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาจนเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริง 
1713 โอเปล่าเรื่องแรกที่วิวาลดิทำหน้าที่เป็นคอมโพเซอร์  Ottone in villa (RV 729) เปิดแสดงที่โรงละครการ์เซเรีย (Garzerie Theater) ในวิเซนซ่า (Vicenza) 
1714 ผลงานชิ้นที่ 4 (Opus 4) เป็นงานแบบคอนแชร์โต้ ที่มีเพลงดังอย่าง La stravaganze
ได้รับตำแหน่งอิมเพลสซาริโอ (Impresario) ให้กับโรงละครเซนต์แองเจโล (Teatro Sant'Angelo) ในเวนิช  ที่นี่เขาสร้างโอเปล่าอีกหลายเรื่อง อย่าง L'incoronazione di Dario (The Coronation of Darius, 1716) ,   La costanza trionfante degl'amori e de gl'odii (The Constancy of triumph over love and hate, 1716)
1718 มีผลงานโอเปล่า เรื่อง Scanderbegh (Skanderbeg) ให้กับโรงละครในฟลอเรนซ์​
1719 เขาอยู่ในแมนทัว (Mantua)  ในเยอรมัน โดยได้รับตำแหน่ง Maestro di Cappella ให้กับเจ้าชายฟิลิป (Prince Philip of Hesse-Darmstadt) 
ที่แมนทัวนี้ที่วิวาลดิได้พบกับแอนนา เจโร (Anna Giraud) ซึ่งเป็นลูกสาวของช่างผมชาวฝรั่งเศส โดยวิวาลดิอ้างถึงแอนนาในจดหมายว่าเธอเป็นลูกศิษย์ที่ดี และดูเหมือนเขาพยายามสอนให้เธอกลายเป็นนักร้องโอเปล่า 
1722 กลับมายังเวนิช พร้อมกับแอนนา 
1723 เดินทางไปยังโรมครั้งแรกในชีวิต และได้เปิดแสดงโอเปล่า Ercole sul Termodonte (Hercules at Termodonte)
1724 กลับมาเปิดการแสดงในโรมอีกครั้ง กับเรื่อง La virtiù trionfante dell'amore, e doll'odio, overo II Tirane (Virtue triuphs over love and hate)
1725 มาเปิดคอนเสิร์ตในอัมสเตอร์ดัม โดยผลงานที่ 8 (Opus.8) ชื่อว่า  Il cimento dell'armonia e dell'inventione (The Contest Between Harmony and Invention) ซึ่งเป็นเพลงคอนแชร์โต้สำหรับไวโอลีน 12 เพลง ที่รู้จัก 4 เพลงแรกกันในชื่อ The Four Seasons
1728 เดินทางไปทริสเต (Trieste) และได้พบกับจักรพรรดิชาร์ล ที่ 6 (Emperor Charles VI) เป็นครั้งแรก ซึ่งพระองค์พอพระทัยในดนตรีของวิวาลดิมาก และทรงประทานตำแหน่งอัศวินให้เขาด้วย ส่วนวิวาลดิได้ถวายผลงาน La Cetra (Opus 9) แด่พระองค์
1730 เดินทางไปยังเวียนนาและปราก เปิดแสดงโอเปล่าเรื่อง Farnace 
1940 ราวเดินพฤษภาคมเขาเดินทางมายังเวียนนา ซึ่งพระจักรพรรดิชาร์ล ที่ 6 ทรงสวรรคตในเวลาไม่นานต่อมา และเกิดสงครามเพื่อแย่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิพระองค์ใหม่ (War of the Austrian Succession) 
1741 คืนวันที่ 27/28 กรกฏาคม เสียชีวิต ในเวียนนา ช่วงปั่นปลายของชีวิตวิวาลดิมีชีวิตอยู่อย่างอนาถา เขาขายทรัพย์สินส่วนใหญ่ออกไปเพื่อชำระหนี้ ประกอบกับความนิยมในดนตรีที่เปลี่ยนแปลงไป และการสวรรคตของพระเจ้าชาร์ล ที่ 6 ทำให้เขาขาดคนสนับสนุน 

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann