ฟรานซิส คริ๊ก (Francik Crick) 

ผู้ค้นพบว่า DNA มีโครงสร้างแบบ double-helix (บันไดเกลียว) ร่วมกับ เจมส์ วัตสัน (James Watson)

1869 ฟรีดริช มีสเชอร์ (Friedrich Miescher) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสฯ ค้นพบวิธีการแยกกรดนิคลีอิค (nucleic acid) จากเซลล์เม็ดเลือดขาว 

1910 โฟบัส เลอวีน (Phoebus Levene) นักวิทยาศาสตร์รัสเซีย (ลิทัวเนีย) ศึกษาโครงสร้างของ DNA โดยเขาเสนอโครงสร้างแบบเตตรานูคลิโนไทด์ (tetranucleotide) ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นโครงสร้างที่ไม่ถูกต้อง

คริ๊ก เกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1916 ในนอร์แธมตันไชร์ (Weston Favell, Northamtonshire) อังกฤษ พ่อของเขาชื่อแฮร์รี่ (Harry Crick,1887-1948) แม่ชื่อแอนนี่ (Annie Elizebeth Wilkins, 1879-1955)  แฮร์รี่นั้นมีกิจการโรงงานทำรองเท้า ส่วนแอนนี่เป็นพยาบาล 

คริ๊กเป็นลูกชายคนโต เขามีน้องคนหนึ่งชื่อ เอ. คริ๊ก (Anthony F. Crick) 

ปู่ของคริกชื่อวอลเตอร์ (Walter Drawbridge Crick, 1857-1903) เป็นนักชีววิทยา เขาเคยมีผลงานเขียนร่วมกับชาร์ล ดาวิน (Charles Darwin) ด้วย ปู่เป็นคนสอนให้คลิกเรียนวิธีการเป่าแก้ว, ถ่ายรูป และทำการทดลองเคมี

1924 ตอนอายุ 8 ขวบ เขาเข้าเรีนนที่โรงเรียนประถมนอร์แธมตัน (Northampton Grammar School) ซึ่งห่างบ้านไปแค่สองกิโล 

1926 ได้ย้ายไปเรียนที่โรเรียนมิมล์ ฮิลล์ (Mill Hill School) ในลอนดอน โดยได้รับทุน 

1933 คริ๊กได้รับรางวัล Walter Knox prize จากการทดลองเคมี 

เข้าเรียนฟิสิกส์ที่ UCL (University College London) 

1937 จบปริญญาตรี  หลังจากนั้นก็เรียนต่อในระดับปริญญาเอก แต่ว่าการเรียนของเขามีอันสะดุดลงเมื่อเกิดสงครามโลก ในปี 1939

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คริ๊ก ทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการวิจัยจอวกองทัพเรืออังกฤษ (Admiralty Research Laboratory) ซี่งงานของคริ๊กที่นี่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทุ่นระเบิด และการพัฒนาเรดาห์

1940 18 กุมภาพันธ์, แต่งงานกับรูธ (Ruth Doreen Dodd) เธอเป็นนักเขียน พวกเขามีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อไมเคิ้ล (Michael Crick, b.1940) แต่ว่าคริ๊กกับรูธหย่ากันหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ซึ่งรูธย้ายไปอยู๋ในแคนาดา

1947 หลังสงครามโลก คริ๊กออกจากกองทัพ และไปศึกษาต่อในด้านชีววิทยาที่แคมบริดจ์ (Cambridge) โดยได้รับทุนจาก MRC (Medical Research Council)

ระหว่างอยู่ที่แคมบริดจ์ เขาได้เข้าทำงานวิจัยที่ห้องทดลองสแตรงเวย์ (Strangeways Research Laboratory)  ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของฮอนอร์ เฟลล์ (Honor Bridget Fell) 

1949 ย้ายมาทำวิจัยที่ห้องทดลองคาเวนดิช (Cavendish Laboratory) ภายใต้การดูแลของเซอร์ลอว์เรนซ์ แบร็กก์ (Sir Lawrence Bragg) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลตั้งแต่ตอนที่อายุ 25 ปี

สิงหาคม, แต่งงานกับโอติล (Odile Speed) เธอเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาพวกเขามีลูกสาวด้วยกันสองคน ชื่อกาบริลล์ (Gabrielle Anne, b.1951) กับแจ็คการีน (Jacqueline Marie-Therese, b.1954) 

1950 เออร์วิน ชาร์กาฟฟ์ (Erwin Chargaff) นักวิทยาศาสตร์ออสเตรีย-ฮังการี่ ซึ่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia Universtiy) ในนิวยอร์ค พิมพ์งานวิจัยของเขา ซึ่งเขาสรุปว่า DNA ประกอบไปด้วย adenine, thymine, cytosine, guanine ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน  และยังเผยแพร่กฏของชาร์กาฟฟ์ (Chargaff’s rules) ซึ่งต่อมาในปี 1952 ชาร์กาฟฟ์ได้มีโอกาสไปบรรยายที่แคมบริดจ์ โดยที่คริ๊กและวัตสันก็ได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายด้วย

1951 ได้ีรู้จักกับเจมส์ วัตสัน (James Watson) นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ซึ่งขณะนั้นวัตสันอายุ 23 ปี  ซึ่งเข้ามาทำวิจัยที่คาเวนดิชด้วย พวกเขามีความสนใจในงานวิจัยเดียวกัน ในการค้นหาว่าโมลิกุลสามารถเก็บข้อมูลเอาไว้ได้อย่างไร พวกเขาจึงร่วมกันศึกษาโครงสร้างของ DNA 

1953 คริ๊กและวัตสัน สร้างแบบจำลอง DNA แบบบันไดเกลียวขึ้นมา โดยการใช้ X-ray ในการศึกษาโครงสร้างของโมลิกุล ซึ่งผลงานวิจัยของทั้งคู่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Nature ฉบับเดือนเมษายน ซึ่งการค้นพบโครงสร้าง DNA ของคริกและวัตสันนี้ ยังอยู๋บนพื้นฐานข้อมูลที่มาจากงานวิจัยของโรซาไลน์ แฟรงคลิ้น (Rosalind Franklin) จำนวนมาก อาทิ ภาพ 51(Photo 51) ซึ่งโรซาไลน์ถ่ายด้วยรังสีเอ็กเรย์ เป็นหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันโครงสร้างแบบดับเบิ้ลเฮริกซ์ของ DNA แต่ว่าโรซาไลน์บทบาทของโรซาไลน์ต่อการค้นพบโครงสร้าง DNA นั้นไม่ได้ถูกอ้างถึงในขณะที่เธอมีชีวิตอยู่

คริ๊กมาเป็นศาสตร์จารย์พิเศษที่โพลีเทคนิคบรู๊คลิน (Brooklyn Polytechnic) ในนิวยอร์ค

1954 ได้ปริญญาเอกจากแคมบริดจ์ โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง X-ray diffraction: polypeptides and proteins

ซึ่งหลังจากเรียนจบเขาก็ยังทำงานอยู่ที่ห้องวิจัยคาเวนดิชต่อไป

1968 เขียน On Protein Synthesis  ซึ่งตั้งสมมุติฐานว่าเบส A, T,  C และ G เป็นรหัสที่ใช้สำหรับการสร้างกรดอมิโนและโปรตีน

1961 ตีพิมพ์งานวิจัยในนิตยสาร Nature เกี่ยบกับโครงสร้างแบบ double-helic ของ DNA 

1962 ได้รับรางวัลโนเบลสามาขาการแพทย์ ร่วมกับเจมส์ วัตสัน จากการค้นพบโครงสร้างแบบ double-helix ของ DNA

คริ๊กได้มาทำงานเป็นผู้อำนวยการของห้องทดลองชีวโมลิกุลของแคมบริดจ์ (Cambridge’s Molecular Biology Laboratory)

1976 ย้่ายมาอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ตอนอายุ 60 ปี โดยได้เข้าทำงานที่สถาบันซอล์ก (Salk Institute)

ช่วงบั่นปลายชีวิต คริ๊กสนใจศึกษาเกี่ยวกับที่มาของจิต (conscious) ดังที่มีผลงานเขียน The Astonishing Hypothesis ในปี 1995

2004 28 กรกฏาคม, เสียชีวิต ในซานดิเอโก้, แคลิฟอร์เนีย ในวัย 88 จากโรคมะเร็งในลำไส้

ผลงานเขียน

  • Of Molecules and Men, 1967
  • Life Itself: Its Origin and Nature, 1981
  • What Mad Pursuit: A Personal View of Scientific Discovery, 1988
  • The Astonishing Hypothesis: The Scientific Search for the Soul, 1995