Psychology

Maurice Merleau-Ponty

มัวริซ เมอร์โล-พอนตี้ (Maurice Merleau Ponty) phenomenology พอนตี้ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1908  ในโรชฟอร์ต-ชู-แมร์ ในจังหวัดชาร์อ๊อง-มารีทีม (Rochefort-sur-Mer, Charente-Maritime) ฝรั่งเศส  1913 พ่อของเขาเสียชีวิตในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 หลังจากพ่อเสียชีวิตแล้วครอบครัวของเขาจึงได้ย้ายมาอยู่ในปารีส พอนตี้ เรียนหนังสือระดับมัธยมที่ Parisian lycees Janson-deSailly และที่ Louis-le-Grand เขาๅต/1923 สำเร็จวิชาปรัชญาพื้นฐานจาก Janson-de-Sailly   1926 เข้าเรียนต่อที่อิโคล โนแมล์ สุแปริเออร์(Ecole Normale Superieure, ENS) ซึ่งที่นี่เขาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับ ฌอน-พอล ซาทรี (Jean-Paul Satre), ซึมง โบวัวร์ (Simone de Beauvoir), ณอห์น ฮิปโปไลต์ (Jean Hyppolite) ช่วงเวลานี้เขาเริ่มเขียนนวนิยายเรื่อง Nord โดยใช้นามปากกาว่า Jacques Heller 1930 จบการศึกษาด้านปรัชญาจาก ENS  โดยได้วุฒิเทียบเท่าปริญญาโท 1931 ได้งานสอนหนังสือที่โรงเรียนบัววิส (Lycee de Beauvais) ระหว่างนี้ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Caisse nationale des sciences) ในการทำวิจัยเกี่ยวกับการรับรู้ 1934 ย้ายมาสอนที่โรงเรียนชาร์ต (Lycee de Chartres) 1935 มาเป็นติวเตอร์ที่…

0
Read More

John Ridley Stroop

จอห์น ริดลีย์ สตรู๊ป ( John Ridley Stroop ) Stroop Test สตรู๊ป เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม  1897 ในชุมชนเกษตรกรรมชื่อฮอล์ลฮิลล์ (Hall’s Hill) ใกล้กับเมอร์ฟรีโบโร่รูเธอร์ฟอร์ดคันทรี่,​ เทนเนซซี่ (Murfreeboro,Rutherford Country, Tennessee) เขาเป็นลูกคนที่ห้าจากพี่น้องทั้งหมดหกคน เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนคิตเรล์ลคันทรี่ (Kitrell  County School) 1919 สตรู๊ป  จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนมัธยมเดวิด ลิปสคอมป์ (David Lipscomb High School) 1921 ได้รับอนุปริญญาจากเดวิด ลิปสคอมป์ คอลเลจ (David Lipscomb College, DLC) 23 ธันวาคม, แต่งงานกับเซลม่า ( Zelma Dunn ) พวกเขามีลูกด้วยกันสามคน 1924 จบปริญญาตรีจาก จากจอร์จ เพียบอดี้ คอลเลจ (George Peabody College) 1932 จบปริญญาเอก สาขาการทดสอบทางจิตวิทยา (experimental psychology) จากจอร์จ เพียบอดี้ คอลเลจ ระหว่างที่เรียนปริญญาเอกอยู่นั้นเขาทำงานวิจัยในห้องปฏิวัติการเยซัพ (Jesup Psychological Laboratory) โดยมีโจเซฟ ปีเตอร์สัน (Joseph Peterson) เป็นที่ปรึกษา 1935 มีผลงานพิมพ์ลงในวารสาร The…

0
Read More

William James

วิลเลี่ยม เจมส์ (William James) เจมส์ เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 1842 ในนิวยอร์คซิตี้ (New York City) พ่อของเขาชื่อเฮนรี่ เจมส์ (Henre James, Sr.) เช่นเดียวกับลูกชาย เขาเป็นชาวไอร์แลนด์ที่อพยพเข้ามาอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1789  เขามีฐานะร่ำรวยจากการทำธุรกิจกับเมืองนิวยอร์ค เจมส์ซีเนียร์ ยังเป็นผู้นับถือลัทธิสเวเดนเบิร์ก (Swedenborgianism)  แม่ของเจมส์ชื่อว่าแมรี่  (Mary Robertson Walsh) ครอบครัวนี้มีลูกห้าคน คือ เจมส์, เฮนรี่ จูเนี่ยร์  (Henry Jr., 1843), การ์ธ (Garth Wikinson, 1846), โรเบิร์กสัน (Robertson, 1846) และอลิส (Alice, 1848) เจมส์ พูดได้ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส  1855 ครอบครัวย้ายมาอยู่ในยุโรป และเจมส์เข้าเรียนในโรงเรียนหลายแห่ง ทั้งที่เจนีวา, ปารีส และปัวลอง (Boulognesur Mer) เขามีความสนใจในการวาดรูปและวิทยาศาสตร์ 1858 ครอบครัวย้ายกลับมาอยู่บนเกาะโรดไอส์แลนด์ (Rhode Island) ในสหรัฐฯ  เจมส์ได้ไปฝึกเรียนวาดภาพกับวิลเลี่ยม ฮันต์ (William Morris Hunt) 1859 ย้ายกลับมาอยู่ในเจนีวา และเจมส์ได้เข้าเรียนที่สถาบันเจนีวา (Geneva Academy) แต่ว่าไม่นานเจมส์ก็ตัดสินใจเดินทางกลับสหรัฐฯ​เพราะต้องการเรียนวาดรูปต่อ 1861 เกิดสงครามในอเมริกา (American Civil War) …

0
Read More

Jules Cotard

ฌูลส์ โคตาร์ด (Jules Cotard) Cotard’s Syndrome โคตาร์ด เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1840 ในเมืองอิสเซาเด่น, อินเดร (Issoudun, Indre) ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นปาสเตอร์ในนิกายโปรเตสแตนต์  โคตาร์ดเข้าเรียนแพทย์ในปารีส และหลังจากจบออกมาได้ทำงานที่โรงพยาบาลปีตี-ซาลปิทริแยร์ (Pitié-Salpêtrière Hospital) ระหว่างนี้มีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นโลหิตในสมองแตก (cerebrovascular pathology) 1869 เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซีย (Franco-Prussian War) ทำให้หมอโคตาร์ดออกจากโรงพยาบาล เพื่อเข้าเป็นทหารและได้เป็นแพทย์ในสนามรบ 1871 มาทำงานอยู่ในคลีนิของหมอชาร์ล เลส์จ (Ernest-Charles Lasègue) ซึ่งที่นี่เขาได้ศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตหลายราย 1874 ย้ายมาอยู่ในเมืองแวนเวส (Vanves) 1882 หมอโคตาร์ดดูแลรักษาผู้ป่วยรายหนึ่ง เป็นหญิงวัย 43 ปี ซึ่งหมอโคตาร์ดบันทึกชื่อของเธอว่า นาง.X  (Mademoiselle X) นาง.X เชื่อว่า ตัวของเธอนั้นไม่มีอวัยวะเลย มีเพียงแต่กระดูกและผิวหนัง และเธอต้องการให้มีการเผาตัวเธอเองเสีย หมอโคตาร์ดอธิบายอาการของผู้ป่วยนี้ว่าเป็น “Walking Corpse Syndrome” ที่ผู้ป่วยมีความเชื่อว่าตัวเองตาย, ไม่มีวิญญาณ หรือเชื่อว่าสูญเสียอวัยวะบางส่วน ซึ่ง หมอโคตาร์ดจะรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี ECT (Electroconvulsive thereapy) มากกว่าการใช้ยา ภายหลังอาการของโรคทางจิตลักษณะนี้จึงถูกเรียกว่า Cotard’s Syndrome  1889 ลูกสาวของโคตาร์ดล้มป่วยเป็นโรคคอตีบ (diphtheria) ซึ่งหมอโคตาร์ดดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิดเป็นเวลากว่าสองอาาทิตย์ จนกระทั้งหมอติดเชื้อและล้มป่วยเสียเอง 19 สิงหาคม, โคตาร์ดเสียชีวิต

0
Read More

Jean Piaget

ฌอน เปียเชต์ (Jean Piaget) ผู้เขียน The Psychology of Intelligent , บุกเบิก cognitive developmental psychology และ genetic epistemology เปียเชต์ เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1896 ในนิวชาเตล, สวิสเซอร์แลนด์ (Neuchâtel, Swiss) พ่อของเขาชื่ออาร์เธอร์ (Arthur Piaget) เป็นชาวสวิส เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรม อยู่ที่มหาวิทยาลัยนิวชาเตล (University of Neuchâtel)  ส่วนแม่ชื่อรีเบคก้า (Rebecca Jackson) เป็นชาวฝรั่งเศส ตอนอายุ 11 ปี เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมนิวชาเตล (Neuchâtel Latin high schoool)  เปียเชต์สนใจเกี่ยวธรรมชาติและชีววิทยามาตั้งแต่เล็ก เขามีผลงานเขียนหลายชิ้นเกี่ยวกับสัตว์ อาทิ บทความเกี่ยวกับนกกระจอกเผือก (albino sparrow) และมีความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับสัตว์ในไฟลัมโมลลัส (mollusk) มาตั้งแต่ตอนอายุเพียง 15 ปี ผลงานเขียนเกี่ยวกับโมลลัสมากมายถูกตีพิมพ์ เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนิวชาเตล ทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ระหว่างนี้ได้มีโอกาสเข้าฟังการสัมมนาที่ มหาวิทยาลัยซูริช (University of Zurich) โดยจัง (Carl Jung) ทำให้เขาเกิดความสนใจเกี่ยวกับปรัชญาและจิตวิทยา เขามีผลงานเขียนบทความเกี่ยวกับจิตวิทยาออกมาสองชิ้นในช่วงนี้ 1918 จบปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ  จากมหาวิทยาลัยนิวชาเตล 1919 เปียเชต์ย้ายมาอยู่ในฝรั่งเศส และได้ทำงานเป็นครูที่โรงเรียนกร็องเจอแบลล์ (Grange-Aux-Belles Street…

0
Read More

Harry McGurk

แฮร์รี่ แม็คเจิร์ก (Harry McGurk) ผู้ค้นพบ McGurk effect แม็คเจิร์ก เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1936 ในกลาสโกว, สก็อตแลนด์ (Glasgow, Scotland) หลังจากเข้ารับการฝึกที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว (University of Glasgow) ได้ทำงานเป็นพนักงานศาลด้านกฏหมายอาญาในอีดินเบิร์ก (Edinburgh)  ไม่นานเขาแต่งงานกับเบตตี้ (Betty Hannah) หลังแต่งงาน เบตตี้ได้ถูกทางโบสถ์สก๊อตแลนด์ส่งไปทำงานในไนจีเรีย เพื่อให้ดูแลโรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นเวลาสองปี แม็คเจิร์กได้เดินทางไปด้วย หลังจากกลับจากไนจีเรีย แม็คเจิร์กได้รับทุนให้เข้าเรียนที่วิทยาลัยนิวแบ๊ตเทิ้ล (Newbattle College) แต่ว่าต่อมาได้ย้ายมาเรียนจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยสตราชไคลด์ (University of Stratchclyde) จนจบปริญญาเอก ระหว่างนี้เขาทำงานศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการการรับรู้ของเด็กทารก ต่อมาได้มาทำวิจัยที่ปริ้นตัน (Princeton University) ในสหรัฐฯ  และต่อมาได้มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (University of Surrey) ระหว่างนี้ แม็คเจิร์ก และผู้ช่วยของเขา ชื่อจอห์น แม็คโดนัล (John MacDonald) ทดลองศึกษาว่าเด็กทารกเรียนรู้การพูดได้อย่างไรในแต่ละช่วงวัยที่กำลังพัฒนา การทดลองของพวกเขา เช่น พวกเขาใช้วิธีบันทึกเสียงและภาพของแม่เด็กเอาไว้ และนำภาพไปของแม่เด็กและเสียงไปวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกัน   นอกจากนั้นพวกเขายังทดลองพากษ์เสียงคำว่า “ดา (da)” เข้าไปแทนเสียงของภาพที่พูดว่า “กา (ga)”  และเมื่อดูภาพรูปและเสียงที่ไม่ตรงกัน ปรากฏว่าคนฟังได้ยินเสียงเป็นอีกคำหนึ่งว่า “บา (ba)” ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า McGurk Effect 1976 แม็คเจิร์ก และแม็คโดนัล เขียนรายงานการค้นพบ McGurk Effect  ของเขาในเอกสารรายงาน…

0
Read More

Solomon Asch

โซโลม่อน แอสซ์ (Solomon Asch) Asch conformity experiments แอสซ์เมื่อวันที่ 14 กันยายน 1907 ในกรุงวอร์ซอว์ , โปแลนด์  ครอบครัวของเขาเป็นยิว 1920 ย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ ตอนอายุ 13 ปี โดยไปอาศัยอยู่ในย่านโลเวอร์อีสต์ไซด์ (Lower East Side) ของนิวยอร์ค  เขาเข้าเรียนเกรด 6 ที่โรงเรียน P.S. 147 เมื่อมาอยู่ในสหรัฐฯ​ ระยะแรกเขามีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ เขาจึงเรียนภาษาโดยอ่านงานเขียนของชาร์ล ดิคเค่นส์ (Charles Dickens) ต่อมาได้เข้าเรียนมัธยมที่ Townsend Harris High School  และหลังจากจบมัธยมได้เข้าเรียนที่ City College of New York เอกด้านวรรณกรรมและวิทยาศาสตร์ 1928 จบปริญญาตรี โดยได้วุฒิสาขาวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) 1930 จบปริญญาโท แต่งงานกับฟลอเรนซ์ มิลเลอร์ (Florence Miller)  พวกเขามีลูกด้วยกันหนึ่งคนชื่อปีเตอร์ (Peter, b.1937) 1932 จบปริญญาเอก ต่อมาได้เริ่มทำงานเป็นครูที่บรู๊คลิน คอลเลจ (Brooklyn College) จนเมื่อเกิดสงครามโลกในช่วงปี 40s  แอสซ์จึงได้สนใจศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของการโฆษณาชวนเชื่อของนาซี  1947 ย้ายมาสอนที่สวาร์ธมอร์ คอลเลจ (Swarthmore College) ในคณะจิตวิทยา ที่นี่เขาได้ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงหลายคนอย่าง วูล์ฟกัง…

0
Read More

Phineas Gage

ฟิเนียส เกจ (Phineas P. Gage) พนักงานก่อสร้างรางรถไฟ ที่ประสบอุบัติเหตุทำให้สมองส่วนหน้าเสียหาย เกจ เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 1823 ในกราฟตัน, รัฐนิวแฮมฟ์เชียร์ (Grafton Co., New Hapshire, USA) พ่อของเขาชื่อเจสซี่ (Jesse Eaton) และแม่ชื่อฮันนาห์ (Hannah Trussell) เกจเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมดห้าคน 1848 เกจ ในวัย 25 ปี ได้เป็นคนงานก่อสร้างรางรถไฟอยู่ในคาเวนดิช, เวอร์มอนต์ (Cavendish, Vermont) เขามีหน้าที่รับผิดชอบทีมระเบิดหินที่นำมาทำหมอนรางรถไฟ งานของเขาจะต้องมีการเจะรูเข้าไปในหิน จากั้นจะมีการใส่ดินระเบิด, ฉนวน, ทราย เข้าไปและใช้แท่งเหล็กทรงกระบอกอัดส่วนผสมให้แน่น 13 กันยายน, วันที่ประสบอุบัติเหตุ เวลาประมาณบ่ายสองครึ่ง เกจใช้แทงเหล็กในการอัดดินระเบิดเข้าไปในหลุม แต่ว่าแท่งเหล็กที่เข้าไช้อัดส่วนผสมได้ไปตีกับหินจนเกิดประกายไฟ แล้วทำให้ดินระเบิดเกิดระเบิดขึ้น แท่งเหล็กที่มีความยาว 43 นิ้ว น้ำหนัก 6 กิโลกรัม และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.25 นิ้ว ถูกแรงระเบิดทำให้กระเด็นมาแทงเข้าที่แก้มด้านซ้ายของเกจ แล้วผ่านเข้าไปในกระโหลกศรึษะแล้วทะลุออกมา เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเกจสูญเสียการมองเห็นของตาซ้ายไปทันที แต่ว่าเขายังมีสติดีอยู่ เพื่อของเขาได้พาเขาขึ้นในเกวียนโดยที่เกจนั่งพิงกับพนัก แล้วก็กลับเข้ามายังที่พักของเขาในคาเวนดิชอินน์ และได้นั่งรอจนกระทั้งแพทย์มาตรวจอาการของเขาในที่เกิดเหตุ ในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา หมอเอ็ดเวิร์ด วิลเลี่ยม (Dr. Edward Higginson Williams) เป็นแพทย์ที่เดินทางมาตรวจอาการของเกจในวันนั้น ซึ่งเมื่อมาถึงเกจได้กล่าวทักทายกับหมอว่า “นี่คงจะเป็นงานใหญ่พอสำหรับคน / Here is business enough for…

0
Read More

Thomas Nagel

โทมัส เนเกิ้ล (Thomas Nagel) What is it Like to Be a Bat? เนเกิ้ล เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม 1937 ในกรุงเบลเกรด, ยูโกสลาเวีย (Belgrade, Yugoslavia) ครอบครัวของเขาเป็นยิว พ่อของเขาชื่อวอลเตอร์ (Walter Nagel) และแม่ชื่อคาโรลิน (Carolyn Baer)  1958 จบปริญญาตรีจากคอร์เนลล์ (Cornelll Universtiy)  1960 จบปริญญาตรีด้านปรัชญาจากอ๊อกฟอร์ต (Universtiy of Oxford)  1963 จบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ด (Harvard Universtiy) หลังจากนั้นได้ทำงานสอนหนังสือที่เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley)  1966 ย้ายมาสอนที่พริ้นตัน (Princeton University)  1974 เนเกิ้ลเขียนบทความเรื่อง What is it Like to Be a Bat? ลงในนิตยสาร The Philosophical Review  สิ่งที่เขาพยายามชี้ให้เห็นคือการปฏิเสธแนวคิดของพวก reductionism (ผู้ที่คิดว่า mind (จิต) เป็นปรากฏการณ์ทางเคมีและฟิสิก)  เนเกิ้ลยกตัวอย่าง ค้างคาว ว่า เราสามารถจิตนาการว่าตัวเราเองเป็นค้างคาว โดยคิดว่าเรานอนห้อยหัว เดินทางโดยใช้ปีกบิน และค้นหาทิศทางด้วยคลื่นเสียง  และกินแมลงเป็นอาหาร แต่เนเกิ้ลก็ย้ำว่าเราไม่สามารถจิตนาการไปได้เกินกว่าความรู้หรือประสบการณ์ของตัวเราเอง เราไม่สามารถใช้ความคิดของตัวเอง…

0
Read More

Wolfgang Metzger

วูล์ฟกัง เมตซ์เกอร์ (Wolfgang Metzger) นักจิตวิเคราะห์เกสตัลต์ (Gestalt psychologist) ผู้เขียน The Developemnt of basic principles since the introduction of the experimental method และ Laws of Seeing  เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 1899 ในไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) เยอรมัน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารและได้รับบาดเจ็บจนตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น หลังจากสงคราม เขาสมัครเข้าเรียนในภาควิชาศิปศาสตร์และประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (University of Heidelberg) แต่ไม่นานได้ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน (University of Berlin) ที่ ม.เบอร์ลิน เมตซ์เกอร์เปลี่ยนมาเรียนด้านจิตวิทยา และวิชารองทางคณิตศาสตร์และฟิสิก เมตซ์เกอร์ ได้มีโอกาสเรียนจิตวิทยากับนักจิตวิทยาผู้บุกเบิกเกสตัลต์ในเยอรมันอย่าง โคห์เลอร์ (Wolfgang Kohler) , เคิร์ต เลวิน (Kurt Lewin) และแม็กซ์ เวอร์ธีเมอร์ (Max Wertheimer)  1926 จบปริญญาเอก หลังจากเรียนจบแล้วเขายังทำงานเป็นผู้ช่วยของโคห์เลอร์ต่อไป ในการศึกษาเกี่ยวกับ homogenous visual field (Ganzfeld ,นักวิจัยเกี่ยวกับ Ganzfeld อ้างว่าสามารถช่วยกระตุ้นให้สามารถใช้พลังจิต (ESP, extrasensory perception) อย่าง เทเลพาที (telepathy) ได้ )…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services such as google Analytics, Adsense, Amazon, Yandex Metrica, Facebook, Agoda.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!