Benjamin Libet



เบนจามิน ลิเบต (Benjamin Libitsky) 
นักวิทยาศาสตร์รุ่นบุกเบิกเกี่ยวกับสมองและจิต , ผุ้เขียน Mind Time


ลิเบต เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน 1916 ในชิคาโก, อิลลินอยส์ (Chicago, US)  ครอบครัวของเขาเป็นชาวยิวที่อพยพออกมาจากยูเครน ปู่ของเขาเดิมอาศัยอยู่ในเมืองบรูซิลอฟ (Brusilov) ห่างออกมาจากกรุงเคียฟไม่มากนัก ปู่ของเขาชื่อแฮรี่ (Harry Libitsky) ย้ายมาอยู่ในชิคาโก้ตั้งแต่ปี 1905 ก่อนที่จะพาพ่อของลิเบตมาอยู่ในสหรัฐฯ ด้วยกันในปี 1909 ส่วนคนอื่นๆ ในครอบครัวที่เหลือของปู่ยังอยู่ในยูเครนจนกระทั้งหลังปี 1921 จึงได้ตามมา
พ่อของลิเบต ชื่อมอรริส (Morris) ทำงานอยู่ในโรงงานทอผ้า และแม่ชื่อแอนนา (Anna Charovsky) เธออพยพมาจากยูเครนเช่นกัน พวกเขาแต่งงานกันในปี 1915
ตอนเด็กๆ ลิเบตชอบการร้องเพลง โดยฝึกเรียนเปียโน และเคยเป็นนักร้องเพลงประสานเสียง
1932 เขาจบมัธยมปลายจาก โรงเรียนมัธยมจอห์น มาร์แชลล์ (John Marshall High School) ตอนอายุ 16 ปี หลังจากนั้นเขาได้สอบชิงทุนเพื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ (University of Chicago) ซึ่งช่วงเวลานี้เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) ไปทั่วสหรัฐฯ ลิเบตยังต้องออกไปทำงานทุกวันเพื่อหาเงินช่วยเหลือครอบครัวและส่งตัวเองเรียนด้วย โดยเริ่มทำงานเป็นพนักงานส่งของ ก่อนที่ต่อมาจะได้งานประจำที่ Chicago World’s Fair
1936 มีนาคม, จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ จากม. ชิคาโก้  Fay (Fannie Evans) ทางด้านสรีรวิทยา (phisiology) และได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของกลุ่ม Phi Beta Kappa
1939 มิถุนายน, จบปริญญาเอกด้านสรีรศาสตร์ จาก ม.ชิคาโก้ ระหว่างเรียนเขาได้ร่วทำงานวิจัยกับราล์ฟ เจราร์ด (Ralph Gerard) ซึ่งกำลังศึกษาเกี่ยวกับคลื่นสมองของกบ ด้วยวิธี EEG (electroencephalogram การใช้แผ่นอิเล็กโทรดติดกับอวัยวะเพื่อวัดกระแสไฟฟ้า) 
เมื่อเรียนจบ เขาได้ตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลใหม่ จาก Libitsky เป็น Libet  เพื่อให้มีความเป็นอเมริกันมากขึ้นและช่วยให้หางานได้ง่ายขึ้น เพราะเวลานั้นมีกระแสต่อต้านยิว
กรกฏาคม, แต่งงานกับเฟย์ (“Fay” Fannie Evans) มีลูกชื่อจูเลียน (Julian, b.1942) ,โมรีน (Moreen, b.1944) และ ราล์ฟ (Ralph, b.1949)
หลังจากจบลิเบตได้เข้าทำงานที่วิทยาลัยแพทย์อัลบานี่ (Albany Medical College) ในนิวยอร์ค ระหว่างอยู่ที่นี้เขายังทำงานวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมองโดยทดลองในแมว
1940 ย้ายมาทำงานที่สถาบันเพนน์ซิลวาเนีย (Institute of Pennsylvania Hospital)
1943 มาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์เพนน์ซิลวาเนีย (University of Pennsylvania School of Medicine) นอกจากนี้เขายังช่วยงานวิจัยของบาเซตต์  (H.C. Bazett) คณะบดีของภาควิชาสรีรวิทยา ในการสร้างหน้ากากอ๊อกซิเจนสำหรับกองทัพ ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงของสงคราม กองทัพต้องการอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตนักบิน ที่ถูกยิงตกในทะเล ให้สามารถเอาตัวรอดออกจากเครื่องได้ หน้ากากที่พวกเขาออกแบบจึงช่วยให้นักบินมีเวลาหลายนาทีในการหนีออกจากเครื่องทีตกลงในทะเล
1944 พ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ , ไม่นานจากนี้ลิเบตถูกส่งไปช่วยงานที่ฐานทัพอากาศวไรท์ ฟิล์ด(Wright Field) ในเดยตัน, โอไฮโอ้ (Dayto, Ohio) โดยทำงานเป็นวิศกรด้านวัสดุศาสตร์ เพื่อออกแบบชุดเครื่องแบบสำหรับนักบิน
1945 ย้ายกลับมามาทำงานเป็นอาจารย์ที่ ม.ชิคาโก้
1949 มาทำงานที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) ในซานฟรานซิสโก
1984 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ จาก ม.แคลิฟอร์เนีย
1985 ในวารสาร Behavioural and Brain Sciences ลิเบตได้ตีพิมพ์ผลการทดลองการวัดค่า RPs (Readiness Potential, Bereitschafts Potential) ซึ่งวัดกระแสไฟฟ้าของสมองบริเวณมอเตอร์คอร์เท็กซ์ (motor cortex) ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ  เบเนตวัดค่า RPs ได้ -550 มิลิวินาที ก่อนที่กล้ามเนื้อจะเคลื่อนไหว และวัดได้  -200 มิลิวินาที ก่อนที่ผู้ทดลองจะเกิดความต้องการที่จะเคลื่อนไหว , ซึ่งมีช่องว่างระหว่างกันถึง 350 มิลิวินาที นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ Free Will (อิสระภาพของความคิด~จิตสำนึก) ว่าเกิดขึ้นก่อนหรือเกิดขึ้นที่หลังกันแน่. แต่ว่าลิเบตสรุปการทดลองว่ามนุษย์เราไม่มี Free Will ในการสั่งให้ร่างการเคลื่อนไหว แต่ว่าเรามี Free Won’t คือเราสามารถปฏิเสธความต้องการที่จะเคลื่อนไหวได้
2003 ได้รับรางวัล Virtual Nobel Prize จากมหาวิทยาลัยคาเกนเฟิร์ต (University of Klagenfurt)
2004 เขียนหนังสือ Mind Time: The Temporal Factor in Consciousness  ซึ่งสรุปเกี่ยวกับการค้นคว้าของเขา

2007 23 กรกฏาคม เสียชีวิตในเมืองเดวิส, แคลิฟอร์เนีย

Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann