Mark Rothko


มาร์ค โรทโก้ ( Mark Rothko
จิตกร  Color Field, Abstract Expressionism
มีชื่อจริงว่า มาร์กัส โรทโกวิช (Маркус Яковлевич Роткович) เกิดเมื่อวันท่ี 25 กันยายน 1903 ในเมืองดวินส์ก, วิเตปส์ก (Dvinsk, Vitebsk, Russia) จักรวรรดิรัสเซียในขณะนั้น ปัจจุบันเมืองที่เขาเกิดอยู่ในประเทศลัตเวีย  พ่อของชื่อจาคอฟ (Jacob Rothkowitz) มีเชื้อสายยิว เป็นเภสัชกรณ์ และแม่ชื่อแอนน่า (Anna Goldin Rothkowitz) โรทโก้ เป็นลูกชายคนเล็กในพี่น้องทั้งหมดสี่คน พี่ของเขาชื่ออัลเบิร์ต (Albert) มอยเซ่ (Moise) และโซเนีย (Sonia)
1910 พ่อของเขาย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ คนเดียว เพราะต้องการเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร โดยไปอาศัยอยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ (Portland, Oregon) และได้ทำงานกับพี่ชายของเขา
1912 อัลเบิร์ตและมอยเซ่  เดินทางมาอยู่กับพ่อในสหรัฐฯ 
1913 แม่, โซเนียและโรทโก้ย้ายตามพ่อมาอยู่ในสหรัฐฯ  แต่ว่าไม่กี่เดือนถัดมาพ่อของเขาก็เสียชีวิต , แม่และลูกๆ จึงต้องช่วยกันออกไปทำงาน โรทโก้นั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมลินคอล์นไฮสคูล (Lincoln High School) แต่เขาจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนทำงานส่งหนังสือพิมพ์และส่งของ
1921 จบมัธยมจากลินคอล์นไฮสคูล หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale Univeristy) โดยได้รับทุนการศึกษา
ระหว่างเรียนเขาร่วมกับอาร์รอน (Aaron Director) เพื่อนของเขาตั้งแม็กกาซีน The Yale Saturday Evening Pest
1923 ลาออกจาก ม.เยล ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา เขาเดินทางมาอยู่ในนิวยอร์ค
1924 สมัครเข้าเรียนศิลปะในคลาสของแม็กซ์ เว็บเบอร์ (Max Weber) ที่ลีกนักศึกษาศิลปะแห่งนิวยอร์ค (Art Students League of New York) เขายังได้เรียนวิชากายวิภาคกับจอร์จ บริจแมน (George Bridgman)  ระหว่างอยู่ที่ลีก
หลังจากเรียนจบคอร์สเขาก็เดินทางกลับไปยังพอร์ทแลนด์ 
1925 เข้าทำงานกับบริษัทผลิตละคร ของโจเซฟิน ดิลเลี่ยน (Josephine Dillon)  และยังได้เข้าเรียนคอร์สการแสดงที่ลินคอล์นไฮสคูล ช่วงเวลานี้โรทโก้มีความหลงไหลละครเวที
1925 กลับมายังนิวยอร์ค และ สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนการออกแบบแห่งนิวยอร์ค (New York School of Design) โดยมีอาร์ชิล กอร์กี้ (Arshile Gorky) เป็นครูสอน  และยังได้กลับเข้าเป็นสมาชิกของลีกศิลปะ
1928 ได้นำงานศิลปะของแสดงครั้งแรกร่วมกับ ฮาร์ริส (Lou Harris) และอเวรี (Milton Avery) ที่อ๊อฟ-แกลลอรี่ (Oppoutunity Gallery) 
1929 ได้ทำงานเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ที่เซ็นทรัลอคาเดมี่ (Center Academy of the Blooklyn Jewish Center) ในบรู๊คลิน เขาทำงานที่นี่จนถึงปี 1952
1932 ระหว่างเดินทางไปทะเลสาบจอร์จ (Lake George) เขาได้พบกับอีดิธ (Edith Sachar) ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องประดับ ทั้งคู่ได้แต่งงานกันในเดือนพฤศจิกายนในปีนี้
1933 จัดงานแสดงศิลปะของตัวเองแบบเดี่ยวครั้งแรก ที่ Contemporary Arts Gallery
1934 The Ten Who are Nine
1936 เขาเข้าทำงานกับโครงการเฟเดอรัลอาร์ต (Federal Art Project) ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งภายใต้นโยบายนิวดีล (New Deal) ของ ปธน.รูสเวลต์ (Frankiln D. Roosevelt) เพื่อช่วยเหลือศิลปิน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
1938 21 กุมภาพันธ์, เขาได้รับสัญชาตติอเมริกัน
1940 เขาเปลี่ยนมาใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า Mark Rothko เพราะกระแสต่อต้านยิวในยุโรปช่วงก่อนสงครามโลก ซึ่งมาร์กกลัวว่ากระแสนี้เมื่อมาถึงสหรัฐฯ จะทำให้เขาถูกรังเกียจ
1943 แยกทางกับภรรยา ทำให้โรทโก้เริ่มมีอาการเก็บกด  เขาเดินทางกลับไปยังพอร์ทแลนด์และได้รู้จักกับไคลฟอร์ด สติลล์ (Clyffford Still) จิตกรแนวแอ๊ปสแตร๊ค ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน และว่ากันว่าสติลล์มีอิทธิพลให้โรทโก้มาเขียนงานแนวแอ๊พสแตร๊ค
1945 Slow Swirl at the Edge of the Sea เป็นหนึ่งในภาพเขียนที่โรทโก้นำมาจัดแสดงที่ The Art of This Century gallery ในแมนฮัตตัน โรทโก้บรรยายไว้ในโบรชัวร์ของงานว่า งานของเขาเป็นส่วนผสมระหว่างแอพสแตร๊คกับเซอร์เรียลิซีม (middle ground between abstraction and surrealism) 
แต่งงานกับแมรี่  (Mary Alice Beistle) พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน เคท (Kathy Lynn, b.1950) และคริสโตเฟอร์ (Christoper, b.1963)
1947 ระหว่างที่เขามาสัมมนาที่ California School of Fine Arts  โรทโก้กับสติลล์ เกิดแนวความคิดที่จะตั้งกลุ่มศิลปินของตัวเอง พวกเขาจึงได้ก่อตั้ง The Subjects of the Artists School
ช่วงปี 1947- เป็นช่วงที่โรทโก้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการวาดภาพ โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาจากงานของสติลล์  โรทโก้ทิ้งศิลปะแบบเซอร์เรียลิซึม และพัฒนางานแบบใหม่ ที่ถูกเรียกภายหลังว่า Color Field โดยโรทโก้เองเรียกงานของเขาในช่วงนี้ว่าเป็น Multiform 
1950 เขากับภรรยาเดินทางไปท่องเที่ยวดูงานศิลปะในยุโรป
1954 มาสอนหนังสือที่บรู๊คลินคอลเลจ (Brooklyn College)
1958 เขาตอบรับที่จะวาดภาพเพื่อใช้ตกแต่งห้องอาหารของร้านโฟร์ซีซั่น (The Four Seasons Restaurant) แต่ว่าต่อมาโรทโก้ยกเลิกสัญญา และได้เก็บภาพเขียนของเขาเอาไว้เอง
1968 16 กันยายน, เขาก่อตั้ง Rothko Foundation 
1969 กุมภาพันธ์, เขาทำสัญญากับ Marlborough Art Gallery  โดยสัญญาข้อหนึ่งระบุว่าจะไม่มีการขายผลงานของเขาเป็นระยะเวลาแปดปี, ยกเว้นแต่จะขายให้กับแกลลอรี่ Malborough 
1970 25 กุมภาพันธ์, โรทโก้ฆ่าตัวตาย โดยที่เลขาของเขาเป็นคนมาพบร่างของโรทโก้อยู่บนพื้นในห้องครัว โดยเขาฆ่าตัวตายโดยการกินยาระงับประสาทจำนวนมาก และใช้มีดกรีดข้อมือ

The Rothko Cast
หลังจากโรทโก้ เสียชีวิต เขาได้ทิ้งผลงานไว้กว่า 798 ภาพในบ้านของเขา , เบอร์นาร์ด ไรส์ (Bernard Reis) ซึ่งดูแลบัญชีให้โรทโก้ตอนที่เขามีชีวิตเป็นผู้ที่ดูแลบ้านของโรทโก้, เลวีน (Morton Levine) และสตาโมส (Theodoros Stamos) เพื่อนของโรทโก้ ได้เป็นผู้ดูแลบ้านของโรทโก้ พวกเขาร่วมกันนำภาพของโรทโก้ขายให้กับ แกลลอรี่ Marlborought  ซึ่งไรส์เองเพิ่งขึ้นเป็นผู้บริหารแกลอรี่ก่อนโรทโก้เสียชีวิตไม่นาน ภาพเขียนถูกขายให้แกลลอรี่กว่า 100 ภาพในราคาต่ำเพี่ยง 1.8 ล้านเหรียญ
1971 เคท ลูกสาวของโรทโก้ ได้ยืนฟ้องต่อศาล 
1975 ศาลได้สั่งให้มีการคืนภาพเขียน 658 ที่เหลืออยู่ ปรับเป็นเงิน 9.2  ล้านเหรียญ และยกเลิกสัญญาที่โรทโก้ทำไว้ แต่ก็ยังมีภาพของโรทโก้บางส่วนที่แกลลอรี่นำออกไปขายระหว่างที่สู้คดีกันอยู่ เช่นภาพ Homage to Matisse เพียงภาพเดียว มีราคาในตลาดกว่า 22.4 ล้านเหรียญ
…..


2012 Black on Maroon ภาพเขียนของโรทโก้ ถูกนายอูมาเนียค (Wlodzimierz Umaniec) ใช้ปากกาเมจิคสีดำเขียนข้อความลุงไป ระหว่างนำไปจัดแสดงที่ Tate Modern 

Popular posts from this blog

B. F. Skinner

Anna Pavlova

Alexander Friedmann