Haile Selassie



เฮล์ ซึลาสซี (Haile Selassie)
The Last Lion of Judah 

ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 1892  ในหมู่บ้านอีเจอซา โกโร่ (Ejersa Goro village) จังหวัดฮาราร์ (Harar province) มีพระนามเดิมว่า  ตาฟาริ  โวลเดมิเกล (Lij Tafari Makonnen Woldemikael) เป็นบุตรของ มากอนเนน โวลเดมิเกล (Ras Makonnen Woldemikael) เป็นเจ้าผู้ปกครองของเมืองฮาราร์ (Shum of Harar) ในเอธิโอเปีย มากอนเนน นั้นยังเป็นพระญาติและเป็นที่ปรึกษาทางการทหารของจักรพรรดิเมนิลิก ที่ 2 (Emperor Menelik II) 
ส่วนมารดาชื่อ เยชิเมเบต อาลี (Yeshimebet Ali Abba Jifar) นางเสียชีวิตด้วยโรคอหิวาห์ในปี 1894 
ชื่อ ตาฟาริ แปลว่า ผู้ได้รับความเคารพ , ส่วน พระนามเฮล์ ซีลาสซี แปลว่า พลังแห่งตรีเอกานุภาพ (Power of the Holy Trinity) เป็นชื่อที่ได้รับเมื่อเข้าพิธีแบ๊พตีส
ตามความเชื่อของวงศ์ตระกูล เชื่อว่าพระองค์สืบเชื้อสายตรงมาจากกษัตริย์โซโลม่อน (King Solomon) กับพระราชินีแห่งชีบ้า (Makeda, Queen of Sheba) 
ในวัยเด็กได้รับการศึกษาอยู่ที่บ้าน ได้รับการสอนหนังสือจากมิสชันนารี ทำให้พระองค์มีความรู้ในภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างดี 
1895 เกิดสงครามครั้งแรกระหว่างอิตาลีและเอธิโอเปีย (1st Italo-Ethiopian war) ซึ่งเอธิโอเปียสามารถเอาชนะในสงครามได้ในการรบที่อโดวา (battle of Adowa) และจำต้องยอมรับเอกราชของเอธิโอเปีย  ในสงครามครั้งนี้นายพลมากอนเนน มีบทบาทสำคัญในการรบด้วย
1906 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ครองเมืองเซลาล์ (Selale) แต่ในนาม เพราะขณะนั้นพระองค์ยังคงศึกษาอยู่ ช่วงเวลานี้ได้อภิเษกกับ โวเซโร่ อัลตาเยช (Woizero Altayech) และมีพระธิดาพระนามว่า เจ้าหญิงโรมาเนเวิร์ก (Princess Romanework) 
1911 แต่งงาน เมเนน อัสฟาว (Menen Asfaw
1913 จักรพรรดิเมเนลิก ที่ 2 สวรรคต โดยที่พระนัดดาคือ อิยาสุ ที่ 5 (Iyasu V) ได้ครองราชย์สืบต่อมา
1916 27 กันยายน, จักรพรรดิ อิยาสุ ที่ 5 ถูกเหล่าเชื้อพระวงศ์ปลดออกจากตำแหน่ง สาเหตุเพราะพระองค์ต้องการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือคริสต์
1917 ธิดาของจักรพรรดิเมนิลิก ที่ 2 ขึ้นครองราชย์  จักรพรรดินีเซวดิตู(Empress Zewditu) โดยที่ ตาฟาริ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชกาล อยู่เบื้องหลังเพราะเขากุมอำนาจในกองทัพไว้
1923 ตาฟาริ พาเอธิโอเปียเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิตบาติชาติ (Leauge of Nations) 
1924 ตาฟาริ เดินทางเยือนประเทศในตะวันออกกลางและยุโรปหลายประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนให้เอธิโอเปียในการขยายดินแดนไปจนติดทะเล แต่ว่าไม่ได้รับเสียงตอบรับสนับสนุน 
1928 7 ตุลาคม, ได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดินีเซวดิตู ให้เป็นกษัตริย์ (Negus) แห่งโชอา (Negus of Shoa)
1930 2 พฤศจิกายน, จักรพรรดินีเซวดิตู สวรรคต , ตาฟาริ จึงได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ พระองค์ที่ 225 แห่งเอธิโอเปีย ใช้พระนามว่าจักรพรรดิ เฮล์ ซีลาสซี ที่ 1 (Haile Selassie) 
1931 16 กรกฏาคม, มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีการตั้งระบบ 2 รัฐสภา 
1932 รวมเอาดินแดนของราชอาณาจักรจิมม่า (Kingdom of Jimma) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเอธิโอเปีย
1935 3 ตุลาคม, มุโสลินี (Benito Mussolini) ส่งกองทัพบุกเอธิโอเปีย (2nd Italo-Ethiopian war)  โดยที่ไม่ได้มีการประกาศสงคราม กองทัพอิตาลีนำโดยนายพลอีลิมิโอ เดอ โบโน่ (General Emilio De Bono) และนายพลโรดอลโฟ กราเซียนี (General Rodolfo Graziani)   แม้ว่าขณะนั้นองค์การสันนิตบาตชาติจะคัดค้าน และถูกประณามจากกาชาดสากลเพราะอิตาลีนำเอาอาวุธเคมีจำนวนมากไปใช้ในสงครามด้วย
1936 1 มีนาคม, The Battle of Adwa 
2 พฤษภาคม, จักรพรรดิซีลาสซี เสด็จลี้ภัยออกจากประเทศ 
5 พฤษภาคม, จอมพลเปียโตร บาด๊อกกลิโอ้ (Marshal Pietro Badoglio) นำกองทัพอิตาลีสวนสนามเข้าไปยังกรุงอัดดิส อบาบา (Addis Ababa) เมืองหลวงของเอธิโอเปีย และประกาศให้เอธิโอเปียเป็นจังหวัดหนึ่งของอิตาลี และวิคเตอร์ เอ็มมานูเอล  ที่ 3 (Victor Emanuel III) สถาปนาเป็นจักรพรรดิแห่งเอธิโอเปีย พระองค์ใหม่ 
คณะของจักรพรรดิ ซีลาสซี ได้เดินทางไปถีงเยรูซาเล็ม ขณะนั้นเป็นดินแดนปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษ โดยที่มีการเตรียมยืนเรื่องการยึดครองเอธิโอเปียของอิตาลีต่อองค์การสันนิตบาตชาติ มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและตั้งกองกำลังเพื่อทำสงครามกองโจรกับอิตาลี 
ระหว่างลี้ภัย ทรงเสด็จไปพำนักลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ ในบ้านชื่อแฟร์ฟิล์ด (Fairfield House, Bath) ในเมืองบาธ
ช่วงปลายปี นิตยสารไทม์ ยกย่องจักรพรรดิเป็นบุคคลแห่งปี จากสุนทรพจน์ที่กล่าวต่อต้านฟาสซิสต์ 
1940 มกราคม, อิตาลีประกาศสงครามกับอังกฤษ , จักรพรรดิซีลาสซี พร้อมด้วยกองทัพสนับสนุนจากอังกฤษได้ยกทัพผ่านซูดานเข้ามายังเอธิโอเปีย
5 พฤษภาคม, จักรพรรดิสามารถเสด็จกลับไปยังเมืองหลวงอัดดิส อบาบา ได้อีกครั้ง  สิ้นสุดการถูกยึดครองเป็นเวลาห้าปีจากอิตาลี 
1942 27 สิงหาคม, ทรงประกาศให้มีการเลิกทาส
1947 10 กุมภาพันธ์ , ในกรุงปารีสมีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอิตาลี (Treaty of Peace with Italy, 1947) กับฝ่ายสัมพันธมิตรที่ชนะในสงครามโลก ซึ่งในนั้น อิตาลียอมรับเอกราชของเอธิโอเปียด้วย
1950 2 ธันวาคม, สหประชาชาติรับรองให้สหพันธรัฐอีริเทรีย (Eritrea) ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของอิตาลี รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเอธิโอเปีย โดยที่อีริเทรียยังคงมีสภาและรัฐธรรมนูญของตัวเอง แต่เอธิโอเปียมีอำนาจในการบริหารการทหาร และการเงิน 
1960 13 ธันวาคม, ระหว่างที่ทรงเสด็จเยือนบราซิล เกิดการพยายามทำการรัฐประหารในประเทศโดยหน่วยทหารองค์รักษ์  โดยที่เจ้าชายอัสฟา (Asfa Wossen) พระโอรสองค์โตได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายที่ทำรัฐประหารให้เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ แต่ว่าการรัฐประหารล้มเหลว เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและตำรวจ
1962 จักรพรรดิประกาศให้ดินแดนอีริเทรียกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของเอธิโอเปีย ทำให้ชาวอีริเทรียส่วนหนี่งเรียกร้องเอกราชและเริ่มมีสงคราม
1963 จักรพรรดิซีลาสซี ร่วมก่อตั้งองค์การเพื่อความสมานฉันท์แห่งอัฟริกา (Organisation of African Unity, OAU) ซึ่งภายหลังในปี 2001 กลายเป็นสหภาพอัฟริกัน (African Union) มีสำนักงานใหญ่ในกรุงอัดดิส อบาบา
1972 เกิดวิกฤตคลาดแคลนอาหารในจังหวัดวอลโล (Wollo famine, 1972-1974) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศทำให้ประชาชนเกือบแสนคนเสียชีวิต 
1973 เกิดวิกฤตน้ำมัน (1973 Oil crisis)  ไปทั่วโลก เนื่องจากสงครมมยอมคิปเปอร์ (Yom Kippur War) ส่งผลให้เกิดการจราจลในเอธิโอเปียด้วยเพราะราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่สูงขึ้นมาก นอกจากนั้นทหารในกองทัพเรียนร้องให้เพิ่มเงินเดือนขึ้น 
1974 12 กันยายน, The Derg กลุ่มทหารนิยมคอมมิวนิสต์ นำโดย พลเอมัน อันโดม (General Aman Mikael Andom),   เมนกิสตุ มาเรียม (Mengistu Haile Mariam) , ทำการปฏิวัติ และจับตัวจักรพรรดิซีลาสซีไว้ได้ และได้ให้เจ้าชายอัสฟา เป็นหัวหน้ารัฐบาลชั่วคราว
23 พฤศจิกายน, (Bloody Saturday) มีการประหารชีวิตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลก่อนกว่า 60 คน ร่วมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีสองคน โดยไม่มีการสอบสวน  , การกระทำครั้งที่โดยฝ่ายทหารทำให้แม้แต่เจ้าชายอัสฟาก็ทรงตำหนิ ซึ่งกองทัพก็ตอบโต้พระองค์โดยปลดออกจากตำแหน่ง
1975 28 สิงหาคม, วิทยุของทางการได้ประกาศว่า อดีตจักรพรรดิซีเลสซี ได้สวรรคต เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม จากภาวะระบบการหายใจล้มเหลวระหว่างการผ่าตัดต่อมพระอัณฑะ แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่าเป็นการปลงพระชนและถกเถียงกันมาจนทุกวันนี้ ทางการบอกว่ามีการเผาพระศพภายใน 24 ชั่วโมงหลังสวรรคตตามธรรมเนียมปฏิบัติของเอธิโอเปีย 
1992 พระอัษฐิของพระองค์ถูกค้นพบอยู่ในห้องน้ำภายในพระราชวัง
2000 5 พฤศจิกายน, พระศพของซีเลสซี ถูกประกอบพิธีอย่างสมพระเกียติที่โบสถ์ไตรนิตรี (Holy Trinity Catherdral) ในกรุงอัดดิส อบาบา 
พระองค์เป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ปกครองเอธิโอเปียมากว่า 3,000 ปี 




Popular posts from this blog

Anna Pavlova

B. F. Skinner

Alexander Friedmann