ยาคอฟ เซียร์เบอร์ยานสกี้ (Яков Исаакович Серебрянский)

สายลับ ผู้สร้างเครื่อข่าย Uncle Yasha’s group

ยาคอฟ เกิดวันที่ 29 พฤศจิกายน 1891 ในมินส์ก (Minsk) ครอบครัวของเขาเป็นยิวที่มีฐานะยากจน พ่อมมีชื่อว่าไอแซ็ค (Isaac หรือ Itska Serebryansky) ทำงานเป็นเสมียรอยู่ในโรงงานน้ำตาล 

1908 จบมัธยม ซึ่งระหว่างเรียนเขาได้เป็นสมาชิกของกลุ่ม Revolutionaries Maximalists (Союз социалистов-революционеров-максималистов) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง ที่ถูกขับออกจากพรรค SRs (Socialist-Revolutionaries Party) ตั้งแต่ปี 1906

1909 ยาคอฟถูกจับเพราะถูกต้องสงสัยว่ามีส่วนในการสังหารผู้คุมเรือนจำในมินส์ก และยังครอบครองเอกสารที่ทางการสังห้าม  ทำให้เขาต้องติดคุกเปผ็นเวลาหนึ่งปี 

หลังจากออกจากคุกแล้ว เขาก็ไปทำงานอยู่ในเมืองวิเต็บส์ก (Vitebsk) โดยเป็นช่างอยู่ในโรงงานไฟฟ้า 

1912 ถูกเกณฑ์เป็นทหาร โดยส่งไปอยู่ในหน่วยทหารราบที่ 122 ตามบอฟ (122nd Tambov regiment) ในเมืองคาร์เคียฟ (Kharkiv) 

1914 ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1 เขาถูกส่งไปรบในแนวรบด้านตะวันตก กับหน่วย 105 โอเรนเบิร์ก (105th Orenburg regiment)  ซึ่งทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างที่รัสเซียพยายามจะบุกเข้าไปในตะวันออกของปรัสเซีย  ยาคอฟถูกส่งตัวเข้าไปรักษาพยายามบาล และหลังจากรักษาตัวจนหายแล้ว เขาก็ถูกปลดออกจากกองทัพ

1915 ไปทำงานเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องขุดเจาะน้ำมันในเมืองบากู (Baku)

1917 หลังการปฏิวัติกุมภาพันธ์ (February revolution) ในรัสเซีย ยาคอฟได้เคลื่อนไหวไปกับกลุ่มสมาชิกของพรรค SRs ในท้องถิ่นในเมืองบากู  และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาของเมือง ซึ่งเขาได้ถูกตั้งเป็นกรรมาธิการดูแลด้านอาหาร

1918 เป็นตัวแทนเขาร่วมกับการะประชุมสภาโซเวียตในคอเคซันเหนือ ครั้งที่ 1 (1st Congress of Soviets of the North Causasus)

ต่อมาเมืองบากูตกอยู่กับฝ่ายของโซเวียต ซึ่งยาคอฟไม่เห็นด้วย ทำให้เขาหนีไปยังเมืองรัสห์ (Rasht) ในอิหร่าน

1920 มีร์ซ่า ข่าน (Mirza Koochak Khan) ได้ประกาศตั้งสาธารณรัฐกิลัน (the Gilan Republic ~ Persian Socialist Soviet Republic) ขึ้นมา โดยที่มีเมืองรัสห์เป็นเมืองหลวง โดยได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต

ยาคอฟซึ่งขณะอยู่ในรัสห์ ก็ได้ทำงานให้กับยาคอฟ บลัมกิ้น (Yakov Blumkin) รัฐมนตรีต่างประเทศของโซเวียต ซึ่งเป็นสมาชิกพรรค SRs บลัมกิ้นนั้นถูกส่งมาที่รัสห์ เพื่อที่จะล้มข่านมีร์ซ่า และตั้งข่านเอห์ซานุลเลาห์ (Khan Ehsanullah) ขึ้นมาแทน  ยาคอฟช่วยบลัมกิ้นในการตั้งหน่วยรบพิเศษของกองทัพแดงในอิหร่ายขึ้นมาเพื่อการณ์นี้ แต่ว่าไม่นานเขาก็ถูกส่งตัวไปมอสโคว์

สิงหาคฒ, ยาคอฟเข้าทำงานกับหน่วยเชก้า (Cheka) ในมอสโคว์ 

1921 ธันวาคม, ถูกหน่วยเชก้าเองเข้าจับกุมตัว และขังไว้ในคุกกว่า 4 เดือน หลังจากได้รับการปล่อยตัวก็ออกมาทำงานให้กับมอสโวตอฟทรัสต์ (Moskvotop trust)

1923 ถูกจับอีกครั้งในข้อหาว่าติดสินบนเจ้าพนักงาน แต่ว่าหลังการสอบสวนก็ได้รับการปล่อยตัว

หลังจากนั้นยาคอฟได้กลับไปทำงานให้บลัมกิ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยยาคอฟถูกส่งไปยังเมืองจัฟฟา (Jaffa) ในปาเลสไตน์ เพื่อหาข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของอังกฤษและฝรั่งเศสในตะวันออกกลาง 

ซึ่งระหว่างอยู่ในปาเลสไตน์นี้เองที่เขาตั้ง Uncle Yasha’s group ขึ้นมา เพื่อหาข่าวและแทรกซึมเข้าไปกลุ่มต่างๆ ในตะวันออกกลาง 

1924 โปลิน่า นาตานอฟน่า (Polina Natanovna) ได้เข้าเป็นสมาชิกของ Uncle Yasha’s group ซึ่งโปลิน่า ต่อมาได้เป็นภรรยาของยาคอฟ 

1925 เข้าไปเคลื่อนไหวอยู่ในเบลเยี่ยม 

1927 กลับมายังมอสโคว์ และได้เป็นสมาขิกของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต 

1929 มามอสโคว์อีกครั้ง โดยได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าของหน่วย 1 ของ INO OGPU  ซึ่งขึ้นตรงกับผู้บัญชาการของ OGPU  วยาเชสลาฟ  เมนซินสกี้ (Vyacheslav Menzhinsky) 

1930 กลุ่ม Uncle Yasha’s group พยายามสังหาร อเล็กซานเดอร์ คุเตปอฟ (Alexander Kutepov) ผู้บัชญาการของ ROVS (Russia All-Military Union) ซึ่งเป็นกองกำลังของกองทัพขาว (Whire Army) นอกรัสเซีย เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือกับทหารรัสเซียที่ต่อต้านบอลเชวิคจากนอกสหภาพโซเวียต  โดยในการณ์นี้ยาคอฟได้เดินทางมาฝรั่งเศสเพื่อควบคุมปฏิบัติการณ์เอง

26 มกราคม, คุเตบอฟ ถูกสมาชิกของ Uncle Yasha’s group ลักพาตัวขึ้นรถ แต่ระหว่างนั้นมีผู้นิยมคอมมิวนิสต์ชาวฝรั่งเศส มัวไรซ์ โฮเนล (Mauric Honel) ซึ่งปลอมตัวเป็นตำรวจ ได้ใช้ส้อมแทงที่หลังของคุเตบอฟ จนเขาเสียชีวิต 

30 มีนาคม, ยาคอฟได้รับรางวัล Order of the Red banner จากการสังหารคุเตบอฟ

1931 ยาคอฟ ถูกจับตัวระหว่างที่อยู่ในโรมาเนีย แต่ว่าไม่นานก็ได้รับการปล่อยตัว

1932 เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสษ  

1934 อยู่ในปารีส

กรกฏาคม, ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยพิเศษ SGON (Special Group for Speacial Purposes) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด NKVD อีกทีหนึ่ง 

1935 เดินทางไปจีนและญี่ปุ่น 

1936 ในข่วงสงครามกลางเมืองในสเปน (Spanish civil war) ยาคอฟเข้าไปสนับสนุนในการจัดหาอาวุธให้กับฝ่ายสาธารณรัฐ ซึ่งต่อต้านนายพลฟรานซิสโก้ ฟรานโก้ (Franciaco Franco) ในสงครามที่สเปนนี้ยาคอฟได้ลำเลียงอาวุธไปทางเครื่องบินกว่า 12 เที่ยวบิน โดยที่เขาเองโดนสายไปกับเครื่องบินด้วย 

1938 วางแผนที่จะทำการลักพาตัวเซดอฟ (Lev Sedov) ลูกชายของทร็อตสกี้ (Leon Trotsky) แต่ว่าเซดอฟ เสียชีวิตลงเสียก่อนอย่างกระทันหันจากโรคไส้ติ่งอักเสบในเดือนกุมภาพันธ์

พฤศจิกายน, ยาคอฟและภรรยาถูกเรียกตัวกลับมารัสเซีย แต่ว่าเมื่อเครื่องบินลงจอด เขาก็ถูกจับตามคำสั่งของเบเรีย (L Beria) โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส 

1941 7 กรฏาคม, ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการยิงเป้า 

แต่ว่ายาคอฟรอดชีวิตมาได้เพราะสงครามโลก ครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้น ในเดือนสิงหาคม และเปเวล ซูโดปลาตอฟ (Pavel Sudoplatov) หนึ่งในเจ้าหน้าที่สายลับของโซเวียต ได้ช่วยอุทรณ์ เพราะเห็นว่าเกิดสงครามโลก และประเทศต้องการสายลับที่มีประสบการณ์ ซึ่งคำอุทรณ์เป็นผล ยาคอฟได้กลับเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อีกครั้งและได้ตำแหน่งใน NKVD คืนมา

1946 ลาออกจากงาน เพราะปัญหาสุขภาพ

1953 ซูโดปลาดอฟ ได้ชวนให้ยาคอฟ เข้าทำงานในกระทรวงมหาไทย แต่ไม่นานก็ถูกปลดออก

8 ตุลาคม, ถูกจับอีกครั้งหนึ่ง จากคำตัดสินประหารเมื่อปี 1941 ซึ่งคราวนี้เขาได้รับการลดโทษเหลือเพียงจำคุก 25 ปี

1956 30 มีนาคม, ยาคอฟ เสียชีวิต ภายในเรือนจำบัตย์สกาย่า (Butyrskaya prison)