Soviet

Andrei Gromyko

แอนเดรย โกรมีโก้ (Андрей Андреевич Громыко) รัฐมนตรีต่างประเทศโซเวียต 1957-1985 โกรมีโก้ เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม  1909 (5 กรกฏาคม OS) ในหมู่บ้านสตาเรียโกรมีกิ  (Starrya Gramyki) ในเบลารุส, จักรวรรดิรัสเซีย  ตามธรรมเนียมของคนในหมู่บ้านที่มักจะใช้ชื่อนามสกุลที่สัมพันธ์กับชื่อหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อสกุลโกรมีโก้ ตามชื่อหมู่บ้าน ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อของชื่อแอนเดรย (Angrei Matveyevich) ทำงานรับจ้างตามโรงงาน แต่เคยออกรบในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่น (Russia-Japanese war, 1904) ส่วนแม่ชื่อโอลก้า (Olga Javgenyevna) เป็นเกษตรกร  1914 เมื่อเยอรมันโจมตีรัสเซียในสงครามโลก ครั้งที่ 1 พ่อของเขาออกไปรบอีกครั้งหนึ่ง และได้กลับบ้านเมื่อเกิดการปฏิวัติและรัสเซียถอนตัวออกจากสงคราม 1917 เมื่อเกิดการปฏิวัติตุลาคมไม่นาน เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของยุวคอมมิวนิสต์  โกมิโก้เรียนหนังสือระดับประถมที่โรงเรียนเมืองโกเมล (Gomel)  และต่อย้ายมาเรียนในโรงเรียนเทคนิคที่เมืองโบริสอฟ (Borisov)  เมืองอุตสาหกรรมในเบลารุสเวลานั้น 1933 ย้ายมาอยู่ในมินส์ก (Minsk) และเข้าศึกษาต่อคณะเศรษฐศาสตร์การเกษตร ที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งมินส์ (Minsk Economic Institute) 1936 ย้ายมาอยู่ทางตะวันออกของมอสโคว์ เขาทำงานเป็นนักวิจัยให้กับ Soviet Academy of Sciences โดยโกมีโก้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ  ภรรยาของโกรมิโก้ชื่อลิเดีย (Lydia Dmitrievna Grinevich) เป็นลูกสาวของเกษตกรจากมินส์ก พวกเขามีลูกด้วยกันสองคนชื่ออนาโตลี (Anatoly) และ อีมิเลีย (Emilia) 1939 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกิจการเกี่ยวกับสหรัฐฯ ของกระทรวงการต่างประเทศ  1…

0
Read More

Pyoter Wrangel

ปีเตอร์ แวงเจล (Пётр Николаевич Врангель) หนึ่งในผู้นำกองทัพขาว แวงเจล เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 1878 ในเมืองมุกุไลอี, เขตกอฟโน่ (Mukuliai, Kovno Governorate)  ในจักรวรรดิรัสเซีย ปัจจุบันเป็นเมืองซาราไซ (Zarazai) ประเทศแลตเวีย พ่อของแวงเจล ชื่อ นิโคไลย์ (Nikolay Egorovich) เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของเหมืองทองคำ ตระกูลของเขามีเชื้อสายเยอรมันบอลติค เป็นตระกูลเก่าแก่ที่มักทำงานในในกองทัพต่างๆ ของยุโรป แวงเจล เป็นญาติห่างๆ กับเฟอร์ดินัน แวงเจล (Ferdiannd von Wrangel) นักเดินเรือสำรวจทวีปอาร์คติก 1896 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิครอสตอฟ (Rostov Technical High School) และเข้าเรียนต่อที่สถาบันวิศวกรรมเหมืองแร่ (Institute of Mining Engieering) ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 1901 จบวิศวกรรม และได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนทหารนิโคไล (Nikolaev Cavalry School)  1902 ออกจากกองทัพและได้เดินทางไปยังไซบีเรียเพื่อดูแลธุรกิจเหมืองของครอบครัว 1904 แวงเจลอาสาสมัครเข้าเป็นทหารอีกครั้งเมื่อเกิดสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับรัสเซีย โดยแวงเจลเข้าร่วมในกองทหารม้าของคอสแซ็คที่ 2 (2nd Regiment of Trans-Baikahl Cossack Corps) ที่ลำตระเวณบริเวณพื้นที่แถบไบคาล แวงเจลได้รับเหรีญรางวัล St. Anna และ St.Stanislav ชั้นที่ 3 เป็นการสดุดีในวีรกรรมของเขาในสงคราม 1906 เมื่อสงครามสิ้นสุดแวงเจลยังคงอยู่ในกองทัพต่อไป เขาถูกส่งตัวไปยังกองทหารประจำฟินแลนด์…

0
Read More

Sergei Tumansky

เซอร์เกย์ ตุแมนสกี้ (Сургей Константинович Туманский)  OKB-300 (Tumansky Design Bureau)  เซอร์เกย์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1901 (8 พฤษภาคม OS) ในกรุงมินส์ก (Minsk) ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียในขณะนั้น  1922 จบด้านเครื่องกลจากโรงเรียนเทคนิคทางทหารของกองทัพอากาศในกรุงเปโตรกราด (Petrograd military-technical school) 1931 จบจากสถาบันการบินซูคอฟสกี (Zhukovsky Air Force Engineering Academy) หลังจากนั้นได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยเครื่องยนต์อากาศยาน CIAM (www.ciam.ru) ช่วงปี 30s มีผลงานการออกแบบเครื่องยนต์อย่าง Tumansky M-87 ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็น M-88 ให้สามารถทำงานได้ในความสูงที่มากขึ้น ซึ่งนำไปใช้กับเครื่องบินอิล-4 (Ilyushin il-4) เครื่องบินทิ้งระเบิดของโซเวียตในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2  1941 เป็นผู้อำนวยการของสถาบันวิจัยการบิน LII (www.lii.ru) ในช่วงเวลานี้มีผลงานการสร้างเครื่องยนต์ R11-300 (Р11Ф-300) เป็นเครื่องยนต์ไอพ่นที่นำไปติดตั้งใช้กับเครื่องบิน MiG-21 บางลำ, เครื่อง Su-15 และ เครื่องบินสอดแนม Yak-25RV 1943 มาทำงานที่ OKB-300 โดยเป็นรองหัวหน้าฝ่ายออกแบบ 1945 ได้รับรางวัล USSR State Prize 1955 ได้ตำแหน่งผู้อำนวยการของ OKB-300 และเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบเครื่องยนต์ 1957 ได้รับรางวัล Hero…

0
Read More

Wolf Messing

วูล์ฟ เมสซิ่ง (Вольф Григорьевич Мессинг) เมสซิ่ง เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1899 ในหมู่บ้านโกรา กัลวาเรีย (Gora Galwaria) ทางตะวันออกของกรุงวอร์ซอว์, โปแลนด์ ซึ่งในขณะนั้นเมืองดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย  ครอบครัวของเขามีเชื้อสายยิว พ่อแม่ของเขาต้องการให้เขาเป็นครูสอนศาสนา แต่ว่าเมื่อโตขึ้นเขาได้ตัดสินใจขึ้นรถไฟหนีออกจากบ้าน โดยมุ่งหน้าไปยังเบอร์ลิน แต่ว่าเขาไม่มีเงินที่จะซื้อตั๋วรถไฟ เมื่อนายตรวจเดินมาเขาก็พยายามจะหลบอยู่ใต้เก้าอี้นั่ง แต่เขาก็ยังถูกจับได้อยู่ดี เมสซิ่งจึงได้ส่งเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ให้นายตรวจแทน ปรากฏว่านายตรวจต่อว่าเขาว่า “ในเมื่อมีตั๋วอยู่แล้ว จะหลบทำไม” นั่นทำให้เมสซิ่งรู้ว่าเขามีพลังพิเศษบางอย่างเป็นครั้งแรก เมื่อมาอยู่ในเบอร์ลินเขาทำงานรับจ้างจิปาทะเพื่อประทังชีวิต จนกระทั้งเมื่อได้งานในคณะละครสัตว์โดยเขาทำการแสดงเป็นผู้วิเศษที่มีอำนาจในการอ่านจิต ทำนายอนาคต  เมสซิ่งอ้างว่าได้มีโอกาสพบกับไอสไตน์ (Alber Einstein) และฟรอย์ด (Sigmund Freud) ระหว่างที่พวกเขาอยู่ในเวียนนา  นอกจากนั้นยังเคยพบกับคานธี (Mahatma Gandhi) ด้วย ช่วงปี 1930s เมื่อฮิตเลอร์มีอำนาจในเยอรมัน เมสซิ่งจึงได้เดินทางกลับโปแลนด์ เมสซิ่งได้ทำนายเกี่ยวกับฮิตเลอร์เอาไว้ว่า “ถ้าเขาทำสงครามกับตะวันออก ฮิตเลอร์จะต้องตาย” ซึ่งคำทำนายนี้ทำให้เมสซิ่งถูกนาซีตั้งค่าหัวเป็นเงิน 200,000 มาร์ก จนเมื่อนาซียึดโปแลนด์แล้ว เมสซิ่งได้ถูกเกสตาโปจับกุมตัว 1939 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้น เขาได้หนีมายังสหภาพโซเวียต โดยบางคนเชื่อว่าเขาใช้พลังพิเศษทำให้หลบหนีออกมาจากคุกของนาซีได้  ในโซเวียต เมสซิ่งเริ่มแสดงความสามารถในการอ่านจิต แต่ว่าขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทีมโฆษณาชวนเชื่อ และต่อมาได้ทำงานเป็นนักเวทมนต์อยู่ในคณะละครสัตว์ พ่อและพี่น้องของเขาเสียชีวิตไปในช่วงสงครามโลกนี้ภายในค่ายกักกันในวอร์ซอร์ 1940s เล่ากันว่าเขามีโอกาสได้พบกับสตาลิน และสตาลินได้ทดสอบเขา โดยให้เขาเดินเข้าไปเอาเงินในธนาคารออกมา 1 แสนรูเบิ้ล โดยที่เขาไม่มีบัญชีอยู่ในธนาคารนั้นเลย แต่ปรากฏว่าพนักงานกับให้เงินเขาออกมา หลังจากนั้นเมสซิ่งได้ร่วมทำงานกับ NKVD (ตำรวจ)  1943 เขามาอาศัยอยู่ในเมืองโนโวซิเบิร์ก  ภรรยาของเขาชื่อไอด้า…

0
Read More

Rudolf Abel

รูดอล์ฟ เอเบล (Rudolf Abel, Рудолья Иванович Абель)     สายลับ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 1903 ใน อังกฤษ (Newcastle-upon-Tyne) ชื่อจริงคือ วิลเลี่ยม ฟิชเชอร์ (William Genrikhovich Fisher, Вильям Генрихович Фишер) พ่อของเขาชื่อเฮนริช (Heinrich Fisher) ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์เชื้อสายเยอรมันจากรัสเซีย เฮนริชเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติต่อต้านซาร์ จนต้องหนีออกจากรัสเซียมาอยู่ในอังกฤษตั้งแต่ปี 1901 เขาเริ่มเรียนหนังสือในสก๊อตแลนด์ โดยสามารถพูดได้ถึงหกภาษา ได้แก่ รัสเซีย, ยิดดิช, เยอรมัน, โปแลนด์, อังกฤษ  1920 ครอบครัวของเขาย้ายกลับมาอยู่ในสหภาพโซเวียต เขาเริ่มทำงานเป็นพนักงานแปลให้กับองค์การโคมินเทิร์น ก่อนที่ต่อมาจะสมัครเข้าเรียนในสถาบันศิลปะมอสโคว์ (VHUTEMAS) 1924 สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ และถูกส่งไปอยู่ในหน่วยงานเกี่ยวกับวิทยุ 1927 7 เมษายน, แต่งานกับเยเลน่า เลเบเดว่า (Elena Lebedeva) นักดนตรีฮาร์ฟ  พวกเขามีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อเยเวลีน (Evelyn, b.1929) ปีนี้ได้เข้าทำงานศูนย์วิจัยด้านวิทยุของ OGPU และถูกส่งไปทำงานในหลายประเทศในยุโรปโดยใช้งานวิทยุบังหน้า  1938 ถูกปลดจากตำแหน่งใน NKVD ในสมัยของเบเรีย (Beria)  1940s ช่วงสงครามโลก ถูกส่งไปหาข้อมูลในแนวรบด้านเยอรมัน 1946 กลับเข้ามาทำงานกับ KGB  1947 เดินทางเข้าฝรั่งเศสอย่างผิดกฏหมาย โดยใช้พาสสปอร์ตชื่อแอนดริว กาโยติส (Andrew Kayotis)…

0
Read More

Viktor Belenko

วิคเตอร์ เบเลนโก้ (Виктор Иванович Беленко) นักบินโซเวียต นำเครื่อง MiG-25 หนีไปญี่ปุ่น เขาเกิดในครอบครัวของชนชั้นแรงงานในเมืองนาลชิก (Nalchik) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1947  1965 สำเร็จชั่นมัธยมโดยมีผลการเรียนดี และได้รับรางวัลเหรียญเงิน หลังจากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนแพทย์เมืองโอมส์ก (Omsk medical school) ซึ่งระหว่างเรียนได้สมัครเข้าชมรมการบิน DOSAAF 1967 เข้าเรียนที่โรงเรียนการบินทหารในเมืองอาร์มาเวียร์ (Armavir Higher Military Aviation School) 1971 สำเร็จการศึกษา และได้เข้าเป็นครูฝึกนักบินที่โรงเรียนการบินในสตาฟโรโพล (Stavropol Higher Military Aviation School) ต่อมาได้ถูกส่งให้มาประจำการในฐานทัพอากาศ กองบิน 11 ใกล้กับเมืองวลาดิวอสต๊อก   1976 วันจันทร์ 6 กันยายน, เบเลนโก้ นำเครื่องบิน MiG-25 หมายเลข  31 ออกจากสนามชินชุเกียฟก้า (Chuguevka airport) ไปยังฮอคไกโด และลงจอดที่สนามบินคาโคดาเตะ (Khakhodate airport) ของญี่ปุ่น เพื่อขอลี้ภัย สหรัฐอเมริกาอาศััยโอกาสนี้เข้ามาตรวจสอบเครื่อง ​MiG-25 เครื่องบินของโซเวียตถูกถอดเป็นชิ้นเพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด  พฤศจิกายน, ญี่ปุ่นส่งคืนเครื่องบินที่ถูกแยกชิ้นส่วนให้กับโซเวียต เครื่องบินถูกประกอบขึ้นใหม่แต่ว่าไม่ได้นำไปบิน แต่ไปจัดแสดงไว้ที่สถาบันทหารดัวกาฟพิลส์ (Daugavpils Military Aviation School) ในลัตเวีย เบเลนโก้นั้นยื่นขอลี้ภัยไปสหรัฐฯ ซึ่งต่อมาเข้าได้งานทำในเป็นครูฝึกนักบิน แต่งงานกับชาวอเมริกาและมีลูกด้วยกันสามคน  เบเลนโก้ ให้สัมภาษณ์ว่าเมื่อเขามาอยู่สหรัฐฯ เขาประทับใจกับห้างสรรพสินค้า ที่ใหญ่ โอ่อ่า และมีอาหารกระป๋องที่อร่อยมากมายให้เลือก…

0
Read More

Fanni Kaplan

แฟนนิ คาแปลน (Фанни Ефимовна Каплан) ผู้พยายามสังหารเลนิน เธอเกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1890 โดยมีชื่อจริงว่าไฟก้า (Feiga Haimovna Roytblat, Фейга Хаимовна Ройтблат-Каплан) ครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกรที่ยากจนในยูเครน  เมื่อตอนเป็นวัยรุ่นคาแปลนได้ร่วมกลุ่มกับผู้มีแนวคิดปฏิวัติ  1906 ระหว่างอยู่ในเคียฟ เธอถูกจับในข้อหาก่อการร้าย เธอพยายามจะสังหารนายพลสุโคมลินอฟ (Kiev Governor-General Sukhomlinov) ผู้ว่าของเคียฟ  เธอถูกตัดสินให้ไปใช้แรงงานในค่ายแรงงานที่เมืองกาตอร์ก้า (Katorga) ไซบีเรีย ซึ่งระหว่างอยู่ในค่ายแรงงานนี้เธอสูญเสียการมองเห็นจนเกือบจะตาบอด 1917 3 มีนาคม​, ได้รับการปล่อยตัวหลังการปฏิวัติกุมภาพันธ์  หลังจากนั้นเธอได้รับการผ่าตัดรักษาดวงตา ทำให้กลับมามองเห็นได้ดีขึ้นแม้จะไม่เป็นปกติ  30 สิงหาคม, เลนิน (Vladimir Lenin) เดินทางไปปราศรัยที่โรงงานมิเชลสัน (Michelson Factory) ในมอสโคว์ ซึ่งเมื่อเลนินกำลังจะกลับ เขาเดินมาที่รถ และได้ยินเสียงคาแปลนเรียก เมื่อเลนินหันมา เธอก็ยิงปืนใส่ที่ตัวเลนิน 3 นัด โดยปืนเบรานิ่ง (Browning, no.150489) โดยกระสุนสองนัดเข้าที่คอและไหล่ แต่อีกนัดหนึ่งผ่านทะลุเสื้อโค๊ทไป  เลนินถูกพาตัวกลับมาที่เครมลิน  คาแปลนให้เหตุผลที่ต้องการสังหารเลนินว่าเป็นเพราะเธอไม่เห็นด้วยที่เลนินและบอลเชวิค พยายามจะยกเลิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) 1918 3 กันยายน, ถูกประหารชีวิตโดยการยิงที่ท้ายทอย โดยผู้ยิงคือปาเวล มาลคอฟ (Pavel Malkov) ร่างของเธอถูกนำใส่ถังน้ำมันและเผาข้างกำแพงเครมลิน   (แต่บางเวอร์ชั่นเล่าว่าเธอถูกส่งไปจำคุกที่โตบอลส์ก (Tobolsk) และถูกประหารที่นั่น , แต่บ้างบอกว่าเธอแค่ถูกจำคุกและเสียชีวิตในปี 1936)  

0
Read More

Maris Liepa

มาริส ไลป้า (Марис-Рудольф Здуардович Лиепа) ไลป้าเกิดเมื่อวันที่  27 กรกฏาคาม 1936 ในริก้า, แล็ตเวีย (Riga, Latvia) สหภาพโซเวียต เขาเป็นลูกคนที่สองของครอบครัว พ่อของเขาชื่อเอ็ดเวิร์ด  (Edward Liepa) เคยเป็นนักร้องโอเปล่า และต่อมาต้องเปลี่ยนมาทำงานเบื้องหลังเวทีให้กับโรงละครแห่งชาติแล็ตเวีย (Latvian Natinonal Opera) เพราะว่าน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป แม่นั้นชื่อลิลี (Lily) ตอนแรกแม่ของลีป้าต้องการให้ลูกชายเรียนแพทย์ แต่ว่าเขามีสุขภาพไม่ดีตั้งแต่ตอนเล็ก ทำให้เขาไปฝึกโอเปล่า ที่โรงเรียนสอนการเต้นรำริก้า (Riga choreographing School)เพื่อสุขภาพ ลิป้าจึงมีผลงานร่วมการแสดงของคณะโอเปล่าเยาวชนตั้งแต่อายุราว 13 ปีหลายเรื่อง อย่างเช่น Krakowiak, Don Quixote, Romeo and Juliet 1950 ร่วมประชุมสัมนาของสหภาพโรงเรียนสอนการเต้นรำ (All-Union Conference of Choreographic School) ที่จัดขึ้นในมอสโคว์ ซึ่งทำให้เขาถูกจดจำได้จากการแสดงภายในงาน 1953 ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสอนการเต้นรำมอสโคว์ (Moscow choreographing School) ตามคำเชิญของนิโคไล ตาราซอฟ (Nikolai Tarasov) 1955 สำเร็จการศึกษา pas de deux (Don Quixote) หลังจากนั้นเขากลับไปแสดงในริก้าและเข้าทำงานกับคณะบัลเลย์แล๊ตเวีย (Latvian Opera and Ballet Theatre) ซึ่งในช่วงปลายปีคณะบัลเลต์ได้ไปเปิดการแสดงในมอสโคว์ จนทำให้ลีป้าถูกเชิญให้เข้าทำงานกับคณะของสตานิสลาฟสกี, เนมิโรวิช-แดนเชนโก้ (Moscow Stanislavsky and Nemirovich-Danchenko Theater) 1956…

0
Read More

Andrey Sakharov

อันเดรย์ ชาคารอฟ (Андрей Дмитриевич Сахаров) โนเบลสันติภาพ ปี 1975 เกิดในมอสโคว์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1921 พ่อชื่อดมิทรี (Dmitri Ivanovich Sakharov) ทำอาชีพเป็นครูสอนฟิสิกและสอนเปียโน  และแม่ชื่อเยคาเธอริน่า (Yekaterina Alekseyevna Sakharova)  1938 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์ ในคณะฟิสิก ซึ่งระหว่างที่เรียนอยู่เขาได้รับเกรดซี จากอิกอร์ เทมม์ (Igor Tamm) อาจารย์ของเขา ในการอธิบายทฤษฏีสัมพันธภาพของไอสไตน์  1941 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นักศึกษาถูกอพยพไปยังเติร์กเมนิสถาน และเขาก็เรียนจบระหว่างอยู่ที่นั้น  หลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานที่ห้องทดลองในเมืองอูลยานอฟส์ก (Ulyanovsk)  1943 แต่งงานกับคลาฟเดีย วิไคเรว่า  (Klavdia Alekseyevna Vikhireva) ทั้งคู่มีลูกด้วยกันสามคน 1945 กลับมามอสโคว์หลังจากสงครามยุติ และเข้าเรียนที่สถาบันฟิสิกเลเบเดฟ (Lebedev Physical Institute) 1947 ได้รับปริญญาเอก และช่วงนี้ได้เข้าร่วมทำงานกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียต ซึ่งโครงการนิวเคลียร์ของโซเวียตอยู่ภายใต้การนำของเคอร์ชาตอฟ (Igor Kurchatov) และเทมม์  1949 29 สิงหาคม, โซเวียตประสบความสำเร็จในการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ RDS-1 (First Lightning, USA Joe-1) เป็นระเบิดนิวเคลียร์แบบฟิสชั่น (Fission) 1950 ชาคารอฟเริ่มมีแนวคิดการพัฒนาระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งแนวคิดของเขารู้จักกันในชื่อ Third Idea ในโซเวียต ในขณะที่ซึกสหรัฐก็มีพัฒนาคล้ายๆ กันตามแบบของ Teller-Ulam design ที่ออกแบบโดย ดร.เอ็ดเวิร์ด เทลเลอร์ (Edward Teller) และ…

0
Read More

Konstantin Rokossovsky

คอนสแตนติน โรกอสซอฟสกี (Константин Рокоссовский) เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 1896 ในเมืองเวลิกี ลูกิ (Velikie Luki) เมืองเล็กๆ ในพัสคอฟ (Pskov) พ่อของเขาชื่อโจเซฟ (Joseph Rokossowski) เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการก่อสร้างทางรถไฟ  มีเชื้อสายโปแลนด์  ส่วนแม่ชื่อ แอนโตนิน่า (Antonina) ชาวเบลารุส มีอาชีพเป็นครู  พื้นเพเป็นคนเบลารุส  หลังจากที่เขาเกิดมาไม่นานครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ในวอร์ซอร์ โปแลนด์  1902 เมื่ออายุได้ 5 ปี พ่อของเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุระหว่างทำงาน  ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่ลำบากลง และโรกอสซอฟสกีต้องออกจากโรงเรียนซึ่งขณะนั้นเขาเรียนอยู่แค่เกรด 4 แต่ต้องออกมาเพื่อทำงาน 1911 แม่ของเขาเสียชีวิต ทำให้เขาต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูน้องสาวชื่อเฮเลน่า (Helena) เพียงลำพัง 1914 เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 เขาจึงได้สมัครเข้าเป็นทหาร ได้ประจำการณ์ในหน่วยทหารม้าที่ 5 (5th Kargopol Dragoon Regiment, Cavalry Division of 12th  Army) โดยถูกส่งไปรบด้านตะวันตกติดกับโปแลนด์  ซึ่งเขาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในทหารและมีความเป็นผู้นำสูง เมื่อสิ้นสุดสงครามเขาได้รับเหรียญเซนต์จอร์จ ชั้นที่  4(4th Class, Cross of St. George) เป็นรางวัลในวีรกรรม  1917 หลังการปฏิวัติตุลาคมและเข้าเป็นทหารของกองทัพแดง และมีบทบาทในการรบกับกองทัพขาว โดยเฉพาะการเอาชนะกองทัพที่นำโดยอเล็กซานเดอร์ โกลแช็ก (Alexander Kolchak)  1919  มีนาคม, เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์  1921 เป็นผู้บังคับหน่วยทหารม้าที่ 35 (35th Independent Calvary…

0
Read More

Warning ⚠️ This website has cookies which come from Third-party services such as google Analytics, Adsense, Amazon, Yandex Metrica, Facebook, Agoda.

 

Yandex.Metrica
Don`t copy text!