แอ๊บบา โคฟเนอร์ (Abba Kovner, אבא קובנר)

ผู้ก่อตั้ง Nakam กลุ่มก่อการร้ายชาวยิว ที่ตั้งใจจะล้างแค้นนาซีเยอรมัน

โคฟเนอร์ เกิดวันที่ 14 มีนาคม 1918 ในแอ็ชเมียนี่ (Ashmyany) ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ปัจจุบันอยู่ในเบลารุส  พ่อของเขาเป็นพ่อค้าหนังสัตว์ชื่อมิเคลเลวิช (Mikhelevich Kovner) ส่วนแม่ชื่อโรเชล หรือโรซ่า (Rochel Taubman) โคฟเนอร์เป็นลูกคนกลางในพี่น้องผุ้ชายทั้งหมดสามคน 

1927 ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่กรุงวิลเนียส (Vilnius) เมืองหลวงของลิทัวเนียในปัจจุบันแต่ในเวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์  ซึ่งวิลเนียสห่างจากแอ๊ชเมียนี่ไปเพียง 50 กิโลเมตร โดยพ่อของเขามาเปิดร้านขายของ

ที่วิลเนียสนี้โคฟเนอร์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนของยิว และได้ศึกษาภาษาฮิบรูและวิชาด้านศิลปะศาสตร์

ระหว่างเรียนโคฟเนอร์ยังได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม Hashomer Hatzair (השומר הצעיר

, “The Young Guard” ) ซึ่งเป็นกลุ่มยุวชนยิวที่นิยมลัทธิสังคมนิยม โคฟเนอร์นั้นเป็นญาติกับแมร์ วิลเนอร์ (Meir Vilner) ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของอิสราเอล

1939 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสเตฟาน บาโทรี่ (University of Stefan Batory) ในคณะศิลปศาสตร์

1941 มิถุนายน, เยอรมันบุกสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่นานโคฟเนอร์ก็ถูกจับ และเขาถูกนำไปไว้ในวิลน่าเก็ตโต้ (Vilna Ghetto) ซึ่งเป็นเขตควบคุมชาวยิว ที่เยอรมันตั้งขึ้นมากรุงวิลเนียส

ระหว่างถูกกักบริเวณอยู่ในวิลน่าเก็ตโต้ โคฟเนอร์ได้ร่วมกับ อิตซิก ไวเตนเบิร์ก (Itzik Witenberg) โจเซฟ แกล็ซแมน (Joseph Glazman) อเล็กซานเดอร์ โบเกน (Alexander Bogen) ในการก่อตั้ง United Partisan Organization (FPO, Fareynikte Partizaner Organizatsye, פֿאַראײניקטע פּאַרטיזאַנער אָרגאַניזאַציע) ขึ้นมา ซึ่ง FPO เป็นกลุ่มติดอาวุธใต้ดินของชาวยิวกลุ่มแรกที่ตั้งขึ้นมาภายในเก็ตโต้เพื่อต่อต้านนาซีเยอรมัน ซึ่งในตอนแรกไวเตนเบิร์กเป็นผู้นำของ FPO ก่อนที่โคฟเนอร์จะได้ตำแหน่งผู้นำในปี 1943 ซึ่งตอนที่โคฟเนอร์มาเป็นผู้นำ FPO เขายังเป็นผู้นำของกลุ่ม Nokmim ( “Avengers” ) ซึ่งตั้งขึ้นมาบริเวณป่าใกล้กับวิลน่า เพื่อทำสงครามกองโจร จะคอยดักสังหารชาวเยอรมันและใครก็ตามที่ให้การสนับสนุน

1942 โคฟเนอร์ เขียนคำประกาศเจตจำนงค์ “Let us not go like lambs to the slaughter” ซึ่งเป็นคำแถลงที่พยายามจะโน้มน้าวชาวยิวในเมืองให้จับอาวุธขึ้นสู้กับนาซีเยอรมัน เขาเตือนว่าฮิตเลอร์มีแผนที่จะสังหารชาวยิวในยุโรป

1944 กรกฏาคม, วิลน่าเก็ตโต้ ได้รับการปลดปล่อยโดยกองทัพแดงของสหภาพโซเวียต

หลังจากนั้นโคฟเนอร์ได้ร่วมก่อตั้ง Berihah movement (בריחה, “escape” ) ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนใต้ดินที่ช่วยอพยพชาวยิวที่รอดตายให้ย้ายไปอยู่ในดินแดนบริติชปาเลสไตน์ (British Palestine) ซึ่งใช้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลในเวลาต่อมา

1945 โคฟเนอร์ ก่อตั้ง Nakam (נקם, ‘Revenge’) เพื่อล้างแค้นให้กับชาวยิวที่เสียชีวิตไปในสงครามโลก กว่า 6  ล้านคน หลังจากที่เขาได้เดินทางไปดูค่ายกักกันมาจดาเน็ค (Majdanek extermination camp) ในโปแลนด์และยังได้พบกับชาวยิวที่รอดชีวิตจากค่อยอ๊อซวิตซ์ (Auschwitz) ในโรมันเนีย โดย Nakam มีสมาชิกราว 50 คนซึ่งเป็นชาวยิว โดยพวกเขามีแผน 2 แผน คือ Plan A มีเป้าหมายที่จะสังหารชาวเยอรมันจำนวนมาก โดยการวางยาพิษลงในระบบผลิตน้ำประปา ในขณะที่ Plan B เป็นแผนที่จะสังหารเจ้าหน้าที่ SS ซึ่งขณะนี้ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรจับขังเอาไว้ 

Nakam สามารถรวบรวมเงินสนับสนุนจำนวนมาก มาจากกลุ่ม Hashomer Hatzair (the Young Guard) ซึ่งเป็นกลุ่มยุวชนยิวชาตินิยมที่นิยมสังคมนิยม ก่อตั้งมาตั้งแต่ 1913 ในออสเตรีย-ฮังการี นอกจากนั้นยังสามารถรวบรวมเงินจากผู้ที่สงสารชะตากรรมของชาวยิว

ในขณะที่สมาชิกของ Nakam เริ่มทำตามแผน สมาชิกจำนวนหนึ่งถูกส่งเป็นสายเข้าไปทำงานในโรงงานผลิตน้ำประปา ขณะที่โคฟเนอร์เองนั้นเดินทางมาอิสราเอล เพื่อที่จะหาซื้อสารพิษที่เหมาะสม ซึ่งโคฟเนอร์อ้างว่าเขาได้พูดคุยกับ เชียม ไวน์แมนน์ (Chaim Weizmann) นักเคมีเชื้อสายยิวชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นประธานของไซออนิสต์ (Zionist Oragnization) และต่อมาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอล ซึ่งจากคำบอกเล่าของโคฟเนอร์นั้น ไวน์แมนน์ สนับสนุน Plan B ซึ่งไวน์แมนน์ได้แนะนำให้โคฟเนอร์ไปหาเอิร์ส เบิร์กแมนน์ (Ernst Bergmanm) นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเบริ์กแมนน์ ได้มอบหน้าที่การหาสารพิษให้กับ อีฟาเรียม แคทเซอร์ (Ephraim Katzir, เขาเป็น ปธน.อิสราเอลในภายหลังเช่นกัน)

โคฟเนอร์ ถูกจับขณะที่โดยสารเรือของอังกฤษเพื่อกลับยุโรป โดยที่เขาทำลายสารพิษที่เป็นหลักฐานทิ้งด้วยการโยนลงทะเล แต่สุดท้ายโคฟเนอร์ถูกจับขังคุกหลายเดือนในกรุงไคโร และ Plan A  ก็ถูกยกเลิกไป

1946 13 เมษายน, สมาชิกของ Nakam ได้แฝงตัวเข้าไปในโรงงานทำขนมปัง ซึ่งเป็นโรงงานที่ส่งขนมปังให้กับค่ายกักกัน แลงวาสเซอร์.(Langwasser internment camp) ใกล้กับนูเร็มเบิร์ก (Nuremberg)  พวกเขาผสมสารหนูเข้ากลับขนมปัง ซึ่งปรากฏว่ามีนักโทษเยอรมันที่กินขนมปังเข้าไปล้มป่วยกว่า 2,200 คน แต่ว่าไม่มีใครเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 

โคฟเนอร์เมื่อออกจากคุกในอียิปต์ เขากลับมาอิสราเอลเขาแต่งงานกับวิตก้า เคมป์เนอร์ (Vitka Kempner) และอาศัยอยู่ในเขตกสิกรรมรวมอิน นาโฮเร็ช  (Kibbutz Ein HaHoresh) และเข้าร่วมกับฮากานาห์ (Haganah) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งติดอาวุธของอิสราเอล 

1948 เมื่ออิสราเอลประกาศตั้งประเทศ โคฟเนอร์ก็เข้าไปทหารในกองทัพอิสราเอล 

1970 ได้รับรางวัล “Israel Prize” สาขาวรรณกรรม

1987 22 กันยายน, เสียชีวิตในวัย 69 ปี จากโรคมะเร็ง