Maya Angelou


มายา แอนเจโล่ (Maya Angelou)

มายา เกิดวันที่ 4 เมษายน 1928 ในเซนต์หลุยส์, มิซซัวรี่ (St.Louis, Missouri) พ่อของเธอชื่อเบียลีย์ จอห์นสัน (Bailey Johnson) เป็นนักโภชนาการ ส่วนแม่ชื่อวิเวียน (Vivian Baxter)  เป็นพยาบาล
มายา มีชื่อจริงว่า มาร์กัวไรต์ จอห์นสัน (Marguerite Annie Johnson) แต่ว่าพี่ชายของเธอที่ชื่อเบียลีย์ จูเนียร์ (Bailey Jr.) เรียกเธอว่ามายา โดยย่อมาจาก มายซิสเตอร์ 
พ่อและแม่ของเธอหย่ากันตั้งแต่มายาอายุสามขวบ หลังจากหย่าแล้วพ่อได้ส่งมายากับพี่ชายไปอยู่ในอุปการะของย่าแอนนี่ (Annie Henderson) ที่เมืองแสตมป์ (Stamps, Arkansas) ในรัฐอาร์คันซัส 
สี่ปีต่อมา พ่อได้มาที่คาร์คันซัส และส่งตัวเด็กๆ ให้ไปอยู่กับแม่ที่เซนต์หลุยส์
ตอนอายุ 8 ปี มายาถูกข่มขื่น จากแฟนของแม่ของเธอเอง ผู้ชายคนนั้นชื่อฟรีแมน (Freeman) ซึ่งมายาได้เล่าเรื่องนี้ให้กับครอบครัวรับรู้ ซึ่งทำให้ฟรีแมนถูกจับ แต่ว่าเขาถูกลงโทษขังคุกเพียงแค่วันเดียวก็ได้รับการปล่อยตัวออกมา แต่ว่าหลังออกจากคุกสี่วัน ฟรีแมนก็ถูกฆ่าตาย ซึ่งคาดว่าอาจจะมาจากการล้างแค้นของคนในครอบครัวของมายา
หลังเหตุการณ์ดังกล่าวมายาถูกส่งกลับมาให้อยู่กับย่าแอนนี่  มายากลายเป็นเด็กที่เก็บกด และพูดกว่าห้าปี
มายาให้เครดิตครูฟลาวเวอร์ (Bertha Flowers) เพื่อนๆ และคนในครอบครัวที่ทำให้เธอกลับมาพูดอีกครั้ง ซึ่งครูฟลาวเวอร์ช่วยรักษาบาดแผลในใจของมาย่า โดยการแนะนำหนังสือของนักเขียนชื่อดังหลายคน อย่างเอ็ดการ์ โพ (Edgar Poe) , เชคเปียร์ (William Shakespeare), ชาร์ลี ดิ๊กเก้นส์ (Charles Dickens) ให้เธออ่าน
เมื่อมายา อายุ 14 ปี เธอและพี่ชายย้ายกลับมาอาศัยกับแม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าครั้งนี้แม่ของเธอได้ย้ายไปอยู่ในโอ๊คแลนด์, แคลิฟอร์เนีย
ช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 มายาได้รับทุนเข้าเรียนที่โรงเรียนแรงงานแคลิฟอร์เนีย (California Labor School) โดยเรียนทางด้านการเต้นและการแสดง แต่ว่าไม่นานเธอทิ้งทุนและกลับมาเรียนที่มัธยมจอร์จ วอชิงตัน (George Washington High School) โดยที่ระหว่างเรียนมายาได้ทำงานเป็นพนักงานขับรถรางไปด้วย 
หลังเรียนจบได้สามอาทิตย์ มายาในวัย17 ปี ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ คลู๊ด (Clyde)
1951 มายา แต่งงานกับช่างไฟฟ้าชาวกรีก ชื่อโทช แอนเจลอส (Tosh Angelos)
ช่วงเวลานี้มายายังได้เรียนวิชาการเต้นรำสมัยใหม่ และเธอได้ร่วมก่อตั้งทีมนักเต้นรำชื่อ “Al and Rita” ร่วมกับอัลวิน ไอเลย์ (Alvin Ailey) และรูท เบ็คฟอร์ด (Ruth Beckford) โดยรับงานแสดงเต้นแนวใหม่ไปทั่วในซานฟรานซิสโก้  แต่ว่าธุรกิจไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ 
ต่อมามายากับสามีย้ายมาอยู่ในนิวยอร์คซิต้ และมายาได้เข้าเรียนในคลาสการเต้นระบำแบบแอฟริกา
กลับมาซานฟรานซิสโก้
 1954 มายาหย่ากับสามี  หลังจากนั้นเธอใช้ชีวิตเป็นนักเต้นอาชีพตามไนท์คลับในซานฟานซิสโก้ ตอนนั้นเธอใช้ชื่อในการแสดงว่ามาร์กูริท จอห์นสัน (Marguerite Johnson) หรือ ริต้า (Rita) แต่ว่าได้รับคำแนะนำจากเพื่อนในไนท์คลับชื่อ the Purple Onion ให้เปลี่ยนมาใช้ มายา แอนเจโล (Maya Angelou) 
เธอออกเดินทางทัวร์ยุโรปเพื่อมาแสดงละครโอเปล่าเรื่อง Porgy and Bess  
1957 มายาออกอัลบัมแรกของเธอ เกี่ยวกับการเต้นคาลิปโซ่ชื่อ Miss Calypso
1959 มายาได้รู้จักนักเขียน จอห์น คิลเลนส์ (John Oliver Killens) ซึ่งเขาชวนเธอย้ายไปอยู่ในนิวยอร์ค มายาจึงได้เริ่มอาชีพนักเขียนของเธอ โดยการเข้าร่วมกับกลุ่ม Harlem Writers Guild  ซึ่งเป็นกลุ่มของนักเขียนสายเลือดอเมริกัน-อัฟริกา
1960 เธอมีโอกาสได้พบกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง, จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) มายาจึงได้เกิดแรงบันดาลใจในการมาทำงานในการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น เธอเริ่มเปิดแสดงคาบาเร็ต เพื่อหาทุนให้กับ SCLC (Southern Christian Leadership Conference)
1961 เธอได้พบกับวุซัมซี เมค (Vusumzi Make) นักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของอัฟริกาใต้ พวกเขาไปอาศัยอยู่ในกรุงไคโร อียิปต์ ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ แต่ว่าปีต่อมาก็แยกจากกัน
1962 หลังจากแยกทางกับวุซัมซี มายาย้ายไปอยู่ที่อัคครา, กาน่า (Accra, Ghana) และก็เข้าเรียนในวิทยาลัยแต่ก็ไม่ได้เรียนจนจบ  มายายังได้มีโอกาสทำงานเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ให้กับ Ghananian Times, The African Review ด้วย 
1965 มายาเดินทางกลับสหรัฐฯ  และได้ช่วยมัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) ในการก่อตั้งองค์การสิทธิมนุษยชน the Organization of Afro-American Unity , มายา กับเอ็กซ์รู้จักกันช่วงปี 1960s ตอนที่เอ็กซ์เดินทางไปกาน่า แต่ว่าไม่กี่เดือนหลังจากตั้งองค์กร เอ็กซ์ก็ถูกลอบสังหาร
1968 มาร์ติน ลูเธอร์คิง ถูกลอบสังหาร ซึ่งตรงกับวันเกิดปีที่ 40  ของมายา พอดี  , มายาจึงได้ทำสารคดีเรื่อง Blacks, Blue, Black  ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ National Educational TV เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันอัฟริกัน และเพลงบลูเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมอเมริกา
1969 I Know Why The Caged Bird Signs เป็นผลงานเขียนชิ้นแรกของเธอและเป็นงานที่ได้รับความนิยมที่สุด ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในชุดทั้งหมดเจ็ดเล่มที่เขียนเกี่ยวกับชีวประวัติของเธอเอง
1972 Georgia, Georgia เป็นภาพยนต์เรื่องแรกที่มายาเป็นผู้เขียนบทภาพยนต์ ถูกสร้างและทำโดยบริษัทในสวีเดน
1974 Gather Together in My name ชีวประวัติเล่มที่ 2
1973 มายาแต่งงานกับพอล ดุ ฟัว (Paul du Feu) ช่างไม้ ช่วงเวลานี้มายาทำงานหลายอย่างทั้งเป็นนักเขียน, เขียนบทละครทีวี สารคดี และยังเป็นคอมโพเซอร์เพลงให้กับโรเบอร์ด้า แฟล็ค (Roberta Flack)
1974 Gather Together in Myname ชีวประวัติเล่มที่สองของเธอ ซึ่เธอบรรยายเร่ิมตั้งแต่ช่วงที่เธออายุ 14 ปี และความยากลำบากของคนผิวสีในการที่ต้องเลี้ยงลูก
1981 มายา หย่ากับพอล ฟัว
มายาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ (Reynolds Professor) ที่มหาวิทยาลัยเวกฟอร์เรสต์ (Wake Forest University) ในนอร์ท แคโรไลน่า แม้ว่าเธอจะไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีเลย
1993 เธอเข้าร่วมพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) โดยการอ่านกวีของเธอ ชื่อ “On the Pulse of Morning” 
1996 Down in the Delta เป็นภาพยนต์เรื่องแรกที่มายาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างเอง
2002 A Song Flung Up To Havenชีวประวัติเล่มที่ 6
2008 มายาให้การสนับสนุนฮิลลารี คลินตัน (Hilary Clinton) ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
2012 Mom & Me & Mom ชีวประวัติเล่มสุดท้าย เล่มที่ 7
2014 28 พฤษภาคม, เสียชีวิต

งานเขียน 
  • I Know Why the Caged Bird Sings, 1969
  • Gather Together in My Name, 1974
  • Singin’ and Swingin’ and Gettin’ Merry Like Christmas, 1976
  • The Heart of a Woman, 1981
  • All Goo’s children Need Traveling Shoe, 1986
  • A Song Flung Up to Heaven, 2002
  • Mom & Me & Mom, 2012




Popular posts from this blog

Anna Pavlova

Kurt Lewin

Alexander Friedmann