Benjamin Netanyahu




เบนจามิน  เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu)
นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

เนทันยาฮู เกิดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1949 ในเทล อาวีฟ, อิสราเอล  เป็นลูกของศาตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ เบนไซออน เนทันยาฮู (Benzion Netanyahu ชื่อเดิม Benzion Milikovsky เกิดในวอร์ซอว์ ก่อนย้ายมาอยู่ในปาเลสไตน์ช่วงการปกครองโดยอังกฤษ)  กับมารดาชื่อซีล่า (Zela Segal)  พวกเขามีลูกด้วยกันสามคน คือ โยนาธาน (Yonathan, b.1946) , เนทันยาฮู และ อิดโด (Iddo, b.1952)
ตอนประถมเรียนหนังสือที่โรงเรียนเฮนเรียตต้า สโสล์ด (Henrietta Szold Elementary School) 
1956 ครอบครัวย้ายมาอยู่ในเพนซิลวาเนีย, สหรัฐฯ โดยเนทันยาฮุเข้าเรียนระดับมัธยมที่เซลเตนแฮม (Cheltenham High School) 
1967 สำเร็จการศึกษา และเข้าเป็นทหารให้กับกองทัพอิสราเอล (IDF) โดยอยู่ในหน่วยคอมมานโดและหน่วยข่าว ต่อมาได้เป็นผู้นำของหน่วยซาเยเรต แมตกัล (Sayeret Matkal) และมีส่วนร่วมในภาระกิจลับและปฏิบัติการที่สำคัญหลายครั้ง อย่างสงครามระหว่างอิสราเอล-อียิปต์ (War of Attrition, 1967-1970)  การรบกับ PLO ในเมืองการาเมห์, จอร์แดน (Battle of Karameh, 1968)
1972 9 พฤษภาคม, ร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันซึ่งเครื่องบนสายการบินซาเบน่า (Sebena Flight 571) ถูกผู้ก่อการร้ายยึด
ออกจากราชการทหาร และกลับไปศึกษาต่อที่สหรัฐ โดยเข้าเรียนด้านสถาปัตย์ที่เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology)
1973 เกิดสงครามยม คิปเปอร์ (Yom Kippur War) ระหว่างอิสราเอล กับอียิปต์+ซีเรีย ทำให้เขาเดินทางกลับอิสราเอลและเข้าร่วมรบในเหตุการณ์ที่อิสราเอลส่งทหารเข้ายึดคลองสุเอซ (Suez Canal) และที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) 
1975 เรียนจบปริญญาตรี และเข้าเรียนต่อด้านบริหารที่โรงเรียสโลน (MIT, Sloan School of Management )
1977 จบปริญญาโท หลังจากนั้นเรียนต่อด้านรัฐศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด (Harvard University)  โดยระหว่างที่เรียนอยู่ได้ทำงานที่บริษัทที่ปรึกษาบอสตัน (Boston Consulting Group)
1978 กลับมาอิสราเอล และก่อตั้งสถาบันต่อต้านการก่อการร้าย (Jonathan Netanyahu anti-Terror Institute) 
แต่งงานกับภรรยาคนแรกมิเรียม (Miriam Weizmann) มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อโนอาห์ (Noah)
1980 ทำงานให้กับฝ่ายการตลาดของบริษัทริมอินดัสตรี (Rim Industries) 
1982 แต่งงานครั้งที่สองกับฟลาเวอร์ (Flower Cates)
ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยของของโมเช เอเรนส์ (Moshe Arens) ทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ 
1984 ได้รับตำแหน่งทูตอิสราเอลประจำองค์การสหประชาชาติ
1988 เดินทางกลับมาอิสราเอล และลงเล่นการเมืองโดยเข้าเป็นสมาชิกของพรรคลิคุด (Likud Party) และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิตซัก ชามียร์ (Yitzhak Shamir) ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นรองรัฐมนตรีต่างประเทศ
1991 แต่งงานครั้งที่สามกับซาราห์ (Sara Ben-Artzi) เป็นลูกสาวของซามูเอล เบน-อาร์ซี (Shmuel Ben-Artzi) ครูซึ่งมีชื่อเสียงในอิสราเอล พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน แยร์ (Yair) กับเอฟเนอร์ (Avner)
1992 เนทันยาฮูลงแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคลิคุด หลังจากยิตซัก ชมมียร์ลาออกจากตำแหน่ง แต่ว่าเขาชนะคู่แข่งคือเบนนี บีกิน (Benny Begin) 
1996 มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงเป็นครั้งแรกของอิสราเอล โดยที่เนทันยาฮูมมีชัยชนะเหนือชิมอน เปเรส (Shimon Peres) ทำให้เนทันยาฮูกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของอิสราเอล แต่อย่างไรก็ตามพรรคของเขาไม่ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอ ทำให้ต้องตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคอื่น อย่างพรรคซาส (Shas) , พรรคยาฮาดุต ฮาโตราห์  (Yahadut HaTorah)
1997 25 กันยายน, เจ้าหน้าของหน่วยมอสซาด (Mossad) 2 คน พยายามจะลอบสังหารคาเลด มาชาล (Khaled Mashal) ผู้นำกลุ่มฮามาส (Hamas Political Bureau) โดยสายลับทั้งสองใช้หนังสือพาสสปอร์ตปลอมของแคนนาดาเพื่อเข้าไปในจอร์แดน และได้ใช้อุปกรณ์พิเศษฉีดยาพิษเข้าไปที่หูข้างซ้ายของมาชาล ซึ่งสำเร็จ แต่ว่าสายลับทั้งสองคนถูกจับตัวไว้ได้
ต่อมากษัตริย์ฮุตเซนแห่งจอร์แดน (King Hussein) ได้เรียกร้องให้เนทันยาฮู ยอมส่งมอบยาแก้พิษมาให้ โดยขู่ว่ามิเช่นนั้นจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตอนแรกเนทันยาฮูปฏิเสธ แต่ว่าสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซง จนอิสราเอลยอมส่งมอบยาแก้พิษ ซึ่งยาสามารถนำไปรักษามาชาลซึ่งอยู่ในอาการโคม่าได้ทันเวลา 
1998 ทำข้อตกลงถอนทหารกับปาเลสไตน์ (Wye Plantation Agreement) โดยยึดข้อตกลงที่เคยทำไว้ในปี 1995
1999 พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งให้กับอีฮุด บารัก (Ehud Barak) จากพรรคแรงงาน (Party of Labor) ทำให้เนทันยาฮูประกาศวางมือทางการเมือง
2001 อีฮุด บารักประกาศลาออก  , พรรคลิคุดได้ส่งเอเรียล ชารอน มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
2002 ชารอน  แต่งตั้งเนทันยาฮู เป็น รัฐมนตรีต่างประเทศ 
2003 การเลือกตั้งสมาชิกสภาฯ ครั้งใหม่ พรรคลิคุดกลับมาได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุด  , ชารอนได้แต่งตั้งเนทันยาฮูเป็นรัฐมนตรีคลัง
2005 ความแตกแยกภายในพรรคลิคุด โดยเฉพาะเรื่องการถอนทหารออกจาฉนวนกาซ่า จนทำให้ชารอนลาออกจากพรรค และมาก่อตั้งพรรคคาดิม่า (Kadima party) , เนทันยาฮู ที่กลายเป็นผู้นำพรรคลิคุด
2009 ในการเลือกตั้ง ส.ส. พรรคลิคุด ได้มา 29 ที่นั่งเป็นอันดับสองรองจากพรรคคาดิม่า แต่พรรคคาดิม่าไม่สามารถฟอร์มรัฐบาลผสมได้ จึงเป็นโอกาสให้พรรคลิคุดได้โอกาสรวบรวมเสียงแทนและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และเนทันยาฮูกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2
2013 พรรคลิคุดและพันธมิตรชนะการเลือกตั้ง , เนทันยาฮู ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 3

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann