Menachem Begin



 เมนาเฮม บีกิน (מְנַחֵם בֵּגִין)
นายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของอิสราเอล

บีกิน เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม  1913 ในเมืองเบรสต์ (Brest, Russia Empire) เบลารุส, จักรวรรดิรัสเซีย พ่อของเขาชื่อซีฟ-ดอฟ (Zeev-Dov) และแม่ชื่อฮัสเซีย (Hassia Begin)  ซีฟนั้นมีอาชีพเป็นพ่อค้าไม้ เขาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการไซออนนิสต์ และชอบในตัวของธีโอดอร์ เฮิร์ซ (Theodor Herzl)  
บีกินเป็นลูกคนเล็กในพี่น้องสามคน  ตอนเด็กบีกินเริ่มเรียนภาษาฮิบรูตามวัฒนธรรมของชาวยิวมาตั้งแต่เล็กที่โรงเรียนมิซราชิ (Mizrachin Hebrew School)
เมื่ออายุ 12 ปี ได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม Hashomer Hatzair ที่เป็นไซออนนิสต์สังคมนิยม แต่ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ในกลุ่ม Betar 
เมื่ออายุได้ 14 ปี ย้ายมาเรียนในโรงเรียนโปลิสจิมเนเซียม (Polish Gymnasium) ซึ่งเขาหลงไหลเกี่ยวกับการอ่านวรรณกรรมคลาสสิค 
พออายุได้ 16  ปี ได้เคลื่อนไหวกับกลุ่ม Betar (Brit Trumpeldor) ซึ่งเป็นกลุ่มยุวชน ส่วนหนึ่งของกลุ่ม Revisionist Zionism ที่ก่อตั้งโดย วลาดิมีร์ จาโบตินสกี (Vladimir Jabotinsky)
1931 เข้าเรียนด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัยวอร์ซอร์ (University of Warsaw) ทำให้ได้เรียนด้านศิลปะการพูดและการโต้วาที 
1932 เขากลายเป็นหัวหน้าของกลุ่ม Betar เขาต้องเดินทางไปทั่วโปแลนด์ และไปยังเชคโกสโลวาเกีย เพื่อหาการสนับสนุน
1935 จบการศึกษา แต่ว่าเขาไม่ได้มีโอกาสในการฝึกงานด้านกฏหมาย
1937 ถูกจับในข้อหาเป็นผู้นำการประท้วงหน้าสถานทูตอังกฤษในกรุงวอร์ซอว์ 
1939 29 พฤษภาคม, แต่งงานกับ อลิซ่า อาร์โนล์ด (Aliza Arnold) และมีลูกด้วยกันสามคน คือ Binyamin, Leah, Hassia
กันยายน, เยอรมันบุกโปแลนด์ 
บีกินพยายามพาชาวยิวจำนวนหนึ่งหนีลงไปทางใต้ไปยังเมืองวิลโน่ (Wilno)  และจากวิลโน่ได้หนีไปยังเมืองทางตะวันออกของโปแลนด์แต่ว่าไม่นานบริเวณตะวันออกของโปแลนด์ตกอยู่ใต้อำนาจของโซเวียต เขาจึงหนีไปยังลิธัวเนีย 
1940 กันยายน, บีกินถูกเจ้าหน้าที่รัสเซียจับตัวโดยถูกสงสัยว่าเป็นสายลับให้กับอังกฤษ เขาถูกส่งตัวไปขังในค่ายใช้แรงงานเปโชร่า (Pechora labor camps) ทางตอนเหนือของรัสเซีย
1941 ได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการทำข้อตกลงสตาลิน-ซิกอร์สกี (Sikorsky-Mayski agreement)
จากนั้นบีกินได้เข้าเป็นทหารในกองทัพโปแลนด์ที่ถูกส่งไปยังดินแดนปาเลสไตน์ เพื่อเตรียมรบกับนาซี ดินแดนปาเลสไตน์ขณะเป็นดินแดนในครอบครองของอังกฤษ
1943 เขาเป็นผู้บัญชาการของ Etzel (National Military Organization,Irgun Zvati Leumi) เป็นกองกำลังติดอาวุธกลุ่มย่อยของชาวยิว ที่แยกออกมาจากกลุ่ม Haganah ซึ่งเป็นกองกำลังหลัก ที่ปฏิบัติการต่อต้านอังกฤษในปาเลสไตน์ มีการลักพาตัวและสังหารเจ้าหน้าที่อังกฤษหลายราย จนทางการอังกฤษได้ตั้งรางวัลนำจับบีกินเป็นเงิน 10,000 ปอนด์ แต่บีกินรอดมาได้ด้วยการหลบซ่อนอยู่ในเทล อาวีฟ
ขณะนั้นแม้แต่เบนกูเรียน (David Ben-Gurion) ก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่ม Etzel เพราะหวั่นว่าจะเป็นการทำลายการเจรจาเพื่อสร้างรัฐอิสราเอล 
1948 9 เมษายน, (Deir Yassin massacre) กลุ่มก่อการร้าย Etzel ของบีกิน บุกหมู่บ้านเดียร์ ยัสซิน ใกล้กับเยรูซาเร็มและทำการสังหารชาวปาเลสไตน์จนเสียชีวิตไป 107 คน
14 พฤษภาคม , อิสราเอลประกาศก่อตั้งรัฐอิสราเอล 
15 พฤษภาคม, เกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับอาหรับ (Arab-Israeli war)  กินเวลากว่า 9 เดือน 
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ บีกินและกลุ่ม Etzel ได้ก่อตั้งพรรค Herut (Freedom Party) ซึ่งจัดเป็นพรรคที่มีแนวคิดขวาจัดและเน้นการใช้กำลังทหาร โดยที่บีกินเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง และเขากลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา
2 ธันวาคม , หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทม์ ได้ตีพิมพ์จดหมาย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Albert Einstein’s Letter to The New York Times เป็นจดหมายที่ลงนามโดยผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคนในสหรัฐฯ ผู้มีลงนาม เช่น ไอสไตน์, ซิดนีย์ ฮุก (Sidney Hook) จดหมายนี้พิมพ์ในช่วงเวลาที่บีกินเดินทางเยือนสหรัฐฯ เนื้อหาของจดหมายเปรียบ บีกิน และพรรคของเขาว่ามีพฤติกรรมหลายอย่างเหมือนนาซีเยอรมัน
1949 พรรค Herut ได้รับการเลือกตั้งมา 14 ที่นั่งในรัฐสภา
1952 มกราคม, บีกินเป็นแกนนำประท้วงในกรุงเยรูซาเล็ม โดยมีผุ้ชุมนุมกว่า 15,000 คน ที่ออกมาต่อต้านการทำข้อตกลงชดเชยให้กับชาวยิวที่เป็นเหยื่อของนาซี (Reparations Agreement Israel-West Germent) บีกินเห็นว่าข้อตกลงนี้จะเป็นการให้อภัยต่อความผิดและการทารุณกรรมของนาซีต่อชาวยิว  การประท้วงครั้งนี้กลายเป็นความรุนแรงและมีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนถูกจับหลังตำรวจเข้าปราบปราม
1965 พรรค Herut ร่วมเข้ากับพรรค Liberal Party กลายเป็นพรรค Gahal Party โดยที่บีกนิยังเป็นหัวหน้าพรรค แต่ว่ายังไม่สามารถได้รับเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งได้ 
1957 บีกิ้นเขียนหนังสือชีวประวัติของเขาออกมาในชื่อ White Nights เป็นภาษาฮิบรู ซึ่งส่วนใหญ่บรรยายช่วงเวลาที่เขาเป็นนักโทษอยู่ในรัสเซีย
1967 มิถุนายน, เมื่อเกิดสงครามหกวัน (Six Days War) พรรคของบีกินได้เข้าร่วมกับรัฐบาลแห่งชาติ (Government of National Unity) ภายใต้นายกรัฐมนตรี ลีไว เอชโคล (Levi Eshkol)โดยบีกินได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจคุมกระทรวงใดๆ (Minister without portfolio)
1970 4 สิงหาคม, บีกินและพรรคออกจากการร่วมรัฐบาล 
1973 บีกิน ร่วมกับเอเรียล ชารอน (Ariel Sharon) ก่อตั้งพรรคลิคุด (Likud Party~Unity) โดยรวมพรรค Gahal กับพรรค Free Centre เข้าด้วยกัน  ซึ่งในการเลือกตั้งช่วงปลายปีพรรคลิคุด ได้มา 39 ที่นั่งและยังคงเป็นฝ่ายค้าน
1977 20 มิถุนายน, พรรคลิคุดซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งตอนเดือนพฤษภาคม โดยได้มา 43 ที่นั่งจาก 120  ,  ทำให้บีกินกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของอิสราเอล
ในสมัยของบีกินมีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของอิสราเอลจากกึ่งสังคมนิยมไปเป็นเสรีมากขึ้น เมื่อบีกินแต่งต้งชิมฮา เออร์ลิช (Simha Erlich) เป็นรัฐมนตรีครั้ง  เขาปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว ยกเลิกการอุดหนุนราคาสินค้า ลดภาษีนำเข้า และเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยหวังว่าประชาชนจะได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพที่นำเข้ามาแล้วจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ปรากฏว่ามันส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อสูงในอิสราเอล
1978 มีการเจรจาสันติภาพในสหรัฐฯ (Camp David Accords) ที่แคมป์เดวิด ระหว่างอิสราเอลและอียิปต์ ริเริ่มโดย ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ของสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศในปีถัดมา 
ได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับนายกรัฐมนตรีอัลวาร์ ซาดัต (Anwar el-Sadat) ของอียิปต์ จากการสงนามสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์
1981 7 มิถุนายน, อิสราเอลส่งเครื่องบินโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิรัก (Operation Opera) 
1982 มิถุนายน, บีกินส่งทหารอิสราเอลบุกเลบานอน เพื่อหวังจากขับไล่กลุ่มพีแอลโอ (PLO , Palestine Liberation Organisation)
พฤศจิกายน, ภรรยาของเขาเสียชีวิต
1983 เกิดวิฤกตการเงินในอิสราเอล (Bank Stock crisis) ซึ่งทำให้ธนาคารขนาดใหญ่สี่แห่งของประเทศล้มละลาย จนรัฐต้องเข้าไปยึดกิจการ
ตุลาคม, บีกินลาออกจากตำแหน่ง
1992 3 มีนาคม, เกิดอาการหัวใจวายจนต้องเข้าโรงพยาบาอิชิลอฟ (Ichilov Hospital) ในเทล อาวีฟ
9 มีนาคม​, เสียชีวิตภายในโรงพยาบาล บ่ายวันนั้นร่างของเขาถูกนำไปประกอบพิธีในเยรูซาเล็มและฝังที่สุสานบนเขามะกอก (Mount of Olives) ข้างกับภรรยา  

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann