เยเมลยัน ปูกาเชฟ (Емельня Иванович Пугачёв)
ปูกาเชฟ เกิดราวปี 1742 เขาเกิดในหมู่บ้านซิโมเวย์สกาย่า (Zimoveyskaya village) ในดอน (Don) ริมฝั่งแม่น้ำโวลก้า สถานที่ที่เขาเกิดอยู่ในเขตโวลโกกราด (Volgograd Oblast) ปัจจุบัน
ปูกาเชฟเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสี่คน พ่อของเขาชื่ออีวาน (Ivan Mikhailovich Pugachev) เป็นชาวคอสแซ็ค (Cossack) และแม่ชื่อแอนน่า (Anna)
ชาวคอสแซ็คในยุคนั้นได้รับอิสระจากรัฐบาลรัสเซีย  โดยที่พวกเขาแลกกับการเป็นทหารให้พระเจ้าซาร์หากเกิดสงคราม แต่ในยามปกติเขาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในลุ่มแม่น้ำโวลก้า และดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์และหาปลาในแม่น้ำ
1756 เกิดสงคราม 7 ปี (Seven Years War, 1756-1763) ระหว่างรัสเซียกับปรัสเซีย
เมื่ออายุได้ 17 ปี ปูกาเชฟได้แต่งงานกับหญิงชาวคอสแซ็คด้วยกัน ชื่อโซเฟีย (Sofya Nedyuzheva)  และมีลูกด้วยกัน 5 คน  แต่ไม่นานหลังแต่งงานปูกาเชฟก็ต้องเข้าเป็นทหารในกองทัพรัสเซีย และถูกส่งไปร่วมรบในสงคราม 7 ปี
1762 เขากลับจากสงคราม แต่ยังคงเป็นทหารอยู่ในหมู่บ้าน
1768 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและตุรกี (Russo-Turkish war, 1768-1744) ปูกาเชฟได้เข้าร่วมในสงครามนี้ด้วย
1770 กันยายน, ร่วมรบในการบุกเบนเดอร์ (the siege of Bender)
วีรกรรมในสงครามทำให้ปูกาเชฟได้รับยศเป็น โครันซี  (khorunzhy) ซึ่งเป็นบังคับหน่วยทหารของคอสแซ็ค 
แต่ไม่นานเมื่อเข้าฤดูหนาวเขาก็ล้มป่วยอย่างหนักและได้ถูกส่งกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อหายดีแล้วเขาปฏิเสธที่จะกลับเข้ากองทัพ และพยายามหลบหนี  
1771 เขาหนีไปยังคอเคซัสตอนเหนือ เพื่อไปอยู่กับคอสแซ็คในเตเร็ค (Terek)
1772 กุมภาพันธ์, เขาถูกจับระหว่างอยู่ในมอซด๊อก (Mozdok) แต่ไม่นาก็ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตัวไว้ได้ แต่เขาก็สามารถหลบหนีออกมาจากที่คุมขังได้อีก
ปูกาเชฟได้หลบหนีมาเข้าร่วมกับกลุ่มเยี๊ยกคอสแซ็ค (Yaik Cossacks) ในเขตมาลีกอฟก้า (Malykovka District)  ริมแม่โวลก้า ชาวเยี๊ยกคอสแซ็คนี้กำลังประท้วงอัตราภาษีใหม่ที่ถูกเรียกเก็บจากทางการ จนชาวคอสแซ็คก่อจราจล และได้สังหารนายพลฟอน ทรัวเบนเบิร์ก (General von Traubenberg) ซึ่งพระเจ้าซาร์ส่งมาดูปัญหาของชาวคอสแซ็คถามที่พวกเขาได้ถวายฏีกาไป แต่นายพลฟอน ทรัวเบเบิร์ก เลือกที่จะลงโทษผู้ไม่ยอมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐอย่างเด็ดขาดทำให้สถานะการณ์การประท้วงบานปลาย 
ปูกาเชฟได้กลายเป็นแกนนำของผู้ประท้วง  โดยในตอนแรกเขาแสดงตัวว่าเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่ง และสัญญาว่าจะให้อิสระภาพและเงินทองแก่ชาวคอสแซ็ค และชาวบ้านทั่วไปที่ยอมติดตามเขา โดยเขาจะนำคนทั้งหมดย้ายหนีไปยังตุรกี 
1773 4 มกราคม, ปูกาเชฟถูกจับได้ และถูกส่งตัวไปยังคาซาน (Kazan)  เพื่อดำเนินคดีในข้อหากบฏ
1 มิถุนายน, คำสั่งจากซาร์ดินาแคทเธอรีน ลงโทษให้เขาต้องทำงานหนักตลอดชีวิต  แต่ว่าสามวันหลังจากมีคำสั่งลงโทษ ปูกาเชฟหนีออกจากเรือนจำไปได้
ปูกาเชฟกลับมาอยู่กับคอสแซ็คในเยี๊ยก  แต่ครั้งนี้ปูกาเชฟคิดการใหญ่ขึ้น เขาสมอ้างตัวเองว่าเป็นซาร์ ปีเตอร์ ที่ 3 (Tsar Peter III) พระสวามีของจักรพรรดินีแคทเธอรีน (Catherine the Great) ซึ่งถูกปลงพระชนษ์ไปตั้งแต่ ปี 1762  ตอนที่จักรพรรดินีแคทเธอรีนทำการปฏิวัติ แต่ว่ายังคงมีข่าวลือในหมู่ประชาชนว่าพระองค์ยังคงมีพระชนษ์ชีพอยู่
การสมอ้างเป็นซาร์ปีเตอร์ ที่ 3 ทำให้ไม่เพียงชาวคอสแซ็คเท่านั้นที่อยู่ฝ่ายเขา แต่ยังมีชาวบ้านเกษตรกร และทาสที่เดือนร้อนเช่นกันร่วมสนับสนุนปูกาเชฟด้วย เขาสัญญาที่จะให้ที่ดินฟรี เกลือฟรี และยังจะยกฐานะของชาวคอสแซ็คให้กลายเป็นชนชั้นสูงในสังคมรัสเซีย ทำให้ผู้สนับสนุนเขาเพิ่มขึ้นเป็นกว่าหมื่นคน
17 กันยายน, การก่อกบฏเริ่มต้นขึ้น
ตุลาคม, ​กองกำลังของปูกาเชฟสามารถยึดเมืองโอเร็นเบิร์ก (Orenburg) ศูนย์กลางราชการในเขตแม่น้ำยูราล (Ural River) เอาไว้ได้ พวกเขายึดเมืองเอาไว้ได้นานกว่าหกเดือน 
1774 ซาร์ดินาแคทเธอรีน ได้สั่งให้นายพลปีเตอร์ (Petr Ivanovich Panin) ยกกองทัพขนาดใหญ่มาปราบปรามกลุ่มกบฏ ซึ่งกองทัพรัฐบาลสามารถยึดเมืองโอเร็นเบิร์กกลับคืนมาได้ แต่ว่าปูกาเชฟสามารถหลบหนีไป
กรกฏาคม, ปูกาเชฟนำกำลังที่เหลือยึดเมืองคาซาน ซึ่งการกบฏของปูกาเชฟ กลายเป็นตัวอย่างให้ทาสกลุ่มอื่นๆ เลียนแบบและขยายวงไปหลายเมืองทั่วรัสเซีย เมืองที่ใกล้มอสโคว์ที่สุดคือ นิซนี นอฟโกรอด  (Nizhny Novgorod) 
แคทเธอรีนส่งนายพลอีวาน มิเคลสัน (Ivan Ivanovich Michelson) ทหารมาปราบปรามปูกาเชฟที่คาซาน ซึ่งแม้จะสามารถทำลายกองทัพกบฏปูกาเชฟได้แต่ตัวเขาเองก็หนีไปได้อีกครั้ง
ปูกาเฟชหนีกลับไปที่เยี๊ยกคอสแซ็ค หวังว่าจะได้รวบรวมกองกำลังขึ้นมาใหม่ แต่เขากลับถูกหักหลังและจับตัวเอาไว้ และนำตัวส่งทางการ ปูกาเชฟถูกส่งตัวมามอสโคว์เพื่อดำเนินคดี

1775 10 มกราคม, ปูกาเชฟถูกประหารชีวิต โดยมีการตัดศรีษะของเขาต่อหน้าสาธารณชนที่บริเวณจตุรัสโบล๊อตนาย่า (Bolotnaya square) ในมอสโคว์ และร่างถูกนำไปแยกเป็นสี่ส่วน ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกนำไปแสดงในจุดต่างๆ ทั่วเมืองในวันนั้น ก่อนที่จะถูกฝังในวันต่อมา