Christian Rakovsky


คริสเตียน ราคอฟสกี (Христиан Георгиевич Раковский)
เป็นที่รู้จักจาก  Rakovsky Interrogation (คำให้การของราคอฟสกี)


ราคอฟสกีเป็นชาวบัลแกเรียน ชื่อจริงคือ Krastyo Georgiev Stanchev เขาเกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1873 ในเมืองกราเด็ตส์ ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งจักรวรรดิอ๊อตโตมัน (Gradets, Ottoman Empire) 

1880 ครอบครัวย้ายมาอยู่ในคีเรนกิค โรมาเนีย (Gherengic, Kingdom of Romania) 
1887 ถูกไล่ออกจากโรงเรียนในกาโบรโว่ (Gabrovo) เพราะกิจกรรมทางด้านการเมือง ซึ่งเขาได้หันไปเคลื่อนไหวกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ และทำงานให้กับเยฟติม ดาเบฟ (Evtim Dabev)

1890 ย้ายมาอยู่ที่สวิสแลนด์และเข้าเรียนคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเจนีวา (University of Geneva) ระหว่างอยู่ในสวิสฯ ราคอฟสกีจึงได้รู้จักกับชาวรัสเซียหลายคนที่เป็นพวกสังคมนิยม  แต่เขาใกล้ชิดกับจอร์จ เปลคานอฟ (George V. Plekhanov ) ผู้นำลัทธิมาร์กซิสเข้ามาเผยแพร่ในรัสเซียเป็นคนแรก
1893 เขาช่วยกิจกรรมจัดการประชุมนสภานักศึกษาสังคมนิยมฯ ครั้งที่ 2 (2nd International congress of Socialist Students) ในเจนีวา
เป็นตัวแทนเข้ารวมการประชุมลัทธิสังคมนิยมนานาชาติในบัลแกเรีย (Socialist International Congress) และได้ก่อตั้งแม็กกาซีนภาษาบัลกาเรีย Sotsial-Demokrat (Social-Democrat) 
ช่วงปลายปีเขาสมัครเข้าเรียนในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน แต่ว่าเพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับนักปฏิวัติชาวรัสเซียทำให้เขาถูกไล่ออกในอีกหกเดือนต่อมา
1894 ถูกจับและถูกเนรเทศออกจากจักรวรรดิเยอรมัน เขาจึงมาเรียนหนังสือต่อในฝรั่งเศส ระหว่างนี้มีงานเขียนบทความลงในหนังสือ La Jeunesse Socialiste และ La Petite Republique
1897 เขียนหนังสือ Russiya na Istok (Russia in the East) โดยโจมตีนโยบายต่างประเทศของรัสเซียภายใต้ซาร์
ได้รับวุฒิทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยมงปิแลร์ (Universtiy of Montpellier) ในฝรั่งเศส โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง The Cause of Crime and Degeneration
แต่งงานกับรัวโบว่า (E. P. Ryabova) ชาวรัสเซีย ซึ่งรู้จักกันในระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลับ
1898 ถูกเกณฑ์ทหารเข้าประจำการในกองทัพโรมันเนีย โดยถูกส่งไปทำหน้าที่เป็นแพทย์อยู่ในกองทหารม้าที่  9 ตั้งอยู่ที่คอนสตันต้า (Constanta, Dobruja)  ซึ่งปีต่อมาก็ปลดประจำการณ์จากกองทัพ
1900-1902 เดินทางเข้าๆ ออกๆ ระหว่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและปารีส
1904 หลังจากพ่อเขาเสียชีวิต เขากลับมาอยู่ในโรมันเนีย โดยได้รับมรดกเป็นบ้านใกล้กับเมืองแมนกาเลีย (Mangalia)  เขาทำงานเป็นหมอและยังเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ L’Humanite และ  Romania Muncitoare ทำให้ต้องเดินทางไปทำข่าวในประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านบ่อย 
กรกฏาคม, เข้าร่วมประชุมกลุ่มสังคมนิยมสากล (Second International) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม 
1905 เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ลูกเรือรบโปเตมกิ้น (Battelship Potemkin revolt) ซึ่งอยู่ในทะเลดำลุกขึ้นประท้วงทางการรัสเซียร่วมกับผู้ประท้วงในเมืองหลวงที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ,  ราคอฟสกีได้จัดการเดินขบวนในโรมันเนียเพื่อสนับสนุนลูกเรือของเรือโปเตมกิ้น ราคอฟสกีได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะจากการประทะกับตำรวจบนถนน
1907 ได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการนักสังคมนิยมสากล (International Socialist Bureau) จนกระทั้งองค์กรถูกยุบไปในปี 1914
มีนาคม, เกิดกาารประท้วงของเกษตรกรในโรมันเนีย (Romanian Peasants Revolut 1907) เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ทำกิน ในขณะที่ดินกลับตกอยู่ในมือชาวยิวกลุ่มเล็กๆ ซึ่งทางการได้ใช้กำลังเขาปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง และราคอฟสกีและนักสังคมนิยมคนอื่นๆ หลายคนถูกกล่าวหาว่าชักใยผู้ประท้วง เขาจึงถูกขับไล่ออกจากโรมาเนีย
1911 ได้รับอนุญาตให้กลับมาโรมาเนีย เขาร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งโรมันเนีย (Social Democratic Party of Romania) และลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ว่าไม่ได้รับเลือก
1913 แต่งงานครั้งที่สองกับอเล็กซานดรีน่า (Alexandrina Alexandrescu หรือ Ileana Pralea)
1914 ราคอฟสกีสนับสนุนเงินทุนให้กับทร็อตสกี (Leo Trotsky) ทำหนังสือพิมพ์ Наше слово (Our Word) เป็นภาษารัสเซีย และตีพิมพ์ในปารีส โดยมีจุดยืนต่อต้นสงคราม แต่ไม่นานถูกทางการฝรั่งเศสสั่งปิด
แต่มีการสงสัยว่าราคอฟสกีเอาเงินทุนมาจากไหน บางคนจึงเชื่อว่าเขาเป็นสายลับของออสเตรีย และได้รับเงินจากเกลฟาน (Alexander Parvus~ Israel Gelfand) ชาวยิว ซึ่งเป็นสายลัยเยอรมันซึ่งต่อต้านจักรวรรดิรัสเซีย
1915 ร่วมกับวาซิล โคลารอฟ (Vasil Kolarov) ก่อตั้งสมาพันธ์แรงงานสังคมนิยมประชาธิปไตยบอลข่านเพื่อการปฏิวัติ (Revolutionary Balkan Social Democratic Labor Federation) ซึ่งรวมกับพรรคฝ่ายซ้ายในโรมันเนีย, บัลแกเรีย, เซอร์เบีย และกรีซเข้าด้วยกัน 
1916 เมื่อโรมันเนียเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 , ราคอฟสกีก็ถูกจับในข้อหาเป็นสายลับให้เยอรมันและออสเตรีย
1917 เขาได้รับการปล่อยตัว และเดินทางไปยังรัสเซียเข้าร่วมกับบอลเชวิคในช่วงการปฏิวัติตุลาคม โดยเขาไปเคลื่อนไหวอยู่ในโอเดสสา (Odessa) และเมืองใกล้ๆ เคียงในยูเครน
1919 10 มกราคม, เลนินแต่งตั้งให้ราคอฟสกีประธานคณะมนตรีบริหารยูเครนโซเวียต (Chairman of the Council of People’s Commissars) ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งประธานาธิบดี
ช่วงปลายปีสถานการณ์ในยูเครนเริ่มสงบ หลังเยอรมันถอนทหารออกไป
1923 17 ธันวาคม, พ้นจากทำแหน่งประธานคณะบริหารมนตรียูเครนโซเวียต และถูกสั่งย้ายไปเป็นทูตในอังกฤษ 
1925 สตาลินย้ายให้ไปเป็นทูตของโซเวียตประจำปารีส
1927 ถูกไล่ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต หลังพบว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Left Opposition ที่นำโดยทร็อตสกี ในการต่อต้านสตาลิน
ราคอฟสกีถูกสั่งเนรเทศไปยังคุสตาไน (Kustania) เป็นเวลา 4 ปี
1931 ถูกสั่งเนรเทศอีกครั้งไปยังบาร์นวล (Barnaul) อีก 4 ปี
1935 ได้รับอนุญาตให้กลับมายังมอสโคว์ และได้สถานะสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์กลับมา
1936 ถูกขับออกจากพรรคอีกครั้ง หลังถูกกล่าวหาว่าพัวพันการสังหารคีรอฟ (Sergey Kirov) 
1938 26  มกราคม, [Rakovsky Interrogation] เวลาประมาณเที่ยงคืนราคอฟสกีถูกนำตัวออกไปสอบปากคำ  โดยผู้ทำหน้าที่สอบปากคำคือกาฟริลล์ คุสมิน ( Gavriill Kusmin (Gabriel)) และมี ดร.โจซ์ แลนดอฟสกี (Jose Landowsky) ร่วมอยู่ด้วย 
การสอบปากคำดำเนินไปจนกระทั้งตอนเช้า โดยใช้ภาษาฝรั่งเศส ก่อนที่ คุสมิน จะสั่งให้ ดร.แลนดอฟสกี แปลไปเป็นภาษารัสเซียจำนวนสองฉบับ แต่ว่า ดร.แลนดอฟสกี ได้แอบทำสำเนาเก็บไว้กับตัวเองอีกฉบับหนึ่ง
13 มีนาคม, [Third Moscow Trial Show] ถูกตัดสินประหารชีวิต 
11 กันยายน, ถูกนำตัวไปยิงเป้า บริเวณป่าเมดเวเดฟ ชานเมืองออร์โยล (Medvedev Forest, Oryol) พร้อมกับนักโทษคนอื่นๆ อีก 157 คน

[The Red Symphony]

1949 ทหารฟาสซิสต์ชาวเสปน คนหนึ่งได้ค้นพบสำเนาการสอบปากคำราคอฟสกี ที่ ดร.แลนดอฟสกีเก็บเอาไว้ บนศพของ ดร.แลนดอฟสกี ที่นอนเสียชีวิตอยู่ในกระท่อมในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2  ทหารคนดังกล่าวเอาสำเนากลับมาที่สเปน และในปี 1949 ได้ตีพิมพ์ออกมาในชื่อ  Sinfonía en rojo mayor 

1968 Sinfonia en rojo mayor ถูกแปลและพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ในชื่อ The Red Symphony : X-Ray of Revolution 

จากการให้ปากคำของราคอฟสกี ตาม The Red Symphony , ราคอฟสกีได้เปิดเผยว่า Rothschilds เป็นผู้ชักใยพวกคอมมิวนิสต์ และมาร์ก (Karl Marx) ทำงานให้กับบารอน ลิโอเนล โรธชิลส์ (Baron Lionel Rothschold) ซึ่งรวมมือกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้น ดิสราเอลี (Benjamin Disraeli)
เป้าหมายของลิโอเนล โรธชิลส์ คือต้องการกำจัดราชวงศ์โรมานอฟ ซึ่งนับถือคริสต์ โดยเขาให้เงินสนับสนุนญี่ปุ่นในการทำสงครามกับรัสเซีย (Russia Japan War,1905) , มีการส่งสายลับชื่อ จาคอฟ (Jacob Schiff) และพี่น้อง วอร์บูร์ก (Warburg brothers) มาลอบปลงพระชนษ์ แต่ปฏิบัติการล้วนยังไม่สำเร็จ 
จนกระทั้งปี 1917 โรธชิลส์ จึงให้การสนับสนุนเงินทุนกับพวกบอลเชวิคในการปฏิวัติ  โดยราคอฟสกีอ้างว่าเขายังร่วมในการช่วยโอนเงินระหว่างอยู่ในสต๊อกโฮม
นอกจากนั้น กลุ่ม Bund กลุ่มเคลื่อนไหวภาคแรงงานของชาวยิว ยังเป็นเครื่องมือของโรธชิลส์  พวกเขาส่ง เคเรนสกี (Alexander Keerensky) เข้ามาแซกทรึมในพรรค RSDLP ฝ่ายของเมนเชวิคโดยเคเรนสกีกลายเป็นนายกรัฐมนตรีของรัสเซียหลังการปฏิวัติกุมภาพันธ์
และทร็อตสกี (Leon Trotsky) ซึ่งมีเชื้อสายยิวอยู่แล้ว ก็แต่งงานกับ เอบรัม (Abram Zhivotovsky) ซึ่งเป็นเครือขายวงในของโรธซิลส์
แต่แผนการของโรธชิลส์ สะดุด เพราะว่าเลนิน มีอิทธิพลเหนือทร็อตสกีภายในพรรรค และเลนินตกลงยุติสงครามกับเยอรมัน ทร็อตสกีถูกสั่งให้พยายามลอบสังหารเลนินในปี  1918 แต่ว่าล้มเหลว จนกระทั้ง ดร. เลวิน (Levin) แพทย์ประจำตัวเลนินซึ่งมีเชื้อยิว สามารถวางยาเลนิน จนถึงแกอสัญกรรมในปี 1922
หลังเลนินสิ้นชีวิต สตาลินกลับสามารถแย่งอำนาจจากทร็อตสกีได้ ซึ่งราคอฟสกี ตำหนิสตาลินว่าเป็นคนทำให้กระบวนการปฏิวัติที่ทำมาทั้งหมดล้มเหลว

Red Symphony ฉบับสมบูรณ์ โดย Peter Myers , http://mailstar.net/red-symphony.html 

Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann