Napoleon’s first years of reign in France

Napoleon’s first years of reign in France

Yekaterina Gorokhova
9.09.2010, 14:45

On the Voice of Russia World Service we present another edition in a series of programs ahead of the bicentenary of victory in the Patriotic War of 1812. Today we will tell you about the first years of Napoleon’s reign in France.
A crisis of power in France hit its peak in 1799, when Napoleon was in Egypt, thousand of kilometers away from Paris, and the corrupted Directoire proved incapable of ensuring revolutionary gains. In Italy, the combined Russian-Austrian army under Field Marshal Alexander Suvorov liberated all lands conquered by Napoleon, posing a threat of invasion to France.
Upon his return from Egypt, young and popular General Bonaparte dissolved the Directoire and the then existing representative agencies, and formed a new government on November 9th, 1799 - the Consulate.
In compliance with the country’s new Constitution, the legislative power was divided among the Council of State, the Tribunate, the Legislative Corps and the Senate, making France virtually helpless and inflexible.
The executive power was, on the contrary, in the hands of just one person - the First Consul Napoleon Bonaparte, while the Second and Third Consuls had advisory votes only. In 1802, Napoleon rushed a decree through the Senate proclaiming himself Consul for life, and two years later he became the Emperor of France.
After becoming a full-fledged dictator, Napoleon drastically changed the country’s state structure. His domestic policy aimed to strengthen his personal power as a guarantee for preserving the results of the revolution: civil rights, land rights of peasants and those who purchased lands seized from the immigrants and the church. All this was stipulated by the French Civil Code of 1804, also known as “The Code Napoleon”. Emperor Bonaparte conducted an administrative reform, establishing the institute of government-regulated prefects and sub-prefects (department and county leaders).
1800 saw the establishment of the Bank of France for keeping the country’s gold reserves and paper money emission. To maintain the balance between social and private interests, the bank’s executive directors and their assistants were appointed by the government and decisions were made jointly with the board’s 15 shareholders up to 1936.
On March 28, 1803, paper money was taken out of circulation as the national currency and replaced by francs - gold and silver-based coins.
Inheriting the country in a deplorable financial state, Napoleon introduced austerity measures in all areas, ensuring the adequate functioning of the French financial system by two simultaneously opposing and cooperating departments - The Ministry of Finance and the Treasury.
They were headed by two renowned financial experts of that time - Martin-Michel-Charles Gudin and Nicolas-François Mollien respectively. The Minister of Finance was in charge of all budget revenues, and the Treasury Minister had to prepare detailed reports on the expenditures of budgetary funds.
These reports were revised by the 100-member Audit Chamber which was at the same time not entitled to issue any judgments on the country’s spending expediency.
Napoleon’s administrative and legislative innovations laid the basis for a present-day state, many of them remaining in force to this day. Those times also witnessed the establishment of secondary lyceum schools and higher educational institutions, some of which are still France’s most prestigious.
Very much aware of the necessity to manipulate the public opinion, Napoleon closed down 60 of the 73 Paris newspapers, putting the rest under governmental control. Among other things, the Emperor set up a strong police presence and a multi-branched secret service in the country.
In 1801, Napoleon Bonaparte signed a Concordat with Pope Pius VII, which defined the status of the Roman Catholic Church in France. The appointment of bishops and church activities became dependable on the government under the agreement.
It should be noted that these measures forced Napoleon’s enemies to proclaim him as a betrayer of the Revolution, although the Emperor considered himself its faithful follower and defender. Anyway, he managed to secure some of his revolutionary gains, like the right to property, equality under the law, and equal opportunities.
That was another program in the Voice of Russia’s series dedicated to the victory over Napoleon in 1812.

Source: Voice of Russia.

Voice of Russia เสนอสารคดีเกี่ยวกับนโปเลียน เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือนโปเลียน กว่า 2 ศตวรรษผ่านมาแล้วนับแต่ 1812 ที่เียนกว่าเป็น The Patriotic War of 1812

วิกฤตทางการเมืองของฝรั่งเศส ถึงจุดสูงสุดในปี 1799 ตอนนัั้นนโปเลียนอยู่ในอียิปต์ หลายพันกิโลเมตรจากกรุงปารีส ผู้ปกครองที่ฉ้อฉลในปารีสไม่สามารถที่จะก่อการปฏิวัติได้สำเร็จ 
ในอิตาลีมีการร่วมมือกันระหว่างกองทัพของรัสเซียและออสเตรียภายใต้การนำของจอมพล อเล็กซานเดอร์ ซูโวรอฟ ( Field Marshal Alexander Suvoro)   เขาปลดปล่อยดินแดนที่ถูกนโปเลียนครอบครองไว้ และขู่ว่าจะบุกฝรั่งเศส
เมื่อนโปเลียนกลับมาจากอียิปต์  นายพลหนุ่มที่ได้รับความนิยม อย่างโปนาปาร์ต  เขาปลดคณะปกครอง (Directoire) ออกและแต่งตั้งหน่วยงานผู้แทนขี้น และได้ตั้งรัฐบาลใหม่ในวันที่ 9 พฤศจิการยน 1799 - the Consulate (กงสุล)
เมื่อผสมเข้ากับรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจทางกฏหมายถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน ให้กับ สภาแห่งรัฐ (Council of State) และ ผู้ที่ได้มาจากการแต่งตั้ง (Tribunate) กองทัพ(Corps) และรัฐสภา(Senate) ซึ่งทางปฏิบัติแล้วเสมือนว่าไม่ได้ช่วยอะไร และไม่ยืดหยุ่น
อำนาจในการบริหารโดยทางปฏิบัติแล้ว ตกอยู่กับกงสุลลำดับแรกอย่าง นโปเลียน โปนาปาร์ต ในขณะที่กงสุลคนอื่นๆ ทำหน้าที่แค่ให้คำปรึกษาเท่านั้น ในปี 1802  นโปเลียน เร่งออกกฤษฏีกาผ่านสภาสูง อ้างสิทธิให้ตัวเองเป็นกงสุลตลอดชีพ และหลังจากนั้น 2 ปีให้หลัง เขากลายเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
หลังจากได้กลายเป็นเผด็จการที่เปี่ยมอำนาจแล้ว นโปเลียนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศหลายอย่าง  ด้านกิจการภายในเขาพยายามเพิ่มอำนาจให้ตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อการันตีว่าการปฏิวัติประเทศของเขาจะสำเร็จ สิทธิมนุษย์ชน สิทธิในที่ดินของชาวนา และใครก็ตามที่ซื้อที่ดินมาจากคนอพยพหรือจากโบสถ์ สิทธิเหล่านี้ไดรับการรรับรองโดยกฏหมายพลเมือง ที่ 1804  แห่งฝรั่งเศส (French Civil Code of 1804) ที่รู้จักกันในชื่อ รหัสนโปเลียน (The Code Napoleon)  จักรพรรดิโปนาปาร์ตเปลี่ยนระบบการบริหารใหม่ สร้างสถาบันที่คอยใช้อำนาจรัฐ ทั้งที่มีอำนาจเต็มและอำนาจบางส่วนเพื่อทำงานในการบริหารและติดตามในภูมิภาคต่างๆ 
1800 มีการสร้างธนาคารแห่งฝรั่งเศส เพื่อเอาไว้เก็บทองคำสำรองและพิมพ์เงินกระดาษ เพื่อบริหารดุลย์ระหว่างผลประโชน์ส่วนตัวและของสาธารณะ ซึ่งผู้ควบคุมธนาคารแห่งฝรั่งเศสและพนักงานต่างมากจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลและกรรมการผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจมีจำนวน 15-1936  คน
28 มีนาคม 1803 เงินกระดาษถูกนำออกมาหมุเนียนแ ทดแทนเหรียญเงินและเหรียญทอง โปเลียนตั้งหน่วยงานสองแห่งที่ทำหน้าที่ประสานและแข่งขันกัน คือ กระทรวงการเงิน(Ministry of Finance) และการคลัง (Ministry of Treasury )
โดยผู้ที่มาควบดูแลได้แก่ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่มีชื่อเสียงมากในเวลานั้น ชื่อ Martin-Michel-Charles Gudin และ Nicolas-Francois Mollien
กระทรวงการเงิน มีหน้าที่จัดเก็บงบประมาณ
กระทรวงการคลัง มีหน้าที่จัดทำรายงานการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งรายงานนี้จะมีเจ้าหน้าที่บัญชี 100 ซึ่งอำนาจในเวลานั้น ไม่มีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องการใช้จ่าย
การบริหารของนโปเลียนมีส่วนช่วยในการวางรากฐานให้ระบบบริหารรัฐในปัจจุบัน หลายอย่างยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ในยุคนั้นยังพบว่ามีการสร้างโรงเรียนมัยธมและสถาบันการศึกษาชั้นสูง บางแห่งเป็นสถาบันที่เป็นความภูมิใจของฝรั่งเศส
เขามีความระมัดระวังอย่างมากและเข้ากับบริหารจัดการ ความรู้สึกของสาธารณชน  เขาสั่งปิดหนังสือพิมพืกว่า 60 ฉบับจาก 73 ฉบับที่มีในปารีส ที่ยังเหลืออยู่ก็ตกอยู่ในอำนาจของรัฐบาล และองค์จักรพรรดิยังได้สร้างหน่วยตำรวจ และเจ้าหน้าที่ลับในประเทศด้วย
1801 นโปเลียน โปนาปาร์ต ลงนามความสัมพันธ์กับ โปป ปิอุส ที่  7 (Pope Pius VII) เพื่อรอรับนิกายโรมันแคทอริกในฝรั่งเศส แต่ว่าตามข้อตกลงการแต่งตั้งบิชอพและกิจกรรมของโบสต์ จะขึ้นอยู่กับรัฐบาล
ควรจะจำไว้ว่านี่เป็นการบังคับให้ศัตรูของนโปเลียน อ้างว่านโปเลียนเป็นคนทรยศต่อการปฏิวัติ แม้ว่าจักรพรรดิจะมองว่าตัวเขาเองเป็ฯผู้มีศรัพธาและผู้ปกป้อง (faithful follower and defender)  อย่างไรก็ตามเขาต้องจัดการบางอย่างเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติ เช่น สิทธิในที่ดิน สิทธิเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมาย และโอกาส

Popular Posts