Konstantin Rokossovsky



คอนสแตนติน โรกอสซอฟสกี (Константин Рокоссовский)

เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 1896 ในเมืองเวลิกี ลูกิ (Velikie Luki) เมืองเล็กๆ ในพัสคอฟ (Pskov) พ่อของเขาชื่อโจเซฟ (Joseph Rokossowski) เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการก่อสร้างทางรถไฟ  มีเชื้อสายโปแลนด์  ส่วนแม่ชื่อ แอนโตนิน่า (Antonina) ชาวเบลารุส มีอาชีพเป็นครู  พื้นเพเป็นคนเบลารุส 
หลังจากที่เขาเกิดมาไม่นานครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ในวอร์ซอร์ โปแลนด์ 
1902 เมื่ออายุได้ 5 ปี พ่อของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุระหว่างทำงาน  ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่ลำบากลง และโรกอสซอฟสกีต้องออกจากโรงเรียนซึ่งขณะนั้นเขาเรียนอยู่แค่เกรด 4 แต่ต้องออกมาเพื่อทำงาน
1911 แม่ของเขาเสียชีวิต ทำให้เขาต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูน้องสาวชื่อเฮเลน่า (Helena) เพียงลำพัง
1914 เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 เขาจึงได้สมัครเข้าเป็นทหาร ได้ประจำการณ์ในหน่วยทหารม้าที่ 5 (5th Kargopol Dragoon Regiment, Cavalry Division of 12th  Army) โดยถูกส่งไปรบด้านตะวันตกติดกับโปแลนด์  ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในทหารและมีความเป็นผู้นำสูง เมื่อสิ้นสุดสงครามเขาได้รับเหรียญเซนต์จอร์จ ชั้นที่  4(4th Class, Cross of St. George) เป็นรางวัลในวีรกรรม 
1917 หลังการปฏิวัติตุลาคมและเข้าเป็นทหารของกองทัพแดง และมีบทบาทในการรบกับกองทัพขาว โดยเฉพาะการเอาชนะกองทัพที่นำโดยอเล็กซานเดอร์ โกลแช็ก (Alexander Kolchak) 
1919  มีนาคม, เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ 
1921 เป็นผู้บังคับหน่วยทหารม้าที่ 35 (35th Independent Calvary Regiment) ในเออร์กุตส์ก (Irkutsk) ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนช่วยดามดิน สัคบาตาร์ (Damdin Sükhbaatar) ยึดกรุงอลัน บาเตอร์ (Ulan Bator) และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย
1923 30 เมษายน , แต่งงานกับจูเลีย บาร์มิน่า (Julia Barmina)  พวกเขามีลูกด้วยกันชื่อเรียดน่า (Ariadna, b.1925)
1924 เข้าเรียนที่โรงเรียนฝึกทหารม้าระดับสูง (Higher Cavalry School) ในเลนินกราด 
1925 ถูกส่งตัวกลับมายังมองโกเลีย เพื่อช่วยเหลือในการฝึกทหารให้กับมองโกเลีย และทำหน้าที่ป้องกันรางรถไฟสายจีนตะวันออก (Chinese Eastern Railway) จนกระทั้งทางรถไฟสายนี้ถูกขายให้กับญี่ปุนไปในปี 1935
1937 สิงหาคม ถูกจับ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้กับโปแลนด์และญี่ปุ่น เขาถูกส่งตัวไปขังในเรือนจำเครสตี้ (Kresty prison) ที่เลนินกราด เป็นเวลานานกว่า 3 ปี แต่ว่าตลอดเวลาที่อยู่ในคุก เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแม้ว่าจะถูกทรมาน
1940  22 มีนาคม, ได้รับการปล่อยตัวหลังจากไ้ดมีโอกาสพบกับสตาลิน หลังจากนั้นได้รับตำแหน่งในกองทัพและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คืน และได้รับการเลือกยศเป็นพลเอก
1941 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาทำหน้าที่บัญชาการกองทัพยานยนต์หน่วยที่ 9 (9th Mechanized Corps) และต่อมาถูกเปลี่ยนมาบัญชาการกองทหารที่ 16 (16th Army) ซึ่งดูแลเส้นทางที่ทหารนาซีจะใช้บุกมายังมอสโคว์ (Battle of Moscow)
1942 มีนาคม,  ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนใหญ่จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลาสองเดือน ก่อนจะกลับมารบอีก ช่วงเวลานี้เขามีความสัมพันธ์กับ ดร.กาลิน่า ตาลาโนว่า (Dr.Lt. Galina Talanova) ซึ่งมีลูกสาวด้วยกันเกิดในปี 1945
สิงหาคม, (Battle of Stalingrad) ช่วงการรบที่สตาลินกราด เขาทำหน้าที่อยู่ในแนวรบด้านดอน (Don Front) ซึ่งทำหน้าที่โจมตีตอบโต้เร็วกับกองทัพเยอรมันหน่วยที่ 6 ที่นำโดยจอมพลปัวลัว (Friedrich Paulus) ซึ่งฝ่ายของโรคอสซอฟสกี เป็นฝ่ายมีชัยและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามระหว่างโซเวียตกับเยอรมัน ทำให้โซเวียตกลับมาได้เปรียบ
1943 กรกฏาคม, (Battle of Kursk) 
1944 Operation Bagration 
มิถุนายน, ได้รับเหรียญ Diamond Star of the Soviet Union Marshal พร้อมกับตำแหน่งจอมพล
 และได้รับหน้าที่ดูแลทหารหน่วยที่ 2 (2nd Belorussia Front) ในเบลารุส โดยรับคำสั่งจากสตาลินโดยตรงเพื่อนำกำลังไปปลดปล่อยโปแลนด์ 
1945 24 มิถุนายน, เป็นผู้นำในพิธีสวนสนามฉลองชัยชนะในสงคามโลกที่จตุรัสแดง
1949 เมื่อประธานาธิบดีโบเลสลาฟ (Boleslaw Bierut) สถาปนาโปแลนด์เป็นคอมพิวนิสต์ โรโกสซอฟสกีถูกส่งไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของโปแลนด์จนกระทั้งปี 1956
1956 ได้กลับมารับตำแหน่งรองรัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียต 
1962  เพราะเขาถูกย้างจากตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมไปดูแลกองทัพในทรานคอเคซัส หลังจากครุสเชฟ (Nikita Khrushchev)  มีนโยบายต่อต้านสตาลิน ขึ้นมามีอำนาจ  ครุสเชฟต้องการให้เขาเขียนบทความตำหนิสตาลิน แต่ว่าเขาปฏิเสธ 
1968 3 สิงหาคม เสียชีิวตด้วยโรคมะเร็ง และถูกฝังที่จุดนาโคโปลิสข้างกำแพงเครมลิน 
โรกอสซอฟสกี มีผลงานเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ชื่อ A Solder's duty (Солдатский долг) ตีพิมพ์ออกมาในปี 1970  หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว

Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann