Ballet

Adolphe Adam

อะโดลฟี่ อดัม  (Adolphe Charles Adam) นักประพันธ์ดนตรีฝรั่งเศส ผู้สร้างบัลเลต์เรื่อง Giselle, Le Corsaire อดัม เกิดวันที่ 24 กรกฏาคม 1803 ในปารีส, ฝรั่งเศส พ่อของเขาชื่อฌอห์น-หลุยส์ (Jean-Louis Adam) เป็นนักประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ทั้งยังเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่สถาบันดนตรีปารีส (Paris Conservatoire) ส่วนแม่คืออลิซาเบธ-ชาล๊อตต์ (Elizebeth-Charlotte-Jeanne)   แต่ว่าพ่อของเขาไม่ได้สนับสนุนให้ลูกชายเจริญรอยตามเขาในเส้นทางสายดนตรี แม้ว่าอดัมจะมีความต้องการที่จะเอาดีทางด้านดนตรีก็ตาม ทำให้อดัมต้องไปเรียนดนตรีอย่างลับๆ กับเฟอร์ดินัน เฮโรล์ด (Ferdinand Herold) ซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อของเขา  1821 เมื่ออดัมอายุ 17 ปี พ่อของเขาก็ใจอ่อน และยอมให้เขาเข้าเรียนที่สถาบันดนตรีปารีส โดยได้มีโอกาสเรียนกับฟรานซิส โบลดู (François-Adrien Boieldieu) ศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็นโมสาร์ทแห่งฝรั่งเศส ระหว่างเรียนอดับยังเป็นนักกลองทิมปานี (timpani) ประจำวงออเคสตร้าของสถาบัน 1825 ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในยุโรป ก็ได้รู้จักกับยูจีน สคริป (Eugene Scribe) ในเจนีว่า ซึ่งทั้งสองคนได้ร่วมงานกันในการทำโอเปล่า 1829 Pierre et Catherine แต่งงานกับนักแสดงชื่อซาร่า (Sara Lescot) พวกเขามีลูกด้วยกันคนหนึ่งชือเอเดรียน (Adrien Leopold Adam)  1830 เกิดการปฏิวัติ (July Revolution) ในฝรั่งเศส ทำให้อดัมย้ายไปอยู่ในลอนดอน  1833 เดินทางกลับมาฝรั่งเศสอีกครั้ง  1834 โอเปล่าเรื่อง Le Chalet…

0
Read More

The Nutcracker

บัลเลต์เรื่อง The Nutcracker  ถูกดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “The Nutcracker and the King of Mice” ของ อี.ที.เอ. ฮอฟฟ์แมน (E. T. A. Hoffman)  โดยมาเรียส เปติปา (Marius Petipa) และเลฟ อิวานอฟ (Lev Ivanov) เขียนบทบัลเลต์ และทไซคอฟสกี้ (Pyotr Tchaikovsky) ทำดนตรีประกอบและเปิดการแสดง ครั้งแรกในปี 1892 เรื่องย่อ ในคืนวันคริสมาสต์อีฟ ครอบครัวของ สามีภรรยาสตาห์ลบวม (Stahlbaum) และคลาร่า (Clara)  ลูกสาวกับน้องชายชื่อฟริตซ์ (Fritz) และแขกได้มารวมตัวกันภายในห้องรับแขกเพื่อที่จะช่วยกันตกแต่งต้นคริสมาสต์ งานปาร์ตี้เป็นไปอย่างสนุกด้วยความรื่นเริงและเสียงดนตรี จนกระทั้งพ่อทูนหัวของคลาร่า ชื่อดรอสเซลเมเยอร์ (Drosselmeyer) เข้ามาในงาน ดรอสเซลเมเยอร์นั้นเป็นช่างทำนาฬิกาและของเล่นที่มีบุคคลิกแปลก จนทำให้ผู้ที่พบเห็นมักจะเกิดอาการกลัว  ซึ่งเป็นประจำทุกปีที่ดรอสเซลเมเยอร์จะมาร่วมงานคริสต์มาสปาร์ตี้ พร้อมกับนำของเล่นที่แปลกและสวยงามมากแจกให้กับเด็กๆ  ซึ่งในคืนนี้ ดรอสเซลเมเยอร์ได้มีตุ๊กตาเต้นได้ขนาดเท่าคนจริง ซึ่งสำหรับคลาร่า ปีนี้ดรอสเซลเมเยอร์ได้ให้ของขวัญเป็น The Nutcracker ตุ๊กตาไม้ในเครื่องแบบทหาร  ตุ๊กตา the nutcracker ทำให้ฟริตซ์เกิดความรู้สึกอิจฉา จนได้แย่งตุ๊กตา the nutcracker มา แล้วก็ทำให้ตุ๊กตาแตกเป็นชิ้นๆ  คลาร่าและครอสเซลเมเยอร์จีงได้เก็บชิ้นส่วนของ the nutcracker มาต่อกันใหม่โดยใช้ผ้าพันแผล และคลาร่าได้พาเอาตุ๊กตาตัวนั้นไปวางไว้ริมห้อง  หลังงานปาร์ตี้ ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน ส่วนคนในบ้านก็เข้านอนกันหมด แต่คลาร่าตื่นขึ้นมาในตอนดึกเพราะกังวลเกี่ยวกับตุ๊กตาของเธอ เธอลงมาดูตุ๊กตาที่เธอตั้งไว้ที่ห้องชั้นล่าง แล้วคลาร่าก็เผลอหลับไปในอ้อมกอดของตุ๊กตา  ทันใดนั้นนาฬิกาในห้องก็ตีบอกเวลาเที่ยงคืน…

0
Read More

Svetlana Zakharova

สเว็ตลาน่า ซาคาโรว่า (Светлана Юрьевна Захарова) นักบัลเลต์ ซาคาโรว่า เกิดวันที่ 10 มิถุนายน 1979 ในเมืองลุตส์ก, ยูเครน, สหภาพโซเวียต (Lutsk, Ukrain, USSR)  พ่อของเธอชื่อยูริ (Yury Zakharov) มีอาชีพเป็นทหาร และแม่ชื่อกาลิน่า (Galina Zakharova) เป็นครู 1989 ตอนอายุ 10 ปี เธอเดินทางออกจากบ้าน เพื่อมาเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนการเต้นรำในเคียฟ  (Kyiv Choreography School) โดยครูคนหนึ่งที่สอนเธอชื่อวาเลเรีย ซูลจิน่า (Valeria Sulegina) 1995 พออายุ 16 ปี ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศในการแข่งขันบัลเลต์ รางวัล Vaganova-Prix ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้เธอได้รับโอกาสในการเข้าเรียนที่สถาบันวากาโนว่า (Vaganova Academy) 1996 ได้เข้าเป็นนักบัลเลต์ของคณะบัลเลต์มาริอินสกี้ (Mariinsky theatre) ซึ่งภายในระยะเวลาแค่ปีเดียวเธอก็กลายเป็นนักแสดงเอกของคณะ  1997 ได้รับรางวัล Golden Mask จากการแสดงบัลเลต์เรื่อง Serenade 2002 ได้รับรางวัล Golden Mask อีกครั้งจากบัลเลต์เรื่อง The Sleeping Beauty  2003 ย้ายมาอยู่กับโรงละครบอลชอย (Bolshoi theatre) ในมอสโคว์ 2005 ได้รางวัล Prix Benois de la Danse…

0
Read More

Swan Lake

สวอน เลค (Sworn Lake) บทละครบัลเล่ต์ ประพันธ์โดยทไซคอฟสกี้ (Pyotr Ilyich Tchaikovsky) เปิดการแสดงปฐมทัศน์ในปี 4 มีนาคม 1877 ที่โรงละครบอลชอย (Bolshoi Theatre) ในมอสโคว์ เรื่องย่อ เจ้าชาย ซิกฟรี๊ด (Prince Siegfried) ตกหลุมรักกับเจ้าหญิงสาวชื่อ โอเด็ต (Odette)  ซึ่งเธอนั้นต้องคำสาปของพ่อมดให้ต้องกลายเป็นหงษ์ในเวลากลางวัน และในเวลากลางคืนจะกลับร่างกลายเป็นหญิงสาวรูปงาม  องก์ 1 เจ้าชายซิกฟริ๊ด เดินทางมาถึงยังงานเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระองค์มีพระชนม์ 21 บริบูรณ์ ซึ่งพิธีจัดขึ้นในอุทยานภายในพระราชวัง  ซึ่งเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างกันพาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งในงานวันนี้ พระราชินีได้พระราชทานหน้าไม้ให้เป็นของขวัญกับเจ้าชาย และทรงรับสั่งว่าจะทรงเตรียมจัดให้มีการอภิเษกในเร็ววัน เจ้าชายซึ่งได้หน้าไม้เป็นของขวัญก็เดินทางาเข้าไปในป่าพร้อมกับพระสหาย องก์ 2  เจ้าชายซิกฟริ๊ด ซึ่งเข้ามาในป่าเพื่อล่าสัตว์พร้อมกับพระสหาย กลับพบว่าพระองค์หลงอยู่ป่าเพียงลำพัง และทรงมาอยู่ใกล้กับทะเลสาบที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง ซึ่งในทะเลสาบมีหงษ์ขาวมากมายกำลังเล่นน้ำ  แต่ว่าเจ้าชายสังเกตุเห็นหงษ์ตัวหนึ่งที่งดงามเป็นพิเศษและยังมีมงกุฏอยู่บนหัวของหงษ์ตัวนั้นด้วย  ไม่นานพระสหายของเจ้าชายก็ตามเจ้าชายมา และได้ช่วยกันจับหงษ์ขาวที่โดดเด่นตัวนั้นเอาไว้ได้  แต่เจ้าชายได้ขอใช้เวลาลำพังกับหงษ์ตัวดังกล่าว  และเมื่อพบค่ำ หงษ์ขาวตัวนั้นก็กลายเป็นหญิงงาม ชื่อโอเด็ต  โอเด็ตได้เล่าให้เจ้าชายฟังเกี่ยวกับแม่มดที่ชั่วร้าย ที่ชื่อว่าฟอน โรธบาร์ต (von Rothbart) ซึ่งอันที่จริงแล้วฟอน โรธบาร์ตเป็นพระอาจารย์ของเจ้าชายเอง  ซึ่งโรธบาร์ตเป็นผู้ที่สาปให้หญิงสาวมากมายต้องกลายเป็นหงษ์ และต้องว่ายอยู่ในทะเลสาปซึ่งเกิดจากน้ำตาของพ่อแม่ของเด็กสาวที่โดนสาปเหล่านั้นที่ต้องร้องไห้เสียใจ โอเด็ตยังได้บอกว่าวิธีเดียวที่จะแก้คำสาปได้คือหญิงสาวจะต้องได้รับความบริสุทธิ์จากคนรักและเขาจะต้องสารภาพรักกับนาง ซึ่งระหว่างที่เจ้าชายจะสารภาพรักกับโอเด็ต  พ่อมดโรธบาร์ตก็ปรากฏตัวขึ้นมาและจับตัวโอเด็ตไป และระหว่างที่เจ้าชายพยายามจะไล่ตาม โรธบาร์ตก็ได้สั่งให้หงษ์ในทะเลสาบพากันเต้นรำเพื่อขัดขวางเจ้าชายเอาไว้ องก์ 3  ในวันถัดมาจากงานเฉลิมฉลอง ก็ได้มีการจัดพิธีดูตัวขึ้นในท้องพระโรง โดยมีเจ้าหญิงรูปงามมากมายเข้าร่วมในงาน แต่ว่าเจ้าชายซึ่งยังคงคิดถึงโอเด็ตไม่หมายปองเจ้าหญิงองค์ใดเลย จนพระราชินีให้สั่งให้เจ้าชายเลือก แต่เมื่อเจ้าชายยังไม่สามารถเลือกเจ้าหญิงองค์ใดได้ พระองค์ก็บรรเทาพระอารมณ์กริ้วของพระราชินีไว้ด้วยการขอเต้นรำกับเจ้าหญิงในงานที่ละพระองค์ ต่อมาทหารประจำท้องพระโรงได้เป่าแตรขึ้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่ามีผู้เข้ามาในท้องพระโรงเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งผู้ที่เข้ามาใหม่นั้นคือโรธบาร์ต พระอาจารย์ของเจ้าชาย ซึ่งมาพร้อมกับลูกสาวของเขา…

0
Read More

Giselle

จีเซลล์ (Giselle) โรแมนติกบัลเลต์ ประพันธ์โดยอะโดลฟี อดัม (Adolphe Adam)  เรื่องย่อ จีเซลล์ (Giselle) เป็นหญิงชาวบ้านในชนบท อยู่มาวันหนึ่งอัลเบรชต์, ดยุคแห่งซิเลเซีย (Albrecht, Duke of Silesia) ได้เดินทางผ่านหมู่บ้านของเธอ และเกิดตกหลุมรักจีเซลล์  แต่ว่าทว่าดยุคอัลเบรชต์ นั้นมีคู่หมั่นอยู่แล้ว คือเจ้าหญิงบาทิลเด่ (Princess  Bathilde)  อัลเบรซต์ปิดบังฐานะที่แท้จริง โดยเอาเสื้อผ้า, ดาบและแตร ไปซ่อนเอาไว้ในกระท่อมที่เขาเช่าไว้ แล้วปลอมตัวเป็นชายสามัญชนใช้ชื่อว่าลอยส์ (Loys) เพื่อไปจีบจีเซลล์ ฮิลาเรี่ยน (Hilarion) นายพรานหนุ่มในหมู่บ้าน ซึ่งตกหลุมรักจีเซลล์ พยายามเตือนจีเซลล์ไม่ให้ไว้ใจลอยส์ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักไม่นาน แต่จีเซลล์ก็ไม่ได้ฟังคำเตือนเพราะ จีเซลล์ตกหลุมรกรอยส์จนหมดหัวใจ เบอร์ธ่า (Bertha) แม่ของจีเซล์จะไม่เห็นด้วยกับความรักของเธอกับลอยส์ เพราะนางเห็นว่าฮิลาเรี่ยนซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันเหมาะสมกว่า นอกจากนั้นจีเซลล์ยังมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เบอร์ธ่าจึงพยายามห้ามไม่ให้ลูกสาวออกไปเต้นรำกับชายแปลกหน้าในงาน โดยย้ำถึงตำนานของหมู่บ้านที่มักจะมีดวงวิญญาณของหญิงสาวที่เป็นหม้ายปรากฏตัวขึ้นและคอยฆ่าผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้าไปในป่า แต่จีเซลล์ไม่สนใจคำเตือนจากแม่ของเธอ เมื่อถึงวันเทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว ปรากฏว่าเจ้าหญิงบาทิลเด่ได้เดินทางมาร่วมในงานเทศกาลด้วย โดยที่อัลเบรซต์ซึ่งรู้ตัวก่อนจึงได้แอบไปหลบซ่อน  เจ้าหญิงบาทิลเด่ได้มีโอกาสที่จะพบพูดคุยกับจีเซลล์ โดยที่ไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างจีเซลล์กับพระคู่หมั่น เจ้าหญิงบาทิลเด่ประทับใจในความงามและมิตรไมตรีที่ได้จากจีเซลล์ เมื่อเจ้าหญิงบาทิลเด่เสด็จออกจากงาน ลอยส์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง และร่วมเต้นรำกับจีเซลล์ ซึ่งภายในงานจีเซลล์ได้รับเลือกให้รับตำแหน่งราชินีแห่งการเก็บเกี่ยวของงาน  แต่แล้วงานรื่นเริ่งก็ต้องสะดุดลง เมื่อฮิลาเรี่ยนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเครื่องแต่งกายและมีดดาบซึ่งเขาเข้าไปพบในกระท่อมของลอยส์ เมื่อฐานะที่แท้จริงเปิดเผยว่าลอยส์แท้จริงแล้วเป็นดยุคที่สูงศักดิ์ และยังมีคู่หมั่นแล้วอีกด้วย  แต่ลอยส์ยังปากแข็งไม่ยอมรับ ฮิลาเรียนก็ใช้แตรที่เขาพบในกระท่อมด้วยเป่าจนเกิดเสียงดัง ทำให้คณะของเจ้าหญิงที่เพิ่งจะออกจากงานได้ยิน และได้ย้อนกลับมา  เมื่อเจ้าหญิงบาทิลเด่ได้พบกับดยุคอัลเบรซด์ ความจริงทุกอย่างจึงไม่อาจะปฏิเสธได้อีก  จีเซลล์เสียใจมากจนคุ้มคลั่ง เธอเอาแต่เต้นรำจนกระทั้งหัวใจของเธอแตกสลายและเสียชีวิตลงในอ้อมกอดของดยุคอัลเบรซด์   ในคืนต่อมา, ฮิลาเรี่ยน นายพรานหนุ่มซึ่งอาลัยอาวรณ์จีเซลล์อยู่หน้าหลุมฝังศพของนางภายในป่า  จู่ๆ  ก็มีเหล่าภูติพราย (Wilis) ปรากฏตัวขึ้น ซึ่งพรายเหล่านั้นต่างก็เป็นดวงวิญญาณของหญิงสาวที่ถูกคนรักของพวกเธอหักหลังแล้วต้องตรอมใจตาย  โดยที่พรายเหล่านั้นถูกปกครองโดยพรายนางพญาตนหนึ่งที่ชื่อว่าเมอร์ธ่า (Myrtha) นางมีนิสัยดุร้าย…

0
Read More

Agrippina Vaganova

อกริฟฟิน่า วากาโนว่า (Агриппина Яковлевна Ваганова) Vaganova method, ผู้เขียน Fundamental of Classical Ballet วากาโนว่า เกิดวันที่ 26 มิถุนายน 1879  ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, จักรวรรดิรัสเซีย  พ่อของเธอชื่อยาคอฟ วากานอฟ (Yakov Vaganov) มีเชื้อสายเปอร์เซีย-อาร์เมเนีย ซึ่งมาทำงานเป็นพนักงานอยู่ในโรงละครมาริอินสกี้ (Mariinsky Theatre) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้วากาโนว่าคุ้นเคยกับบัลเลย์มาตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนแม่ของเธอนั้นเป็นชาวรัสเซีย 1888 ได้เข้าเรียนในโรงเรียนบัลเลย์หลวง (Imperial Ballet School)  1897 สำเร็จการศึกษา และได้เข้าทำงานเป็นนักแสดงบัลเลย์ให้กับ Mariinsky Corps de ballet  1915 ได้รับไตเติ้ลเป็น Ballerina  1916 เลิกอาชีพการเป็นนักแสดงบัลเลย์ และหันมาเป็นครูสอนแทน  ซึ่งเธอได้งานเป็นครูสอนบัลเลย์ที่โรงเรียนบัลเลย์เอกชน ซึ่งอาคิม โวลินสกี้ (Akim L. Volynsky) เป็นเจ้าของ 1921 ย้ายมาทำงานที่โรงเรียนการเต้นเลนินกราด (Leningrad Choreographic School) ซึ่งเธอทำงานอยู่ที่นี่จนกระทั้งเสียชีวิต 1931 ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของบัลเลย์คิรอฟ (Kirov Ballet, โรงละครมาริอินสกี้เดิม แต่เปลี่ยนชื่อในช่วงโซเวียต  )  จนกระทั้งปี 1937 1934 เขียน Fundamental of Classical Ballet (Основы классического танца) ซึ่งเป็นเทคนิคในการสอนบัลเลย์ของเธอ…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services such as google Analytics, Adsense, Amazon, Yandex Metrica, Facebook, Agoda.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!