Semiramis



ราชินีเซมิรามิส เป็นราชินีในกษัตริย์ไนนัส (King Ninus) แห่งอาณาจักแอสซีเรีย (Assyria) 

ตำนานเล่าว่านางเกิดในตระกูลที่เก่าแก่ที่มีชื่อเสียง เป็นธิดาของเทพีอตาร์กาติส (Goddess Atargatis หรือ Derketo) เทพีแห่งมัจฉา กับมนุษย์ผู้ชายที่เป็นชาวซีเรีย แต่เมื่ออตาร์กาติสคลอดเซมิรามิส นางก็ได้สังหารสามีของนาง แล้วทิ้งเซมิรามิสไป  ฝูงนกพิราบมาพบจึงได้ทำเซมิรามิสที่ยังเป็นทารกมาเลี้ยงไว้ในทะเลทราย จนกระทั้งคนเลี้ยงแกะ ชื่อซิมมัส (Simmas)  ได้ผ่านมาเจอ จึงได้นำนางไปเลี้ยง ซิมมัสนั้นทำงานเป็นคนเลี้ยงแกะอยู่ในวัง 
เมื่อโตขึ้นเซมิรามิสได้แต่งงานกับนายพลเมโนเนส (Menones หรือ Menon) ซึ่งเป็นนายพลคนหนึ่งของกษัตริย์ไนนัส นางให้กำเนิดบุตรชายฝาแฝด ชื่อ Hydapes และ Hyapates  
แต่ว่าต่อมากษัตริย์ไนนัสได้หลงรักเซมิรามิสซึ่งนอกจากความสวยแล้วยังฉลาด และกล้าหาญ นางออกรบพร้อมกับเมโนเนส และช่วยให้ยึดอาณาจักรแบกเทรีย (Bactria) มาได้ พระองค์จึงบีบบังคับจนกระทั้งนายพลเมโนเมสได้ฆ่าตัวตาย 
เซมิรามิสจึงได้เข้าพิธีอภิเษกกับกษัตริย์ไนนัส  ซึ่งไม่นานได้ให้กำเนิดพระโอรสชื่อนินยาส (Ninyas) 
แต่ว่าต่อมานางได้ทำรัฐประหารและประหารกษัตริย์ไนนัส
ภายในการปกครองของราชินีเซมิรามิส ที่ยาวนานกว่า  42 ปี นางได้ปรับปรุงกองทัพจนเข้มแข็ง ทำการรื้อฟื้นอาณาจักรบาบิโลน (Babylon) ทำถนนไปยังเอ็กบาตาน่า (Ecbatana)  เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรมีเดีย  (Media) และได้สร้างพระราชวังขึ้นแห่งหนึ่งที่เมืองนี้
ขยายอาณาจักรเข้าไปถึงอียิปต์และลิเบียบางส่วน และมายังเอเชีย จนสามารถรบชนะกองทัพของกษัตริย์สตาบรอเบท (King Stabrobates) แห่งอินเดียบริเวณริมแม่น้ำอินดุส แต่ว่าเซมิรามิสถูกหลอกโดยอินเดียได้มอบช้างปลอมให้เป็นของขวัญ ซึ่งนางเข้าใจว่าเป็นช้าง แต่แล้วกองทัพอินเดียก็ได้ส่งกองทัพช้างมารบกับเธอ จนกองทัพของเซมิรามิสต้องถอยหนีกลับมา
หลังจากนางกลับมาจากการรบ นางได้สละบัลลังค์และมอบอำนาจให้กับเจ้าชายนินยาส (Ninyas) พระโอรส 
ในอาร์เมเนียเล่าว่า เซมิรามิสได้หลงรักกษัตริย์เอร่า (Ara the Beautiful of Armenia) จึงได้เสนอที่จะอภิเษกกับกษัตริย์เอร่า แต่ว่าถูกปฏิเสธ , เซมิรามิสจึงได้ยกกองทัพเข้าโจมตีอาร์เมเนีย  และกษัตริย์เอร่าสิ้นพระชนษ์ในการรบบริเวณเขาอรารัต (Ararat valley) เซมิรามิสเสียใจและต้องการที่จะยุติสงครามกับอาร์เมเนีย จึงได้พยายามทำพิธีอ้อนวอนต่อพระเจ้าให้เอร่ากลับมามีชีวิต แต่ว่าเมื่อทหารของอาร์เมเนียยกทัพตามมาล้างแค้น กษัตริย์เอร่าก็ไม่ฟื้น เซมิรามิสจึงได้ให้ทหารของนางซึ่งหน้าคล้ายกษัติรย์เอร่าปลอมตัวเพื่อหลอกทหารอาร์เมเนียว่าเอร่าฟื้นพระชนษ์แล้ว สงครามจึงได้ยุติ 
ตามความเชื่อของยิว เซมิรามิส เป็นแม่และภรรยาของกษัตริย์นิมรอด (Nimrod) แห่งไซนาร์ (Shinar) นางแต่งงานกับคัช (Cush) พ่อของนิมรอดก่อนที่จะมาเป็นภรรยาของลูกตัวเอง นางเป็นหนึ่งในสี่สตรีที่ปกครองโลก  นิมรอดเป็นเชื้อสายของโนอาห์ เป็นผู้สร้างหอคอยบาเบล (Tower of Babel)  นิมรอดและเซมิรามิสได้ทำสงครามต่อต้านพระเจ้า 

เซมิรามิส คือ เทพอีสห์ตาร์ (Ishtar) ของบาบิโลน ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก ราคะและสงคราม ชาวกรีกเรียกอีสห์ตาร์ ว่าแอสตาร์ติ (Astarte) ซึ่งกลายมาเป็นเทพีอโฟร์ไดท์ (Aphrodite) เทพีแห่งความรักและพระจันทร์  ซึ่งโรมันเรียกลิเบอร์ตี้ (Liberty) ซึ่งเป็นเทพีแห่งเสรีภาพแต่ยังหมายถึงเทพีแห่งสงครามที่นำความหวังของเสรีภาพ
นอกจากนั้นเมื่อวัฒนธรรมคริสต์รับเอาธรรมเนียมดังเดิมเข้าไป Ishtar จึงกลายเป็นคำว่า อีสเตอร์ (Easter) 

เทพีเสรีภาพ (Libertas) ในนิวยอร์ค ถูกสร้างด้วยพวกฟรีเมสันที่บูชาลัทธิบาบิโลน เทพีเสรีภาพแท้จริงจึงหมายถึงเซมิรามิส  และเป็นตัวแทนของหอคอยบาเบล ที่รวมตัวของมนุษย์หลังน้ำท่วมโลก จึงใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต้อนรับผู้อพยพไปสหรัฐฯ ขณะที่มีการสร้างขึ้น

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann